|
สมัคร สุนทรเวช ไม่พอใจคำวิพากษ์จากธนาคารโลก องค์การสหประชาชาติ ที่ตั้งข้อกล่าวหาไทยและ ประเทศในแถบอาเซียน เปลี่ยนทิศทางเกษตรกรรมเพื่อการบริโภคเป็นพืชพลังงาน ถือเป็นความไม่รับผิดชอบ และสร้างความปั่นป่วนก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติอาหารโลก
คำพูดของนายสมัคร สุนทรเวช ในกรณีนี้ นับเป็นบทบาทที่น่าจะได้รับการยกย่องสรรเสริญในความเป็นตัวแทนประเทศ กสิกรรม ซึ่งกล้าคิดกล้าพูดความจริงแบบเต็มร้อยแน่นอน หากการใช้ถ้อยความเพื่อสื่อข้อเท็จจริงและนำเสนอความคิดเห็นใน ครั้งนี้ มิใช่ระบายด้วยอารมณ์หรือใช้ภาษาที่เรียกขานกันว่า "ผรุสวาท"
น่าเสียดายที่ความเป็นเหตุเป็นผลของการที่ประเทศไทย หรืออีกหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ได้ปรับตัวและ เปลี่ยนโครงสร้างพื้นที่เกษตรกรรมภายใน ให้สอดคล้องกับอุปสงส์อุปทาน และสถานการณ์ต่างๆ ที่ผันแปรไป เพื่อการก้าว ย่างที่มั่นคงและพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยหันไปหาเกษตรกรรมด้านพลังงานทางเลือกมากกว่าเดิมนั้น ถูกลดทอนคุณค่าความ หมายไปเพียงเพราะวิธีการนำเสนอของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ซึ่งใช้อารมณ์และภาษาร้อนแรง ทั้งๆ ที่ถ้าใช้ท่าที สุขุมให้สมกับเป็นผู้ใหญ่ และสง่างามเฉกเช่นผู้นำประเทศพึงกระทำแล้ว เชื่อได้ว่า ทุกประเทศทั่วโลกจะต้องหันมาสนใจ และฉุกคิดได้ว่า หน้าที่ความรับผิดชอบต่อวิกฤติอาหารโลกนั้น จำเป็นต้องระดมความร่วมมือจากทุกฝ่าย มิใช่ยัดเยียด หรือ โยนเป็นภาระของประเทศไทย หรือประเทศที่ส่งออกผลิตผลทางการเกษตรทั้งหลาย
อย่างน้อยที่สุด การสร้างอำนาจต่อรอง ระหว่างประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างตะวันออกกลาง กับประเทศกสิกรรมที่มี ประเทศไทยเป็นแกนนำสำคัญ ก็น่าจะมีน้ำหนักมากกว่าการที่ฝากประโยคทอง
"มึงค้าน้ำมันไม่มีเหตุผล" ไปถึงเลขาธิการสหประชาชาติ ตลอดจนผู้บริหารเวิลด์แบงก์ เพราะท่ามกลางราคาข้าวที่ดีด ตัวสูงขึ้นไม่แพ้ราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวรายวันนั้น
คงต้องยอมรับว่าโครงสร้างเกษตรกรรมแผนใหม่ เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนไปของประเทศไทยและทั่วโลกนั้น รัฐบาลของเรายังมิได้มีการบริหารจัดการอย่างถูกทิศถูกทาง จนสามารถเชื่อถือได้ว่า สถานการณ์ราคาข้าวที่ดีอย่างไม่เคย เป็นมาก่อนในขณะนี้ จะอยู่ยั้งยืนยงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชาวนาไทยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มิใช่วูบวาบแค่ชั่วคราว หรือสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับพ่อค้าคนกลางเจ้าของโรงสีและบริษัทส่งออกเท่านั้น
วาระแห่งชาติหรือยุทธศาสตร์ 12 ปีเพื่อรองรับวิกฤติอาหารและวิกฤติพลังงาน ที่รัฐบาลประกาศปาวๆ หลังคำแถลงที่ เต็มไปด้วยถ้อยคำดุเดือดของนายกรัฐมนตรี กล่าวได้ว่า เป็นแนวคิดที่ดี และสมควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นจริง อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เพราะสังคมเกษตรกรรมไทยต้องเผชิญกับวัฒนธรรมการเลียนหรือแห่ตาม จนสร้างปัญหาวิกฤติราคาตกต่ำตลอด มา อาทิ มันสำปะหลังขายได้ราคาดี ชาวชลบุรีก็พากันทิ้งนาข้าวหันมาปลูกมันกันจนล้นตลาดหรือราคายางถีบตัวสูง เจ้าของ ไร่นาก็โค่นต้นไม้อื่นๆ แปลงที่ดินเป็นสวนยาง เป็นต้น นอกจากนั้นที่ลืมไม่ได้คือ การปลูกพืชพลังงานทดแทน หรือเป็นทาง เลือกในการแก้วิกฤติน้ำมัน จำเป็นต้องแย่งแหล่งน้ำในการเพาะปลูก ซึ่งหากปราศจากการวางแผนที่ดีและมีบูรณาการ สงครามชิงน้ำก็จะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน
ดังนั้น การบริหารบ้านเมืองด้วยปาก หรือตอบโต้มหาอำนาจทั้งหลายในโลก แม้บางครั้งจำเป็น แต่คงไม่สำคัญเท่า กับการที่ประเทศไทยต้องตอบโจทย์ของตัวเองให้ได้ว่า การจะเป็น "ครัวโลก" ได้นั้น
หมายถึงคนในบ้านต้องอิ่มโดยมีคุณภาพและอย่างเท่าเทียมถ้วนหน้า และต้องสามารถจัดสรรปันส่วนความต้องการใช้ พื้นที่เพาะปลูกให้สมประโยชน์ถูกต้องเป็นธรรมก่อน เพราะวาระแห่งชาติเกี่ยวกับอาหารนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ที่ส่งผลกระทบทั่ว โลกมากเสียยิ่งกว่าวิกฤติพลังงานเสียอีก.(24 เมษายน 2551... กองบรรณาธิการ ไทยโพสต์)
|