HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:02 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ข่าวเมืองไทย

เสรีพิศุทธ์-ไม่สนคำสั่ง “หมัก” ปลดออก

Siam Media News 11 เมษายน 2551

        อดีต ผบ.ตร.เปิดความในใจ หลังถูกนายกรัฐมนตรี ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง และปลดออกจาก ข้าราชการ ระบุ มีขบวนการจ้องโค่น เพื่อหวังเก้าอี้ ผบ.ตร.พร้อมชี้แจงข้อกล่าวหาทุกเรื่อง ประกาศฟ้องนายก รัฐมนตรีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแน่ ยันต้องสู้ถึงที่สุด เพราะถูกเหยียบย่ำ ทำร้าย ทั้งที่ทำดีมาตลอดชีวิต

        คำสั่งสำ้นักนายกรัฐมนตรี ที่ 73/2551 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน ด้วยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ข้าราชการตำรวจประจำการ ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ดังนี้

        1.ดำเนินโครงการเช่ารถยนต์บรรทุกขนาด 1 ตัน แบบดับเบิ้ลแคป 2,894 คัน โครงการเช่ารถตู้โดยสาร(เบนซิน) ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี)ขนาด15 ที่นั่ง 1,447 คัน โครงการเช่ารถยนต์บรรทุกอเนกประสงค์ขนาด 3 ตัน ขนาด 24 ที่นั่ง 270 คัน และรถยนต์บรรทุกขนาด 3 ตันพร้อมติดตั้งอุปกรณ์กวาดเรือใบ เครนยก 51 คันและโครงการเช่ารถยนต์บรรทุก (ขนาด 1 ตัน) แบบมีช่องว่างด้านหลังคนขับ 1,555 คัน ซึ่งใช้งบประมาณรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,899,578,200 บาทโดยมี พฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่งทำให้ทาง ราชการเสียหายตลอดจนเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทผู้ให้เช่ารถยนต์ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง และเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้

        2. สั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานในบันทึกของ กองสวัสดิการ ที่เสนอขอให้พิจารณางดการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติประจำปี2551 ที่จะมีขึ้นในระหว่าง วันที่ 21-28 มี.ค.2551เนื่องจากผู้เสนอเห็นว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวอยู่ระหว่างการไว้ทุกข์ตามมติครม. หากจัดการ แข่งขันกีฬาภายในจะเป็นการไม่บังควร

        3. ดำเนินการบริหารงานบุคคลโดยออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ระดับพันตำรวจเอกตำแหน่งผู้กำกับการฝ่าย ปฏิบัติการที่ 1- ที่ 10 ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในกองบังคับการต่างๆโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการทำให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับ ตำแหน่งจึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ในการแบ่งส่วนราชการของกองบังคับการต่างๆ และกรณี ดังกล่าวเป็นเหตุทำให้ราชการต้องเสียงบประมาณสำหรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง โดยยังไม่มีการดำเนินการให้ ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายเสียก่อนแต่อย่างใด จนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีลับมากที่ 34/2551 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลับมากที่ 45/2551 ลงวันที่13 มี.ค.2551แล้ว และมีเหตุให้พักราชการได้ตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนพ.ศ.2547 ข้อ 3(1) และ (2) คือถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือเกี่ยวกับความประพฤติหรือ พฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจหากให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการ อาจเกิดการเสียหายแก่ราชการและจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน พิจารณาหรือจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น และได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการสอบสวนพิจารณาที่เป็นเหตุให้สั่งพัก ราชการนั้นจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว

        ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 95 แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบกับกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่ง พักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนพ.ศ.2547 ข้อ 8 จึงให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ออกจากราชการไว้ ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

        อนึ่ง ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามคำสั่งนี้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. ได้ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 105 และหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือ ยื่นต่อศาลปกครองหรือส่ง ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือภายใน 90 วัน นับแต่วันพ้นกำหนด 90วันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์สั่ง ณ วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

        ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2008 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวเปิดใจ กรณีถูก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ภายหลัง ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ว่า ที่ออกมาแถลงข่าวในวันนี้ เพราะไม่ต้องการให้สังคมสับสน เพราะที่ผ่านมาตน พยายามปิดตัวเงียบมาโดยตลอด ปล่อยกระบวนการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่จำเป็น ต้องออกมาพูด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นการให้ร้ายป้ายสีใคร เพราะหากไม่พูดเลยประชาชนจะเกิดความสับสน ไม่ทราบความ จริง

        “จนถึงขณะนี้ ผมยังไม่เห็นคำสั่งที่ออกมา เห็นแต่ในทีวี และยังยืนยันว่า ผมเองยังคงเป็น ผบ.ตร.ซึ่งผมจะพ้นจาก ตำแหน่งก็ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง จึงไม่อยากให้เข้าใจว่า ผมถูกให้ออกจากราชการไปแล้วจริงๆ” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

        พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีได้รับการโปรดเกล้าฯให้มาดำรงตำแหน่ง และแถลงนโยบายต่อ รัฐสภา หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2551 ได้มีคำสั่งย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต่อมาได้มี คำสั่งย้าย นายปราโมทย์ รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กระทั่งวันทื่ 29 ก.พ.2551 ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนทาง วินัยร้ายแรงกับตน พร้อมกับสั่งย้ายให้ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตนมองว่า นายกรัฐมนตรียังไม่ทันได้ทำงาน เข้ามาถึงก็สั่งย้ายข้าราชการ แต่กรณีของตนกลับถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงด้วย ตนก็ได้ติดตามข่าวสารทาง สื่อมวลชนโดยตลอด พบว่า หนังสือพิมพ์เสนอข่าวย้ายตนตั้งแต่เมื่อวันที่ 17-18 ก.พ.แล้ว แต่ทำไมถึงมาย้ายวันที่ 29 ก.พ. ซึ่งที่เป็นเช่นนั้น เพราะต้องการเวลาเพิ่อจัดเตรียมเอกสาร เพื่อตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกับตน

         พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า หากดูคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 34/2551 เรื่องแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ร้ายแรงกับตนนั้น มีเหตุผลด้วยกัน 3 เรื่อง โดยจะต้องมีผู้ร้องเรียน เข้ามา ซึ่งจากการตรวจสอบผู้ร้องในเรื่องทั้ง 3 เรื่อง เป็น คนเดียวกัน เป็นอดีตข้าราชการตำรวจที่ตนสั่งให้ออกจากราชการไปเมื่อวันที่ 19 ก.พ.2551 จึงมองว่าเรื่องนี้ผู้ร้องเป็น ปรปักษ์ต่อกัน เพราะเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน เรื่องที่มีการสอบสวนวินัยร้ายแรงมีด้วยกัน 3 เรื่อง เรื่องเช่ารถยนต์ เรื่องการจัดแข่งขันกีฬา เรื่องแต่งตั้งโยกย้าย มีการส่งเรื่องร้องเรียนไปที่นายกรัฐมนตรีในวันที่ 28 ก.พ.เวลา 09.30 น.และ เช้าวันที่ 29 ก.พ.นายกฯก็เซ็นคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

        “ตรงนี้ นายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นราชการ ไม่รู้หรอกว่าผิดกฎหมาย ตามขั้นตอนของกฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547 มาตรา 84 เมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษว่าข้าราชการตำรวจทำผิดวินัย ก็ต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อน หรือพิจารณา ในเบื้องต้นว่า มีมูลการกระทำผิดวินัย แยกอย่างชัดเจนว่าทำได้ 2 ทาง คือ 1.การตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง 2. พิจารณาในเบื้องต้นและมีพยานหลักฐานว่าได้กระทำผิดทางวินัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ใช้วิธีที่ 2 คือพิจารณาในเบื้องต้นโดย ไม่ได้มีการสอบสวนข้อเท็จ ซึ่งตามกฎหมายแนวทางการสืบสวนข้อเท็จจริงต้องแจ้งข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริงให้ผู้ถูกร้องรับ ทราบ และมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงได้ และมีพยานหลักฐานว่าไม่มีมูลความผิด ผู้ที่สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสามารถมีคำสั่ง ยุติเรื่องได้ หากมีมูลความผิดกรณีกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง แต่หากเป็นความผิด ร้ายแรงก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ประเด็นถ้านายกรัฐมนตรีใช้กระบวนตามกฎหมายก็ไม่สามารถย้ายผมได้ทันที และไม่สามารถออกคำสั่งให้ผมออกจากราชการไว้ก่อนได้ แต่ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเป็นกระบวนการกลั่นแกล้งผม ให้ผมพ้น ตำแหน่ง เพราะมีกระบวนการที่อยากได้ตำแหน่งนี้มากนัก อยากให้ผมพ้นตำแหน่งจะได้กาคนอื่นมาแทน ก็ตั้งคณะกรรมการ สอบสวนวินัยร้ายแรงเลย” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

        พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า ถามว่า หากไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงก็ทำได้ แต่ต้องพิจารณาแล้วใน เบื้องต้นเห็นว่ามีมูลกระทำผิดทางวินัยการพิจารณาในเบื้องต้น แต่ต้องเทียบเคียงพยานหลักฐาน แต่เมื่อไม่สืบสวนข้อเท็จ จริงจะรู้ได้อย่างไรว่า ผู้ที่ร้องเป็นปรปักษ์กับตนเองอยู่ และมีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อน เขาจะใส่ความ ใส่ไคล้ตนเองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี พลาด ที่ไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ผู้ที่ร้องเรียนมีตำแหน่งสำรองราชการอยู่ที่กองบัญชา ตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งหากหนังสือร้องเรียนแล้วพบว่าผู้ที่ร้องเรียนถูกสำรองราชการจะมีความน่าเชื่อถือหรือ ผู้ร้องเรียนถูก สำรองราชการมาร้อง พล.ต.อ.มีตำแหน่งผบ.ตร.จนถูกสำรองราชการ โดยถือหนังสือฉบับเดียว นายกรัฐมนตรีก็ตั้งคณะ กรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับตนเอง มันสมควรหรือไม่ แสดงว่า เชื่อผู้ที่ร้องที่ถูกสำรองราชการ แต่ไม่เชื่อผู้ถูกร้องซึ่งเป็น ถึง ผบ.ตร.คนที่ร้องเรียนเป็นตำรวจอยู่ที่ จ.สงขลา จะรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ร้องทั้งเรื่องรถเช่า เรื่องแต่งตั้งโยกย้าย และเรื่อง ออกกำลังกาย ดังนั้น หนังสือร้องเรียนดังกล่าว ประเมินได้ว่า มีผู้เขียนไว้ให้เสร็จ แล้วให้ผู้ร้องซึ่งถูกสำรองราชการชีวิตไม่มี ความหมาย มาลงชื่อเพื่อแลกกับผลประโยชน์ หลังจากที่ตนเองถูกออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเชื่อหนังสือได้อย่างไร เอกสารจริงเท็จอาจมีการแต่งเติม ตัดทอนข้อความ ทำไมนายกฯถึงไม่ตรวจสอบ ซึ่งหากมีการตรวจสอบขณะนั้น ตนเองเป็น ผบ.ตร.ทำไมไม่ขอหลักฐานเรื่องการเช่ารถ การแข่งขันกีฬาภายใน แต่ไม่มีการขอ การตรวจสอบเอกสารเป็นจำนวนมาก ให้ ตรวจทั้งวันทั้งคืนก็ไม่เสร็จแต่นี่รับเรื่องวันที่ 28 ก.พ.เซ็นหนังสือให้ชข่วยราชการวันที่ 29 ก.พ.มันทำไม่ได้

        อดีต ผบ.ตร.ยังได้กล่าวชี้แจงประเด็นต่างๆ รวม 3 ประเด็นที่ถูกร้องเรียน โดยกล่าวว่า ขอชี้แจงแต่ละประเด็น ประเด็น เรื่องการเช่ารถ การเช่ารถไม่ได้อยู่ในอำนาจของตนเอง ตนเองเป็นหน่วยมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชน คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติมีนโยบายให้หาวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ เพื่อปฏิบัติงานดูแลรักษาความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ตนเองก็ต้องทำ แม้เรามีงบประมาณในการซื้อรถ แต่ปัจจุบันโลกมันเปลี่ยน ไปเขาไม่ซื้อกันแล้ว เพราะหากซื้อจะได้รถน้อยไม่มีการประกันความเสียหาย หากเกิดอุบัติเหตุชำรุดเสียหายก็ต้องซ่อมบำรุง ต้องมีเจ้าหน้าที่ไว้ซ่อมบำรุง มีปัญหาเจ้าหน้าที่ก็ทุจริตงบประมาณ นอกจากนี้ เมื่อมีเจ้าหน้าที่ก็ต้องเสียงบประมาณเรื่องเงิน เดือน สวัสดิการต่างๆ พ่อแม่เจ็บป่วย ตัวเองเจ็บป่วย ตนเองจึงเสนอโครงการเช่ารถ ต่างๆ ไปยังรัฐบาล และได้รับการอนุมัติ เปลี่ยนแปลงงบประมาณที่ซื้อรถเป็นการเช่ารถ เราก็ทำไป หลังได้รับการอนุมัติเราก็ทำทีโออาร์ประกาศในเว็บไซด์ มีการตั้ง คณะกรรมการประกวดราคา ซึ่งกรมบัญชีกลางเป็นคนตั้งกรรมการมีทั้งตำรวจและบุคคลภายนอก คณะกรรมการก็ทำไปมีคนมา ซื้อแบบ 11 ราย และมีคนมาฟังคำอธิบายการประกวดราคา เมื่อได้ราคามาแล้ว หลังจากนั้นก็เสนอไปยังกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลางพิจารณา พิจารณาเห็นชอบราคาที่เสนอไป จากนั้นก็เสนอนายกรัฐมนตรีจัดตั้งงบประมาณ เป็นเรื่องที่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ไม่ได้อยู่ที่ตนเองอยู่ที่นายกรัฐมนตรี

       “เมื่อมีคนมาร้องเรียนนายกฯอย่างนี้ คนที่ได้รับการร้องเรียนจะทำอย่างไร จะคิดว่าไอ้เสรีเม้ง หัวหน้าตำรวจทุจริตเลย เหรอวะ ต้องมาดูว่าโครงการเช่ารถทำอย่างไร ใครผิดก็ตั้งกรรมสอบสวนวินัยร้ายแรงคนนั้น ไม่ใช่พอเช่ารถ เอาไอ้เสรีมันก่อน อย่างนี้มันเจตนาไม่สุจริตแล้ว” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

       พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวชี้แจงประเด็นที่ 2 ว่า เรื่องการแข่งขันกีฬา ตนเองมีแผนพัฒนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้าน ข้าราชการครอบครัว องค์กร ระบบงาน ซึ่งในด้านตัวข้าราชการตำรวจ ต้องมีการพัฒนาด้านความคิด จิตใจ ร่างกาย โดย เฉพาะด้านร่างกาย การออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พร้อมปฏิบัติหน้าที่ การแข่งขันกีฬาก็ทำให้มีน้ำใจ นักกีฬา และจะมีการแข่งขันกีฬาประจำปี ซึ่งเรื่องนี้ผู้เสนอก็เสนอขึ้นมาว่าอยู่ในช่วงงานพระศพ ของเลื่อนออกไป หน้าห้อง ได้รับหนังสือก็ตามน้ำ ให้เด็กพิมพ์แล้วก็เซ็นๆ กันมา มองดูแล้วใช้ไม่ได้ ไม่ใช้สมอง ก็แทงหนังสือของกองสวัสดิการไปที่หน้า ห้องถามว่า ควายหรือเปล่า การแข่งขันกีฬาเป็นเรื่องพัฒนาร่างกายให้มีความแข่งแรงสมบูรณ์ ไม่เกี่ยวข้องกับงานพระศพ และ ให้จัดการแข่งขันตามกำหนด ลูกน้องก็ต้องพิมพ์หนังสือตอบกลับไป แต่มักง่ายส่งหนังสือตัวนี้ไปเลย คำว่า ควายจึงไปปรากฏ ผ่านสื่อ แต่ถามว่า ควายหรือเปล่า เป็นประโยคคำถาม จะได้รู้ว่าโง่หรือเปล่าที่คิดแบบนี้ ซึ่งเป็นการทำงานของลูกน้องของ ตนเอง ที่ทำงานอยู่กับตนไม่เห็นผิดตรงไหน ไม่น่าจะมาตั้งสอบสวนวินัยร้ายแรง แต่พยายามดึงลงไปเกี่ยวข้องกับสถาบันว่า ใช้ข้อความอันมิบังควร แต่ถ้าบอกว่าตนเองใช้ข้อความไม่สุภาพจะตรงมากกว่า แต่พยายามจะดึงให้ตนไปหมิ่นสถาบัน ไม่ จงรักภักดี

        “ผมได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามากล้ากลางสมรภูมิ ต้องถือน้ำพิพัฒศัตยา และสาบาน ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ ต่อหน้าทูตานุทูต ต่อหน้า องคมนตรี รัฐบาลเมื่อปี 2520”

        อดีต ผบ.ตร.กล่าวชี้แจงประเด็นสุดท้ายว่า เรื่องที่ 3 การแต่งตั้งไม่เป็นไปตามกฎหมาย บอกเลยว่า ผู้เร้องเรียนไม่ เข้าใจกฎหมาย อยู่ดีๆ ก็มากล่าวหาว่า ตนเองแต่งตั้งผิดกฎหมาย ตามกฏหมายการจะตั้งกระทรวง ทบวง กรม ให้ตราเป็นพระ-ราชบัญญัติ ถ้าเป็นกองบัญชาการ ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เพราะฉะนั้น การตั้งกองบังคับการ หรือแบ่งส่วนราชการอื่นให้ ออกเป็นกฎกระทรวง เพราะฉะนั้น ความหมายของส่วนราชการอื่น คือส่วนราชการที่เทียบเท่ากองบังคับการ อย่างเช่น กอง สารนิเทศ และสำนักเลขานุการตำรวจแห่งชาติที่ไม่ใช่กองบังคับการ นี่คือความหมายของส่วนราชการอื่น เพราะฉะนั้นการ แบ่งส่วนราชการในกองบังคับการและส่วนราชการอื่น ที่เทียบเท่า ต้องออกเป็นกฎกระทรวง แต่ที่ผมแต่งตั้งและกำหนด ตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายต่างๆ ในกองปราบปราบ ทางหลวง ท่องเที่ยว ในสันติบาล มันไม่ใช่ส่วนราชการอื่น ในความหมายนี้ ก็สามารถทำได้ ถ้าทำไม่ได้ ก.ตร.ก็ไม่ให้กำหนดตำแหน่ง เพราะก่อนที่จะมีตำแหน่ง ก่อนที่ตนเองจะแต่งตั้งได้ประมวลเรื่อง เสนอไปว่า ตอนนี้กองปราบปราม มันไม่สามารถดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกองอื่นๆ ทำอย่างไร ถึงจะทำไห้ดี จึงแบ่งให้ครอบคลุมพื้นทีนครบาลและ บช.ภ.1-9 เพื่อให้สามารถใช้งานได้ ครอบคลุมพื้นที่ เช่นทางหลวงกอง 1 อยู่ภาค 1 กอง 9 ก็อยู่ภาค 9 เพื่อให้ผู้บัญชาการพื้นที่เรียกใช้งานได้ และการสร้างกอง บัญชาการตำรวจภูธรภาคเพื่อต้องการให้ทุกหน่วยไปรวมเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนที่ 2 ให้งานมีประสิทธิภาพ เพราะ ฉะนั้นเหตุผลต่างๆ ที่ขอกำหนดตำแหน่งไปของกำหนดหน้าที่ไป ก.ตร.ก็เห็นชอบ เมื่อเห็นชอบก็เป็นหน้าที่ของตนเองที่จะ มาแต่งตั้งออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อกำหนดหน้าที่ให้ฝ่ายปฎิบัติการต่างๆ ความจริงเรื่องนี้เสนอ ก.ตร.ไป หมดแล้ว แต่คนพวกนี้ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจกฎหมายจึงไปร้องเรียน ว่าตนเองทำผิดกฎหมายแต่งตั้งโดยไม่ชอบ แต่ท่านนายกฯ ควรดูเสียก่อนว่ากฎหมายเป็นอย่างไร สืบสวนดูก่อน ไม่ใช่พอมีคนร้องก็ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยผม มันได้ที่ไหน

        “ตอนนี้ประเด็นเรื่องการแต่งตั้งโดยมิชอบเป็นเรื่องของกรรมการ แต่ปรากฏว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับมาตั้ง กรรมการพิจารณาว่า คำสั่งเหล่านี้มิชอบ เป็นการชี้นำคณะกรรมการ ซึ่งมันมิชอบ และบางทีผมเห็นรายงานแล้วอดสูแก่ใจ ว่านี่หรือที่ทำงาน ในฐานะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีบางเรื่องที่เสนอขึ้นมา มติ ก.ตร.เป็นอย่างนี้ ตัวเองจะมีความเห็น ตัวเองควรจะถาม ก.ตร.ว่า ที่มีมติมาอย่างนี้ มันหมายความว่าอย่างไร ถึงจะเอาไปใช้ประโยชน์ ไม่ใช่คิดว่ามันควรจะเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ กูไม่สนใจ กูคิดเอาเอง อย่างนั้นมันไม่ใช่ ก็ทำอย่างนี้ไง ประชาชนจะเดือดร้อน เพราะฉะนั้นสรุปได้เลยว่า คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 34/2551ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยผมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคำสั่งที่ 35/2551 ที่ให้ผม ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ผมก็ไป ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม จนกระทั่งวันนี้นายกรัฐมนตรียังไม่เคยมอบหมายงาน ให้ผมเลยแม้แต่อย่างเดียว จึงไม่รู้ว่าให้ผมไปทำไม ถ้ามีงาน ก็ว่าไปอย่าง ถ้าไม่มีงานแล้วให้ไปก็น่าสับสน” พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ ระบายความอัด

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats