|
เอเอสทีวี ออกอากาศแล้วตามปกติ สนธิ ลิ้มทองกุลเผย ทักษิณให้ 500 ล้านเพื่อบอกเลิก แถมส่ง นักธุรกิจฮ่องกงขอซื้อ ผู้จัดการ 1,500 ล้านบาท ด้านพันธมิตรฯรู้ทัน จมูกบาน 5 แกนนำออกแถลงการณ์ คัดค้านแก้ไขรธน. แจงมาตรา 237 ในกม.รธน. มีไว้ป้องกันและลงโทษนักการเมืองโกงกิน ส่วนพันธมิตรแอล.เอ ประชุมส่งสารหนุนต้านแก้ไข รธน.
Bangkok 26 มี.ค.2008 ที่บ้านพระอาทิตย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกอบไปด้วย พล.ต. จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4/2551 ดังนี้
เรื่อง คัดค้านและประณามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อลบล้างความผิดของตนเองและพวกพ้อง
ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ทั้ง 3 ฉบับเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาล นอมินีได้เหิมเกริมในการแทรกแซงการทำงานของสื่อสารมวลชน ตลอดจนแทรกแซงและตัดตอนกระบวนการยุติธรรมก่อน ถึงศาลอย่างต่อเนื่อง ดังที่ปรากฏแล้วนั้น
บัดนี้ เป้าหมายของระบอบทักษิณ ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคยออกแถลงการณ์เอาไว้ล่วงหน้าใน ฉบับที่ 2/2551 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2551 ว่าจะมีขบวนการของรัฐบาลนอมินีดำเนินการแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรม ได้ปรากฏขึ้นเป็นจริงในวันนี้แล้ว
รัฐบาลนอมินีได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่าจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ในมาตรา 237 เพื่อ หลบเลี่ยงการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การยุบพรรค และจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 เพื่อยุบเลิก คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อตัดตอนคดีความทั้งหลายที่กำลังดำเนินต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ครอบครัวและพวกพ้องไม่ให้เข้าสู่การพิจารณาของศาลในทุกวิถีทาง
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเท่านั้น อันแสดงถึงพฤติกรรมที่เหิมเกริม ลุแก่อำนาจ และไร้ยางอาย อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดย มีเหตุผลประกอบดังต่อไปนี้
ประการแรก มาตรา 237 ที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญปี พุทธศักราช 2550 นั้น มีเอาไว้เพื่อป้องกันและลงโทษ นักการเมืองมิให้ทุจริตในเลือกตั้ง ป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเจ้าเล่ห์เพทุบายซึ่งใช้เงินเพื่อให้ได้อำนาจมาปกครองบ้านเมือง และ ให้พรรคการเมืองทุกพรรครับผิดชอบ ด้วยการสรรหาบุคคลที่จะไม่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาเป็นหัวหน้าพรรคและกรรมการ บริหารพรรค
นอกจากมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญจะไม่เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตาม ที่รัฐบาลนอมินีพยายามบิดเบือนแล้ว ในทางตรงกันข้าม มาตราดังกล่าวยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ด้วยการกำจัดนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ทำผิดกฎหมายให้พ้นจากวงจรอุบาทว์ทางการเมือง และ ปกป้องรักษานักการเมืองที่สุจริตให้มีโอกาสเข้ามาบริหารบ้านเมือง
บุคคลใด หรือพรรคการเมืองใด ที่ต้องการลบล้างบทลงโทษตามมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญ ย่อมเท่ากับเป็นการ บ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยให้อ่อนแอและเสื่อมทรามลงอย่างชัดเจน
ประการที่สอง มาตรา 237 ที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ได้ประกาศหลักเกณฑ์และบทลงโทษเอาไว้ล่วงหน้า ก่อนมีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองทุกพรรคจึงมีหน้าทีที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ ในการคัดสรรคนดีมาเป็นหัวหน้าพรรคและ กรรมการบริหารพรรค และหามาตรการป้องกันมิให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดกฎหมาย เลือกตั้ง ในทุกวิถีทาง ตราบใดที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองเหล่านั้นไม่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ย่อมไม่ถูกลงโทษ ตามมาตราดังกล่าวอย่างแน่นอน
แต่เมื่อพรรคการเมืองในรัฐบาลนอมินีมีกรรมการบริหารพรรคที่เข้าข่ายการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง แล้วจะ ใช้วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 237 เพื่อลบล้างความผิดที่ได้ทำสำเร็จไปแล้วนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ ให้ตัวเองและพวกพ้องให้พ้นความผิดอย่างไร้ยางอายเป็นอย่างยิ่ง
ประการที่สาม ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 309 ของรัฐบาลนอมินีนั้น ก็เพื่อยกเลิกบรรดาการใดๆ ที่ได้ รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวนั้น มีเป้าหมายสำคัญเพื่อที่จะยกเลิกองค์กร และทำให้การกระทำของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโมฆะ
การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลนอมินีได้ทำการโยกย้ายตัดตอนข้าราชการที่มี ส่วนสำคัญในการดำเนินคดีความกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ครอบครัว และพวกพ้องเพื่อไม่ให้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาลแล้ว เจตนาที่ต้องการแก้ไขมาตรา 309 นั้น ถือเป็นความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่แสดงออกถึงความขลาดกลัวในการพิสูจน์ ตัวเอง และหลบหนีการตรวจสอบในชั้นศาลอย่างน่าอัปยศอดสูที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ประการที่สี่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันนั้น มาจากการลงประชามติของประชาชนชาวไทยส่วน ใหญ่ แม้รัฐบาลนอมินีจะมาจากการรวมตัวกันของหลายพรรคการเมือง แต่ทุกพรรคการเมืองก็มิได้ชูนโยบายการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตน ดังที่พยายามกระทำกันอยู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามอำเภอใจเพื่อ ประโยชน์ของนักการเมืองที่กระทำผิดกฎหมายต่อบ้านเมือง จึงถือเป็นการไม่เคารพและไม่ยอมรับประชาชนชาวไทยที่ลง ประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญกว่า 14 ล้านเสียง
จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงได้มาประชุมและกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ ดังนี้
1.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีมติให้คัดค้านและประณามการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้างมลทินของคนใน ระบอบทักษิณและในรัฐบาลนอมินี ว่าเป็นความไม่ชอบธรรม ขลาดกลัวในการพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล และเป็นเผด็จการ รัฐสภาของทุนนิยมสามานย์โดยแท้
2.เบื้องหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 เพื่อหลบเลี่ยงจากการยุบพรรคก็ดี หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 เพื่อยุบเลิก คตส.ก็ดี ล้วนเป็นไปเพื่อลบล้างความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้องทั้งสิ้น หาได้เป็นการเสียสละ เพื่อคนไทยทั้ง 63 ล้านคนไม่ นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นปัญหาที่แท้จริงของแผ่นดินอยู่ เช่นเดิม
3.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอเรียกร้องต่อบุคคลในกระบวนการยุติธรรมทั้งปวง ให้ผนึกกำลังกันอย่างมี เอกภาพในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่ฉ้อฉล โดยการพิจารณาคดีความที่เป็นวิกฤติของชาติ อย่างรวดเร็ว
4.ทันทีที่มีการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันเป็นผลทำให้เกิดการแก้ไขตัดตอนและลบล้างความผิดของคนใน ระบอบทักษิณ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมที่จะเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศมาร่วมกันคัดค้านตาม วิถีทางรัฐธรรมนูญอย่างถึงที่สุด
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่รักความถูกต้อง และต้องการให้ความถูกต้อง กลับคืนสู่สังคมไทย จงมาร่วมกันแสดงพลังและร่วมแสดงความคิดเห็นในการเข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกัน ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ตั้งแต่เวลา 16.00 น.ถึง 23.00 น.อย่างพร้อมเพรียงกัน
ด้วยจิตคารวะ -พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (26 มีนาคม 2551)
ต่อมาในเย็นวันเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรแอล.เอ ประกอบด้วยนายอรรคเดช ศรีพิพัฒน์ นายเอกสิทธิ์ ศรีพิพัฒน์ นายวิรัช เต็มสงสัย นายนิพันธ์ โรจนโสภณดิษณ์ นายประกอบ ทองทา นายวีรร์เกษม แทนเกษม นายวงษ์ชัย ลีลลัดนากุล นายพงษ์ศักดิ์ หรรษานุกรม นายณรงค์ สุรกุล นางวนิดา สมตน และ นางวิไล ตันธนวัฒน์
ได้เปิดการประชุมที่สำนักงานบริษัทรามา อินเตอร์เนชัลแนล ถนนเชอร์แมรเวย์ เมืองซัน วาล์ลี เพื่อถกเถียงถึงความ คืบหน้าในการจัดการสัมนาของพันธมิตรฯ ในกรุงเทพฯ และได้ร่วมกันออกแถลงการสนับสนุนพันธมิตรฯในกรุงเทพฯ และแสดง จุดยืนที่จะสนับสนุน มีใจความว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับรองจากประชาชน ส่วนใหญ่โดยการลงประชามติ ทั้งๆ ที่มีการล๊อบบี้ไม่ให้ประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในช่วงการลงคะแนนมาแล้ว
นายวีรร์เกษม แทนเกษม กล่าวว่า เราเป็นประชาชนที่มีสิทธฺออกความเห็นตามมาตรา ๘๗ เราจึงต้องออกมา ปกป้องสิทธฺของเราตามรัฐธรรมนูญ ที่รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
ในระหว่างการประชุม นายสมชาย ไทยทัน อดีตนายกสมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต ้ได้โทรศัพท์ทางไกลมา จากต่างรัฐเพื่อสนันสนุนการออกแถลงการณ์คัดค้านการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ และ ต่อมานายอรรคเดช ศรีพิพัฒน์ได้ สัมภาษณ์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกเครื่องขยายเสียงให้สมาชิกที่เขาร่วมประชุมได้รับทราบถึงปัญหาต่างๆจากนายสนธิ โดยตรง โดยนายสนธิ ได้กล่าวถึง ปัญหาเรื่องการส่งสัญญาณ เอเอสทีวี ว่ามีปัญหาเนื่องจากผู้สนับสนุนรายใหญ่ได้ถอนตัว ออกไปเนื่องจากเกรงกลัวอำนาจจากฝ่ายตรงกันข้าม
นายอรรคเดช ถามว่า หากจะทำการโฆษณาเพื่อรับรายได้จากผู้ชมทั่วไปจะเป็นไปได้หรือไม่ นายสนธิ กล่าวตอบว่า ด้วยความยินดี (ดูรายละเอียดได้จากหน้าโฆษณาที่ สยามมีเดีย ประชาสัมพันธ์ให้เอ เอส ทีวี )
นอกจากนั้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังได้เปิดเผยต่อไปว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไ้ด้ติดต่อขอให้นายสนธิ เลิกกระทำ กิจกรรมต่างๆ ที่อยู่ตรงกันข้ามกับพ.ต.ท.ทักษิณ โดยเสนอรางวัลให้เป็นจำนวนเงินถึง 500 ล้านบาทแต่นายสนธิ ได้ตอบ ปฎิเสธโดยสิ้นเชิง
นายสนธิ ได้ให้สัมภาษณ์ ต่อไปว่า มีนักธุรกิจจากฮ่องกง ซึ่งไม่มีพื้นฐานเกียวข้องกับ ธุระกิจทางสื่อแต่อย่างใดแต่ได้ ติดต่อมาขอซื้อ เอ เอส ทีวี เป็นเงินถึง 1,500 ล้านบาท แต่ผมไม่ขาย นายสนธิ กล่าวในที่สุด
เป็นที่น่ายินดีว่า เอ เอส ทีวี ในสหรัฐฯได้เปิดส่งสัญญาณตามปกติแล้วเริ่มตั้งแต่เช้าวันที่ 27 มีนาคม 2008
การประชุมได้สิ้นสุลงเมื่อเวลาประมาณ 20:30 น.
|