Quantcast
HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
Tuesday June 18, 2013 05:51
 

 

หน้าแรกสยามมีเดีย | ข่าวเมืองไทย
จำคุก"ตู่"6เดือน หมิ่น"มาร์ค" นั่งเก้าอี้เสมอเจ้า
13 กรกฎาคม 2555
จำคุก"ตู่"6เดือน หมิ่น"มาร์ค" นั่งเก้าอี้เสมอเจ้า

เมื่อเวลา 9.30 น.วันที่ 10 กรกฎาคม ที่ห้องพิจารณา 906 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาท หมายเลขดำ อ.404/2552ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ( นปช.)เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา326, 328, 332

คดีนี้โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่13 ม.ค. 52 เวลากลางวันจำเลยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนบริเวณที่ทำการพรรคเพื่อไทย มีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ว่าโจทก์ไม่ถวายความเคารพองค์พระมหากษัตริย์ในขณะเข้าเฝ้าฯประชาชนคนไทยต้องพึงปฏิบัติ และโจทก์ทำตัวตีเสมอพระเจ้าแผ่นดิน การกระทำของโจทก์กระทบกระเทือนความรู้สึกของคนไทยทั่วประเทศ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง เหตุเกิดที่แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กทม.ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326,328และ332 ด้วย โดยจำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน สังกัดพรรคฝ่ายค้าน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าคำที่จำเลยกล่าวว่าโจทก์ออกมานั่งทำตัวเสมอกับพระเจ้าแผนดิน นั้นมีความหมายประการใดโจทก์อ้างตนเองเบิกความว่าจำเลยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนมีข้อความตอนหนึ่งสรุปได้ว่า ในการเข้าเฝ้าฯนั้น นายกรัฐมนตรีในอดีตไม่มีใครนั่งเก้าอี้ ยกเว้นเวลาที่มีราชอาคันตุกะที่เป็นแขกต่างประเทศ แต่โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำตัวเหนือบุคคลอื่นกระทำการที่ไม่บังควรซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก

การที่จำเลยแถลงข่าวต่อสื่อมวลทำนองดังกล่าวนั้น เป็นการกล่าวหาว่าโจทก์และถ้อยคำที่จำเลยแถลงข่าวดังกล่าวย่อมทำให้ประชาชนที่ได้ฟังถ้อยคำนั้นเข้าใจว่าโจทก์ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติตนไม่รู้กาลเทศะอันเป็นการกระทำที่มิบังควร ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังซึ่งจำเลยตระหนักและทราบดีว่าข้อความที่จำเลยแถลงข่าวต้องถูกนำไปเผยแพร่เป็นข่าวสารทั้งทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และวิทยุ และวันรุ่งขึ้นมีหนังสือพิมพ์หลายฉบับตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของจำเลย ดังนั้น จำเลยต้องตระหนักและรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดขึ้นหากต้องการแถลงข่าวต่อสาธารณชนเพราะเมื่อแถลงออกไปแล้วอาจเกิดผลเสียหายตามมาหากข้อความที่แถลงออกไปส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคม

แม้จำเลยจะนำสืบอ้างว่าไม่ทราบว่าการเข้าเฝ้าฯจะมีการจัดที่นั่งอย่างไร แต่การจะกล่าวหาผู้ใดด้วยข้อกล่าวหาที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวพันถึงประโยชน์สาธารณะของคนในชาติ ซึ่งจำเลยเองก็ยอมรับว่ากระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนชาวไทย จำเลยต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อสงสัยที่มีต่อภาพถ่ายของโจทก์ไปจนถึงเหตุผลที่มาที่ไปของภาพดังกล่าวให้ชัดเจนแน่แท้เสียก่อน ซึ่งจำเลยในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมสามารถกระทำได้โดยไม่ยาก แต่จำเลยก็หาได้กระทำไม่ กลับแถลงข่าวทันทีที่ได้เห็นภาพของโจทก์ในหนังสือพิมพ์

นอกจากนั้น แม้จำเลยจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธ์วิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง แต่ศาลต้องพิจารณาเนื้อหาของถ้อยคำทั้งหมดเพราะย่อมเกี่ยวพันกันและแสดงให้เห็นถึงความหมายที่แท้จริงที่จำเลยต้องการสื่อสารซึ่งจำเลยพยายามเชื่อมโยงภาพของโจทก์เปรียบเทียบกับบุคคลสำคัญในอดีตหลายคน เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าการที่โจทก์นั่งเก้าอี้ถวายรายงานต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้นั้น เกิดจากสิทธิพิเศษของโจทก์ซึ่งไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้ในอดีต และยังประพฤติตนเสมอกับพระเจ้าแผ่นดินโดยไม่ตรวจสอบว่าเป็นเพราะทางสำนักพระราชวัง หรือสำนักราชเลขาธิการเป็นผู้ดูแลจัดการให้

