HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:48 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ข่าวเมืองไทย

รัฐบาลเตรียมปฎิวัติตัวเอง ล้มรธน.หวังช่วย “แม้ว”

Siam Media News 11 เมษายน 2551

        พันธมิตรฯ เมืองไทย เปรียบการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยรวบรัด ไม่ฟังเสียงประชาชนเป็นการ รัฐประหารเงียบโดยเผด็จการรัฐสภาเพื่อทุนสามานย์ จี้ทำประชามติก่อนแก้  พร้อมตั้งสภาร่างฯ ให้ทุกภาคส่วน เข้าร่วม ย้ำขอใช้สิทธิพิทักษ์ รธน.50 ขอเพิ่งอำนาจศาล เดินหน้าถอดถอน ส.ส.แก้กฎหมายเพื่อตัวเอง

        Bangkok 9 เม.ย.2008 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้หารือถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ บ้านพระอาทิตย์ หลังจากนั้นเวลาประมาณ 12.20 น. นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้อ่านแถลงการณ์ พันธมิตรฯ ฉบับที่ 6/2551 มีข้อความดังนี้

        แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 6/2551 เรื่อง ต่อต้านรัฐประหารเงียบ

        ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5/2551 ลงวันที่ 2 เมษายน 2551 ด้วยการ ประกาศใช้หลายมาตรการเพื่อตอบโต้การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 237 และ มาตรา 309 เพื่อการลบล้างความผิดให้ตนเอง ดังที่ทราบแล้วนั้น

        ภายหลังจากแถลงการณ์ดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนได้ใช้เล่ห์อุบายประกาศเปลี่ยนท่าทีเดิมจากที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงบางมาตรา กลายเป็นจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อแอบอ้างผลประโยชน์ของประชาชน โดยอำพราง เป้าหมายที่แท้จริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มุ่งหวังตัดตอนไม่ให้คดีทุจริตของระบอบทักษิณที่ คตส.กำลัง สอบสวนเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนคดีอาญาของนักการเมือง และมาตรา 237 เพื่อตัดตอนและฟอกการทุจริตเลือกตั้ง ไม่ให้พรรคการเมืองถูกยุบ และผู้บริหารพรรคไม่ต้องรับผิด

         การเร่งรีบเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพราะว่า ทั้งเรื่องคดีทุจริต และเรื่องโกงเลือกตั้งกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

        ดังนั้น การทำให้พ้นจากความผิดทั้งหมด ระบอบทักษิณจึงทำทุกวิถีทาง คือ

        หนึ่ง แก้รัฐธรรมนูญ ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม ไม่ให้คดีความทั้งหลายไม่ว่าคดีทุจริตหรือคดีโกงเลือกตั้งไปถึงศาล เมื่อเป็นเช่นนั้นต่อให้ศาลทรงความยุติธรรมก็คงเอาผิดใครไม่ได้

        หรือ สอง ปฏิวัติรัฐประหารตัวเองแล้วล้มเลิกคดีทั้งหมด และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และพวกพ้องอย่างเต็มที่

        เพราะกระบวนการเร่งรีบเช่นนี้จึงทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แปรรูปกลายร่างเป็นว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้ง ฉบับ โดยจะเอารัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้แทน ดังนั้น สิ่งที่น่าจับตาก็คือ แผนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ที่มุ่งหวังจะทำกัน อย่างรวบรัดตัดตอนให้เสร็จภายในไม่ถึงเดือนเท่านั้น โดยเจะเสนอร่างยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้แทน แล้วลงมติรับหลักการและตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาแปรญัตติ จากนั้นก็ทอดเวลาไว้ 15 วัน เพื่อลงมติในวาระที่ 3 อันเป็นการล้างมนทิลให้กับตัวเองและพวกพ้องทั้งสิ้น ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นนี้เป็นการยืนยันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 และมาตรา 309 โดยเป็นการฆาตรกรรมอำพรางรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน นี่คือการรัฐประหารเงียบอย่างแท้จริง เพื่อเข้าสู่อำนาจโดยเผด็จการรัฐสภาแห่งทุนนิยมสามานย์

        พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคยปฏิเสธที่จะให้มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่การแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรมและความเสมอภาคใน การบังคับใช้กฎหมาย ไม่มุ่งประสงค์ลบล้างความผิดของตัวเองและพวกพ้องให้มีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย ไม่ขัดต่อหลัก ธรรมาภิบาล และไม่ทำลายความสมดุลระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่ง อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตลอดจนปราศจากการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ของผู้ที่จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียเอง

         นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ผ่านความเห็นชอบในการลงประชามติของเสียงส่วนใหญ่มากกว่า 14 ล้านเสียง มาแล้ว ดังนั้น หากจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ ก็ควรจะต้องให้ประชาชนทุกภาคส่วนทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ซึ่งรวมถึง การทำประชาพิจารณ์ ตลอดจนการทำประชามติขอความเห็นชอบจากประชาชนด้วย

        อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า รัฐบาลร่างทรงของระบอบทักษิณ ขาดความจริงใจในการทำงานเสียสละเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยทั้ง 63 ล้านคนมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม การคัดสรรบุคลากรที่มีอุปนิสัยอันธพาลและมีประวัติด่างพร้อยจำนวนมากมาทำงานทางการเมือง แทรกแซงสื่อสารมวลชน โยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ยึดหลักคุณธรรม เพื่อตัดตอนคดีความของคนในระบอบทักษิณไม่ให้ถึงการ พิจารณาในชั้นศาล หรือการโยกย้ายข้าราชการตำรวจเพื่อเตรียมให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์พี่ชายภรรยาของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมที่โอบอุ้มรัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติ ก็ดี หรือพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่แสดงออกอย่างไร้ยางอาย ในการสนับสนุนช่วยเหลือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็น อันธพาล ทำร้ายร่างกายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกันเอง ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นว่า เป็นกลุ่มนักการเมืองที่ปราศจาก อุดมการณ์และศีลธรรมพื้นฐานที่จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างสรรค์ และจรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองแก่ระบอบ การปกครองประเทศโดยรวมได้แต่ประการใด

        ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตนเองและพวกพ้อง พร้อมกับการยัดเยียดให้ประชาชนได้รับการฟังข้อมูลเพื่อ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มพรรคพวกของตนเองผ่านสื่อของรัฐนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้แกนนำของพรรคพลัง-ประชาชนเป็นหุ่นเชิดให้กับพรรคไทยรักไทยอย่างชัดเจน ซึ่งตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเอาไว้ว่าพรรคไทยรักไทยเป็นภัยต่อ ความมั่นคงของชาติ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง มิได้ให้ความสำคัญหรือเห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้งของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และมิได้มีอุดมการณทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติเพื่อให้คนในชาติมี ความสุขถ้วนหน้า ดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

        พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงได้มาประชุมกันเพื่อกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

        1. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 นั้น ได้ผ่าน กระบวนการประชามติให้ความเห็นชอบโดยประชาชนส่วนใหญ่มากกว่า 14 ล้านเสียงของคนในประเทศเป็นครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์ ถือเป็นความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่าง แท้จริง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามอำเภอใจ ซึ่งเท่ากับ เป็นการทำรัฐประหารเงียบโดยเผด็จการรัฐสภาของระบอบทักษิณ ดังนั้นหากจะมีการแก้ไขจะต้องมีความชอบธรรม ด้วยการ สอบถามจากประชาชนเจ้าของประเทศทั้งหมดโดยให้มีการลงประชามติก่อนว่า ประชาชนต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่

        2. การแถลงการณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และการเคลื่อนไหวขององค์การเครือข่ายและภาค ประชาชน เป็นเหตุผลสำคัญทำให้รัฐบาลได้เปลี่ยนท่าทีไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ดังนั้นจึงขอให้พี่น้องประชาชน อย่าได้หลงกลในการอำพรางแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและพวกพ้อง เป็นอันขาด

        3. ไม่ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวนมาตรามากหรือน้อยเท่าใดก็ตาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังคง เจตนารมณ์เดิมที่จะใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรการที่ได้ประกาศเอาไว้ใน แถลงการณ์ ฉบับที่ 5/2551 ลงวันที่ 2 เมษายน 2551 ทุกประการ ทั้งการร้องขอให้ศาลรัฐธรรนูญสั่งให้หยุดการกระทำที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ รณรงค์ให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนที่พบว่ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการ ขัดกันแห่งผลประโยชน์ และพร้อมเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรนูญเพื่อตัวเองและพวกพ้องทุกรูปแบบ ตราบใดที่ยัง ใช้เล่ห์เพทุบายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ 309 เพื่อหลบหนีบทลงโทษจากการกระทำความผิดของตัวเองและ พวกพ้องต่อไป

        4. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่า หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีตัวแทนจากประชาชน นักวิชาการทุกภาคส่วน โดยที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ในฐานะ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์และมีส่วนได้ ส่วนเสียโดยตรงจะต้องไม่เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง โดยใช้ รูปแบบของการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

         5. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องต่อรัฐบาลและนักการเมืองในระบอบทักษิณ หยุดพฤติกรรมอันธพาล และพูดจาหยาบคายที่กระทำต่อประชาชนผู้ต่อต้านระบอบทักษิณตลอด และขอประณามการโอบอุ้มนักการเมืองอันธพาลที่ใช้ คำหยาบคายและทำร้ายร่างกายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกันเอง ว่าเป็นยุคของนักการเมืองที่ไร้ศีลธรรม ไม่คำนึงถึง ความผิดชอบชั่วดี และทำลายเกียรติภูมิของสภาผู้แทนราษฎรให้ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

        สุดท้ายนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอเตือนพรรคพลังประชาชนและรัฐบาลหุ่นเชิดว่า ขณะนี้ประชาชนทั่ว ประเทศเหลืออดต่อพฤติกรรมของรัฐบาลหุ่นเชิด ที่ผ่านมาที่ไม่ได้ให้ความสนใจแก้ไขปัญหาของประเทศชาติบ้านเมือง ให้ ประชาชนพ้นจากความเดือดร้อนทุกข์ยากแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาข้าวยากหมากแพง ในทางตรงกันข้ามพรรค พลังประชาน และรัฐบาลหุ่นเชิดกลับสนใจแต่ที่จะแก้ไขปัญหาของตัวเองและพวกพ้องให้พ้นความผิดในคดีความต่างๆ และ ฟื้นฟูระบอบทักษิณเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

        ดั้งนั้น หากมีอะไรเกิดขึ้นย่อมเป็นปัญหาที่รัฐบาลหุ่นเชิดเป็นผู้ก่อทั้งสิ้น และจะต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่จะตามมา ทั้งปวง

        ด้วยจิตคารวะ  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 9 เมษายน 2551

         พล.ต.จำลอง กล่าวเสริมต่อมาว่า เราได้บอกไปแล้วหลายครั้งนะครับว่า การทำงานของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้ทำตามใจ เราทำตามสถานการณ์ เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้นเราก็มีการประชุมแล้วก็ลงมติกันว่า เราจะ เสนอต่อประชาชนอย่างไร ในครั้งนี้ก็อีกเช่นกันครับว่า เราจะทำตามสถานการณ์ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป จากการที่จะแก้ รัฐธรรมนูญ 2 มาตรา ที่ อ.พิภพ กล่าวไปแล้ว กลับมาเป็นการรัฐประหารเงียบ เราก็มีการประชุมกัน และเราก็วางแผนเพื่อ ติดตามสถานการณ์ต่อไป เพราะฉะนั้นตอนนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลว่า เขาจะฟังความเห็นของประชาชนไหม ในเมื่อผ่านการลง ประชามติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาแล้วว่า ตอนนั้นมีการถามกันใช่ไหม ว่าประชาชนจะเอาไหม ร่างรัฐ-ธรรมนูญ พ.ศ.2550 ถ้าประชาชนไม่เอาจะกลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 นี่บอกไว้ชัดเลย แล้วประชาชนตัดสินใจแล้วว่า เอามาตราต่างๆ ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2550 คือรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ประชาชนเพิ่งตัดสินใจ หยกๆ แล้วตัวเองจะมาแก้ว่า จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มันไม่ได้หรอก ก็ต้องถามอีกทีได้ไหมล่ะ คือ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยบอกไปแล้วว่า เราไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่คุณต้องถามประชามตินะ คราวที่แล้ว คุณถามมาแล้ว ถามมาแล้วแล้วคุณจะล้มทั้งฉบับ ก็คือ รัฐประหารเงียบ นั่นเอง ไม่ได้เป็นอย่างอื่นเลย

        ผู้สื่อข่าวถามว่า พันธมิตรฯ สร้างความเข้าใจประชาชนแต่ละพื้นที่ คู่ขนานอย่างไร

        นายสุริยะใส กล่าวว่า- ผมคิดว่า กรณีช่อง 11 ประชาชนสามารถแยกแยะได้ว่า วันนี้ช่อง 11 ถูกปรับเปลี่ยนไปเพื่อ อะไร จริงๆ แล้วหลักการของช่อง 11 คือ ทีวีที่ทำหน้าที่ขยายความนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาล แต่ วันนี้ ทีวีช่อง 11 ถูกเปลี่ยนไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มการเมือง อันนี้ผิดเจตนารมณ์ แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้หลายส่วน หลายองค์กรที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะมีการดำเนินคดีความ ส่วนการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ หรือการ ชี้นำเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าละอาย ถ้ายังทำต่อ ผมเชื่อว่าประชาชนแยกแยะได้

         ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่ารายชื่อ 20,000 รายชื่อ

        นายสุริยะใส กล่าวว่า วันนี้ผมได้ยกร่างแบบถอดถอนและหนังสือ ยื่นให้อัยการสูงสุด ไต่สวนข้อเท็จจริง ที่เราแถลง ไปเมื่อครั้งที่แล้ว สอบถามนักกฎหมาย วิธีการดังกล่าวจะเริ่มต้นได้เมื่อ ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาฯ หมายความว่า ต้อง รอพฤติกรรมเขาปรากฏก่อน แต่เรายกร่าง ถ้าทันทีที่ข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ ไม่เป็นผล แล้วรัฐบาลนอมินีดื้อรั้น ดันทุรังยื่น ญัตติเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะทั้งฉบับหรือเป็นบางมาตราก็ตาม ผมจะแสดงตนต่อประธานวุฒิสภา เพื่อดำเนินการ ถอดถอนทันที

         ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการลงรายชื่อเพื่อเข้าร่วมถอดถอนบ้างหรือยัง

        นายสุริยะใส กล่าวว่า ยังครับ เพราะว่าสอบถามทางฝ่ายกฎหมายของวุฒิสภา บอกว่า ชื่อที่มีล่าไปก่อน แต่พฤติกรรม ของผู้ถูกกล่าวหายังไม่เกิด มันไม่มีผล กรณีนี้คล้ายๆ กรณีถอดถอนคุณไชยา มีกว่า 4,000 ชื่อ ซึ่งทางวุฒิสภาบอกว่า ได้มา โดยมิชอบ เพราะว่ามีการล่าชื่อไปก่อน ก่อนที่แกนนำจะไปแสดงตนต่อประธานวุฒิสภา ฉะนั้นเราคงต้องรอให้ญัตติการแก้ไข รัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาฯ เป็นทางการก่อน ดังนั้นนับ 1 ถอดถอนจะดำเนินการตามที่แถลงไว้ทันที รวมทั้งการยื่นเรื่องต่ออัยการ สูงสุด ซึ่งแกนนำได้ทำความเห็นต่ออัยการสูงสุดไว้เรียบร้อยแล้ว รอความเป็นทางการเท่านั้นเอง

         พล.ต.จำลอง กล่าวต่อว่า ต่อคำถามแรกที่ว่า พันธมิตรฯ จะทำอะไรนั้น คราวที่แล้วเราแสดงให้ปรากฏแล้วใช่ไหมครับ ว่า ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างมาก ที่จัดงานที่ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นั่นเราได้บอกกับประชาชน เพื่อเตรียม แล้วประชาชนก็เตรียมจริงๆ พอถึงวันเวลาที่พอเหมาะ เราก็ชักชวนประชาชนว่า เราจะมีการสัมมนาทางวิชาการที่ ธรรมศาสตร์นะ ประชาชนไปอย่างเกินความคาดหมาย นี่คือการทำงานของเรา เพื่อแสดงให้เห็นว่า ที่แล้วมาเราทำอย่างนี้ ต่อไปเราก็จะทำอย่างนี้อีก

        ผู้สื่อข่าวถามว่า การคัดค้านรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มเคลื่อนไหวหรือไม่ เช่น จัดสัมมนา หรือเดินขบวนคัดค้าน

       นายสนธิ กล่าวว่า ท่าน พล.ต.จำลอง เคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่า การที่เราจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม เราจะทำตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งเราจะวิเคราะห์สถานการณ์ บางครั้งถ้าสถานการณ์เกิดภาวะวิกฤต ที่อาจจะเป็นมูลเหตุที่ทำ ให้ชาติบ้านเมืองวุ่นวาย การขยับของเราจะเป็นไปตามการรองรับสถานการณ์แต่ละครั้งๆ ผมคงจะบอกไม่ได้ว่าจะมีการเคลื่อน ขบวน เดินขบวน หรือชุมนุมกันในกลางแจ้งหรือเปล่า เอาเป็นว่า ถ้าอ่านในแถลงการณ์ย่อหน้าสุดท้าย จะเข้าใจดีว่า เราเตือน รัฐบาล ในขณะนี้เรากำลังเตือนรัฐบาลนะครับว่า อย่าล้อเล่นกับประชาชน อย่าประพฤติตนชั่ว อย่าทำตัวเป็นคนพาล สร้าง จริยธรรมในการปกครองบ้านปกครองเมือง และใช้หลักนิติธรรมในการปกครอง แล้วหันเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหาจริงๆ ของชาติบ้านเมือง คือ ปัญหาข้าวยากหมากแพงในขณะนี้ แทนที่จะแก้ปัญหาที่ทำให้ตัวเองและพรรคพวกไม่กี่คนพ้นผิด ถ้า ไม่เชื่อเรา ถ้าประชาชนเหลืออดแล้ว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เราต้องถือว่า รัฐบาลเป็นผู้ก่อ แล้วผลที่ตามมานั้นรัฐบาลจะต้อง รับผิดชอบ คุณก็อาจจะถามต่อว่า อะไรจะเกิดขึ้น ผมไม่ทราบ แต่รอจนถึงวันนั้นก็แล้วกันนะครับ

        ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายหรือเปล่า

        นายสนธิ กล่าวว่า สุดแล้วแต่จะแปลความหมายกัน อาจจะเตือนครั้งสุดท้าย หรืออาจจะเตือนอีกสัก 1-2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับ การกระทำของรัฐบาล เพราะว่าเราทราบมาแน่นอนจากการสำรวจของเรา ว่าประชาชนทนไม่ไหวจริงๆ แล้ว ทนไม่ไหวกับ สภาวะที่เขาต้องเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ กับราคาแก๊สที่สูงขึ้น กับราคาน้ำมันที่ไม่ลดลง กับข้าวที่แพงขึ้น ชาวนาเห็นราคาข้าวแพง ขึ้นแต่จริงๆ แล้วไม่ได้เงินเพิ่มเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะขายข้าวไปนานแล้ว หรือว่าภาวะการตกงานของคนมากขึ้น แล้วยังจะ ต้องทนต่อความกักขฬะ สามหาว ความหยาบคาย ความถ่อย ของคนซึ่งควรจะเป็นตัวแทนของประชาชนเข้าไปในสภาฯ นั่น ยังไม่พอ ยังทนไม่ไหวกับการที่จะไม่ใช้วุฒิภาวะในฐานะที่เป็น ส.ส. ทนไม่ไหวกับการตะแบง ถึงแม้ว่า กฎหมายจะบอกว่า ท่านรัฐมนตรีท่านผิด ท่านควรที่จะมีมารยาทลาออก เหมือนกับสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ท่านรัฐมนตรีสิทธิชัย เมื่อมีปัญหา ป.ป.ช. ท่านแสดงสปิริตลาออก คุณอรนุช โอสถานนท์ ลาออก คุณอารีย์ วงศ์อารยะ ลาออก แต่รัฐมนตรีชุดนี้ คนนี้ กลับ เป็นคนพูดว่า เมื่อนักข่าวถามถึงจริยธรรม กลับตอบเฉยๆ ว่า ในกฎหมายไม่ได้ระบุคำว่า จริยธรรมไว้ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ประชาชนเหลืออดเหลือทนกันแล้ว ประชาชนที่มีปัญญา หรือประชาชนที่อยากจะเห็นความผิด ชอบ ชั่ว ดี มัน กลับมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เริ่มทนไม่ไหวแล้ว ผมไม่อยากให้รัฐบาลชุดนี้ประมาทประชาชน อย่าคิดว่าตัวเองและพรรค ตัวเองสามารถเอาเงินซื้อประชาชนของตัวเอง แล้วจ้างเป็นรายหัวเข้ามาชุมนุมได้ เพราะเมื่อประชาชนที่ทนไม่ไหวนั้นเป็น ประชาชนที่ยืนอยุ่บนลำแข้งตัวเอง ที่ไม่ต้องจ้างไม่ต้องวาน คนพวกนี้เขาจะมาด้วยใจ แล้วคนพวกนี้เขาจะมา แล้วเขาต้องการ ที่จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น แล้วคนพวกนี้ ขอเรียนให้ทราบนะครับ ไม่ได้เป็นคนกลัวการก่อกวนโดยพวกกุ้ย อันธพาลที่ถูก สั่งจ้างมา คนพวกนี้เขาพร้อมจะเผชิญหน้าเพื่อนำความถูกต้อง ผิด ชอบ ชั่ว ดีกลับคืนสู่สังคม 

       พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ผู้สื่อข่าวอาจจะลืมไปนะครับ ว่าในการแถลงนโยบายของรัฐบาล 18, 19 และ 20 กุมภาพันธ์ ที่เรายืนยันว่า ไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญในนั้น แล้วปัญหาเร่งด่วนข้อแรกสุดคืออะไร จำได้ไหมครับ สมานฉันท์ แล้ววันนี้ทำหรือ เปล่า

       ผู้สื่อข่าวถามว่า คุณสดศรีให้สัมภาษณ์ และค่อนข้างกังวลกับคำทำนายของโหรวารินทร์ และบอกว่าอยากให้ทาง พันธมิตรฯ สมานฉันท์กับรัฐบาล

         นายสนธิ กล่าวว่า ผมเสียดายและเสียใจที่คนอย่างคุณสดศรี สัตยธรรม ที่มีวุฒิภาวะ เคยเป็นอดีตผู้พิพากษา เป็นหนึ่ง ใน กกต. ไปให้ความกังวลกับคำพูดของโหรวารินทร์ ด้วยความเคารพ โหราศาสตร์กับการเมืองไทยนั้นอยู่คู่กันมานานแล้ว แต่ว่าในข้อเท็จจริงแล้วคือพุทธศาสนา กับกฎแห่งกรรม เป็นตัวกำหนดการกระทำของคน เพราะฉะนั้นให้สุดยอดของโหร วารินทร์มาพูด ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ คุณสดศรีแสดงวิสัยทัศน์เรื่องให้พันธมิตรฯ กับอีกฝ่ายหนึ่ง สมานฉันท์กัน ผมไม่เข้าใจว่าคุณสดศรีกำลังจะพูดในเรื่องของการเอาความผิดกับความถูกมาผสมกันใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ก็แสดง ว่ามาตรฐานที่คุณสดศรี ในฐานะเป็นหนึ่งใน กกต.แล้วตัดสินหลายๆ คดีออกไป นั่นคือมาตรฐานที่คุณสดศรีใช้ มิน่า การเมือง ไทยมันถึงวุ่นทุกวันนี้ไง เพราะว่าหน้าที่คุณสดศรี และ กกต.อีก 4 ท่าน รวมเบ็ดเสร็จ 5 ท่าน มีหน้าที่ที่จะชะล้าง สร้างการ เมืองให้สะอาด แต่กลับไม่ทำหน้าที่นี้อย่างสมบูรณ์แบบ กลับมาเสนอว่าให้ทางเราซึ่งยืนอยู่บนความถูกต้อง ต้องการให้สังคม ยืนอยู่บนความถูกต้อง กับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งต้องการล้างความผิด ให้มาผสมกัน ผมผิดหวังมากกับวิสัยทัศน์ของคนที่เป็น กกต. เพราะ กกต.บางส่วนเป็นเช่นนี้ การเมืองเมืองไทยถึงเน่า คุณสดศรีคือตัวปัญหา และเป็นตัวที่เสริมสร้างให้การเมืองเมือง ไทยมีความย่ำแย่และต่ำช้าแบบนี้ คุณสดศรีเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนในการสร้างการเมืองเมืองไทยให้เป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมตอบได้เพียงแค่นี้ครับ

        พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ชอบพูดกันเรื่องสมานฉันท์นะครับ พวกเราหยุดมาเป็นปี เราไม่ได้ทำอะไรเลย เมื่อไม่มีอะไรเกิด ขึ้น เราในฐานะที่เป็นนายจ้าง รัฐบาลคือลูกจ้างชั่วคราว เมื่อลูกจ้างชั่วคราวทำผิดเราก็ต้องออกมาต่อว่า ออกมาคัดค้าน ก็ เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อนายจ้างออกมาต่อว่าคัดค้าน ก็บอกว่าไม่มีสมานฉันท์ ทำอย่างนี้ได้ยังไง มันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องนะ ครับ เมื่อผิดก็ต้องบอกว่าผิด ผิดแล้วบอกว่าอย่าไปยุ่งกับเขา ปล่อยเขาไปเถอะ จะได้สมานฉันท์ บ้านเมืองก็แย่สิครับ

         นายสนธิ กล่าวว่า คุณเฉลิมมีสิทธิ เหมือนกับประชาชนคนไทยอีก 63 ล้านคน ที่อยากจะฟ้องใครก็ฟ้องได้ ถ้าเป็นกรณี ที่คุณถาม คุณชนาพัทธ์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ทุกฉบับนะครับ ถ้าการซึ่งหนังสือพิมพ์เอาคำสัมภาษณ์คุณชนาพัทธ์มาลง แล้วจะต้องตกเป็นจำเลย หนังสือพิมพ์ทุกฉบับก็ต้องเป็นจำเลยของคุณเฉลิม หากแต่ว่าถ้าคุณเฉลิมจงใจฟ้องเฉพาะหนังสือ-พิมพ์ผู้จัดการ นั่นก็ย่อมส่อเจตนาของการหาเรื่องของคุณเฉลิม กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ถ้าเมื่อฟ้องมาก็ต้องตั้งรับกันไป ไม่ได้ มีอะไรตื่นเต้น ก็คุณเฉลิมพูดตลอดเวลาไม่ใช่หรือว่าผมจะต้องติดคุกตลอดชีวิต คุณเฉลิมอาจจะต้องการให้มั่นใจว่าผมจะต้อง ติดคุกตลอดชีวิตจริงๆ ก็เลยฟ้องมา แต่ถ้าคุณเฉลิมมีจิตใจที่บริสุทธิ์ ถ้าจะต้องการสร้างความยุติธรรม ก็ฟ้องหนังสือพิมพ์ทุก ฉบับสิครับที่ลง แต่คุณเฉลิมไม่ เจตนาเพียงแค่นี้ก็ดูออกแล้ว ว่าคุณเฉลิมฟ้องเพื่ออะไร ไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตของหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ และตัวผม ที่จะถูกฟ้อง แต่ไม่ทราบว่าฟ้องใคร เพราะผมไม่ได้เป็นคนทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หรือเอเอสทีวี ไม่ได้ หวั่นไหวนะครับ คนที่นี่ไม่ได้หวั่นไหวเลย ขอบคุณมากครับ

        ผู้สื่อข่าวถามว่า การขู่ว่าทีหลังอย่ามาลงข่าว หรือพาดพิงโจมตี

         นายสนธิ กล่าวว่า คงไม่ขู่อะไรหรอกครับ ผมคิดว่าคุณเฉลิมคงจะพูดด้วยอารมณ์ ทุกวันนี้ผมแผ่เมตตาให้คุณเฉลิม ตลอดเวลา ผมหวังว่าเขาคงจะใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ สันติ แล้วก็เข้าใจในธรรม ผมกลัวว่าเขายังจมอยู่ในกองกิเลส เขาเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในโลก ถ้าไม่เชื่อให้จำคำพูดผมวันนี้เอาไว้ อีกไม่นานหรอกครับ แล้วเราจะเตือนความจำเรื่องที่ผม พูดวันนี้กับคุณเฉลิม แล้วค่อยดูกันอีกทีหนึ่งว่าวันข้างหน้านั้นคุณเฉลิม ในสถานภาพข้างหน้า กับคุณเฉลิมวันนี้ เป็นอย่างไร ผมสงสารเขามากครับ และผมสงสารลูกเขาด้วย ผมสงสารครอบครัวเขา เขามีสิทธิที่จะทำให้ชื่อเสียงเกียรติยศวงศ์ตระกูล สามารถจะเจริญรุ่งเรืองได้ แต่เขาพลาดไป คุณเฉลิมเข้าใจตัวเองผิดมาก เข้าใจว่าประชาชนยังหลงใหลและชอบคุณเฉลิมอยู่ คุณเฉลิมยังเล่นการเมืองแบบเดิมๆ คุณเฉลิมไม่เคยเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตเลย ยังเล่นโวหาร ยังพูดจาท้าทาย ยังพูดจาข่มขู่ คน ไม่เคยเปลี่ยน คุณเฉลิมไม่รู้หรอกว่าประชาชนตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะแล้ว ประชาชนมีปัญญามากกว่าเก่า ขอบพระคุณมาก ครับ

         ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นที่คุณทักษิณพูดเมื่อเช้านี้ ที่บอกว่ากลุ่มม็อบ ที่มีการจัดตั้งม็อบกันเป็นพวกกลุ่มที่ไร้ค่า ไร้ ประโยชน์ ทางพันธมิตรฯ จะมีการอภิปรายยังไง

        นายสนธิ กล่าวว่า ผมไม่เข้าใจทำไมคุณทักษิณต้องมาว่าตัวเขาเอง

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats