|
เป็นที่ชัดเจนว่า คนไทยทั้งประเทศไม่ปรารถนาที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ ในรูปแบบที่เป็น การปฏิวัติรัฐประหารด้วยกำลังทหาร หรือต้องเสียเลือดเสียเนื้อของใครแม้แต่คนเดียว
จึงปรากฏเสียงเรียกร้องของหลายฝ่าย ขอให้หยุดพฤติกรรมหรือการกระทำใดๆ ที่อาจจะเป็นเงื่อนไขนำสู่วงจร อุบาทว์ นอกจากนั้นยังมีการเตือนสติให้ช่วยกันละเลิกการวิพากษ์วิจารณ์อันจะก่อให้เกิดความสับสนและความกังวลใดๆ ในสังคมไทย
พิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วคำว่า "ปฏิวัติ" ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน ซึ่งระบุว่า...การ หมุนกลับ, การผันแปรเปลี่ยนหลักมูล, การเปลี่ยนแปลงระบบ เช่นปฏิวัติอุตสาหกรรม, การเปลี่ยนแปลงการบริหาร บ้านเมือง เช่น ปฏิวัติการปกครอง...นั้น คงไม่มีคุณค่าหรือน้ำหนักเพียงพอเป็นที่สนใจสักเท่าไร หากผู้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้น มามิใช่นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็เปิดประเด็นนี้สองครั้งสองคราด้วยกันในระยะเวลาที่เข้ามา บริหารบ้านเมือง 3 เดือนโดยประมาณ
สมควรเป็นความรับผิดชอบทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่หัวหน้ารัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีจักต้องเป็นบุคคลแรกที่แก้ปม ปัญหาดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจตนาหรือเกมการเมือง เสมือนหนึ่งตีปลาหน้าไซเพื่อให้ผู้นำในกองทัพหรือทหารออกมา แสดงตัว ปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำการปฏิวัติรัฐประหาร หรือไม่อย่างไรก็ตาม เพราะปฏิเสธได้ยากว่าสถานการณ์ ร้อนแรงที่จะส่งผลถึงขั้นปฏิวัติการปกครองนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเพียงทำตามหน้าที่ของ ตัวเองที่ได้รับจากการเลือกตั้ง คือบริหารประเทศให้ได้ดี และเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
คำพูดของทหารระดับผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ที่ตอบข้อถามถึงการรับรองหรือไม่ว่า ทหารจะไม่ปฏิวัติอีก ว่า
"ผมไม่รับรองว่าจะมีหรือไม่มีอะไรทั้งสิ้น เพราะผมไม่ได้คิดอะไร เราทำงานเป็นหลัก ถ้าทุกคนทำงานก็ไม่มีเวลาไปทำ เรื่องอื่น การปฏิวัติไม่ใช่งานของเรา" หรือการชี้แจงของผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ซึ่งเคยดำรง ตำแหน่งรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ว่า "ฝ่ายการเมืองต้องการสร้างอะไรรุนแรงหรือสงบเงียบขึ้น อยู่กับผู้บริหารประเทศ"
นับเป็นภาพสะท้อนที่สำคัญว่า ลำพังทหารไม่สามารถสร้างความชอบธรรมเพื่อกระทำการล้มล้างรัฐบาลเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารบ้านเมืองได้อย่างแน่นอน หากไม่ปรากฏภาวะอันเป็นเงื่อนไขกดดัน
ฉะนั้นแทนที่รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีจะมัวมาพะวักพะวงกับการโยนหินถามทาง หรือแสดงท่าทีเสมือนคนกิน ปูนร้อนท้องกับข่าวคราวเรื่องการปฏิวัติ เหตุใดจึงไม่เปลี่ยนแปลงหมุนกลับ หรือปฏิวัติการบริหารบ้านเมืองด้วยมือของตัวเอง เสียก่อน โดยการหันมาพินิจพิเคราะห์ทบทวนว่า อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเป็นเสียง ข้างมากในสภาวันนี้ รัฐบาลได้ลงมือปฏิบัติมากน้อยเพียงใด บรรลุตามเจตนารมณ์ เป้าหมายที่เขียนไว้เป็นนโยบาย ซึ่ง แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หรือว่ายังคงกระทำตนเป็น "นอมินี" พิทักษ์รักษาประโยชน์ของพรรคและพวกที่ เป็นนายทุนเพื่อการทวงแค้น โดยหลงเหลิงบริหารอำนาจตามอำเภอใจเท่านั้น
ขอยืนยันว่า ถ้านายกรัฐมนตรีลุกขึ้นเป็นผู้นำปฏิวัติรัฐบาลของตัวเองด้วยการทำงาน เฉกเช่นเดียวกับที่ได้ปรับปรุง ตนเองตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ในการพูดให้น้อยลง ควบคุมวาจาสามหาวให้มากขึ้น โดยยึดแนวทางตามที่ได้กล่าวปฏิญาณ ตนไว้ทั้งในฐานะของรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชื่อมั่นได้ว่าประชาชนคงจะยกธงประเทศไทยขึ้นโบกสะบัด สรรเสริญยินดีให้กับรัฐบาลโดยไม่แบ่งขั้วแบ่งฝ่ายอีกต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น เสียงข้างมากในมือก็เอื้ออำนวยให้สามารถกระทำ การใดๆ ในทางสร้างสรรค์ได้ หากท่านทั้งหลายมิใช่รัฐบาลเฉพาะกิจกระทำตามใบสั่งหรือลูกกรอกที่ถูกจอมขมังเวทย์ปลุก เสกขึ้นมารับใช้สืบสันดาน ช.ค.ม. (8 พฤษภาคม 2551- กองบรรณาธิการ ไทยโพสต์)
|