ทั้งนี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายรัฐมนตรี พยานจำเลยก็ได้ตอบคำถามค้านว่าการเข้าเฝ้าจะต้องได้รับคำแนะนำจากสำนักราชเลขาธิการว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรแสดงว่าสำนักพระราชวังมีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดระเบียบพิธีการสำหรับเข้าเฝ้าฯ อีกทั้งจำเลยมีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมมีโอกาสเข้าร่วมงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธี จำเลยย่อมต้องทราบถึงขั้นตอนดังกล่าว หาใช่ว่าโจทก์นั่งเก้าอี้เพราะต้องการทำตัวให้เสมอกับพระเจ้าแผ่นดินดังที่จำเลยกล่าวไม่

ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่ทราบว่าการเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีการจัดที่นั่งอย่างไร จึงเป็นเพียงคำพูดที่เลื่อนลอยไม่สมเหตุสมผล การที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าสำนักพระราชวังจะเป็นผู้ดูแลระเบียบพิธีการเข้าเฝ้าฯ แต่กลับแถลงข่าวต่อสาธารณชนทันที จึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกินเลยไปกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะนักการเมืองที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลหรือเป็นเพียงการตักเตือนโจทก์ดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ไม่ แต่เป็นการพยายามเอาข้อกล่าวหาดังกล่าวมาผูกโยงให้เป็นเรื่องเกี่ยวพันทางการเมืองเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

ในทางกลับกันปรากฏข้อเท็จจริงจากภาพถ่ายที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลายภาพว่านายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีและนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็นั่งเก้าอี้ขณะเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นกันประกอบกับโจทก์และจำเลยมีเหตุขัดแย้งจนถึงขั้นฟ้องร้องกล่าวหาเป็นคดีอาญากันหลายคดี ส่อให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนามุ่งหมายกล่าวหาโจทก์เพื่อให้ประชาชนเกลียดชังโจทก์ โดยไม่ใยดีว่าข้อกล่าวดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ การแถลงข่าวของจำเลยดังกล่าวจึงหาใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำไม่แต่เป็นการกล่าวใส่ความโจทก์ โดยจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา จึงฟังได้อย่างมั่นคงว่าการกระทำของจำเลย เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ข้อต่อสู้ ของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 จำคุก 6เดือนปรับ 50,000บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา56 หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนและให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาใน นสพ.มติชนรายวันและนสพ.ผู้จัดการรายวัน เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน

ภายหลังศาลมีคำตัดสินนายจตุพรกล่าวว่าตนน้อมรับคำพิพากษาแต่จะยื่นอุทธรณ์ตามวิถีและการใช้สิทธิ์ตามกฎหมายต่อไปเพราะคดีหมิ่นประมาท ที่มีกับส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อย่างนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯมีผลัดกันแพ้และชนะซึ่งการอุทธรณ์จะต้องหารือกับทนายความอีกครั้งโดยอาจจะนำคดีที่ศาลเคยฟ้องนายสุเทพซึ่งถูกพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯฟ้องหมิ่นประมาทฯกรณีให้สัมภาษณ์ว่าจะกลับมาเป็นประธานาธิบดีมาเทียบเคียงในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

"ผมไม่รู้สึกกังวลในคดีที่อื่นที่ถูกนายอภิสิทธิ์ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทเพราะผมพูดไปตามหลักฐานและเอกสารกระบวนการสู้คดีก็มีความยืดหยุ่นสามารถสู้ไปได้ถึงชั้นอุทธรณ์และฎีกาต่อได้วันหนึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็อาจตกเป็นจำเลยบ้างก็ได้"นายจตุพร ย้ำทิ้งท้าย

ในวันเดียวกัน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงความคืบหน้าคดีวางเพลิงเผาทรัพย์และลักทรัพย์ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลดิ์ กรณีเกิดเหตุความรุนแรงเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม2553ว่าคดีอยู่ในระหว่างการสืบพยานของศาล จำเลยบางรายศาลพิพากษาจำคุกไปแล้ว"ผมขอยืนยันว่าผู้ต้องหา หรือจำเลย ไม่ใช่ชายชุดดำดังที่มีการกล่าวอ้าง"นายธาริต กล่าว

ทั้งนี้ นายธาริตได้แจกเอกสารเผยแพร่รายละเอียดของคดีแบ่งได้2 กรณีกรณีแรกคือคดีลักทรัพย์ กรณีที่สองคดีวางเพลิง ผลสรุปความเห็นทางคดีเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง9คน ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการเมือวันที่4 ส.ค.2553ในฐานความผิดร่วมกันปล้นทรัพย์ในบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ ได้กระทำโดยมีและใช้อาวุธปืนและร่วมกระทำผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป ในฐานความผิดร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นและร่วมกันชุมนุมหรือมั่วสุม ณ ที่ใดๆหรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ตามที่ได้ประกาศตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สิน เป็นจำนวน 8,890,578,649.61 บาท (รวมทั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และผู้เสียหายรายย่อย
HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats