HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2551 08:55 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ข่าวเมืองไทย

แฉ “สุธา” ไม่จบปริญญาตรี

Siam Media News 14 มีนาคม 2551

        รายการยามเฝ้าแผ่นดินแฉ “สุธา ชันแสง” รมว.กระทรวงพัฒนา โกหกว่าจบปริญญาตรีจากฟิลิบปินส์ ส่วน การโยกย้ายทหาร“พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ยังเหนียวแน่นเหมือนเดิม

        กรณีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีของ นายสุธา ชันแสง รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  รายการยามเฝ้าแผ่นดิน พบว่า นายสุธา เพิ่งจะทำหนังสือเดินทางในปี 2537 จึงขัดแย้งกับที่นายสุธาอ้างว่าตนเองไปเรียนที่ Republican College ประเทศฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ปี 2524 และจบในปี 2527 ทั้งนี้ ระบบเก็บข้อมูลของกระทรวงต่างประเทศ ได้บันทึกข้อมูลการขอหนังสือเดินทางไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ปี 2525 จนถึงปัจจุบัน ส่วนข้อมูลก่อนหน้านั้นได้มีการ เก็บข้อมูลเป็นเอกสารย้อนหลังไป 5 ปี คือ ระหว่างปี 2520 - 2524 ซึ่งนั่นหมายความว่า ข้อมูลการขอทำหนังสือเดินทาง นั้นจะตรวจสอบย้อนหลังได้ตั้งแต่ปี 2520 จนถึงปัจจุบัน

        การตรวจสอบข้อมูลที่พบว่านายสุธา เพิ่งเคยขอทำหนังสือเดินทางเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม 2537 จึงเป็นหลักฐาน ที่บ่งชี้ในระดับหนึ่งได้ว่า ก่อนหน้าปี 2537 นั้นนายสุธาไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศไทย

        กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจากทีมงานของนายสุธาเอง ที่ทำหนังสือด่วนแก้ไขประวัติของรัฐมนตรีแจ้งต่อสื่อมวลชนว่าตนเอง จบปริญญาตรี จาก Republican College ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยแจ้งวุฒิฯ ดังกล่าวเลย แม้จะลงสมัครรับเลือกตั้งมาแล้ว หลายครั้ง

        ซึ่งหากวุฒิการศึกษาดังกล่าวได้มาจากการปลอมแปลง ก็เข้าข่ายการปลอมแปลงเอกสาร นายสุธา ต้องพ้นจาก ตำแหน่งรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ยังอาจถูกดำเนินคดีอาญา ส่งผลต่อสถานภาพของ ส.ส.อีกด้วย

        นอกจากนี้หากกรณีดังกล่าวมีมูลความจริง กระบวนการจะไม่จบเพียงแค่การสรรหารัฐมนตรีมาทดแทนนายสุธา รัฐบาล โดยเฉพาะนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) รวมถึงเลขาธิการคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ต้องร่วมกันรับผิดชอบฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะไม่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลเท่านั้น ขณะเดียวก็ อยากฝากเตือนไปถึงรัฐบาล โดยเฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกระทรวงการต่างประเทศอย่าพยายามคิดที่ จะแก้ไขข้อมูลย้อนหลังเพื่อช่วยนายสุธา เรื่องของคนๆ เดียวอาจจะส่งผลกระทบอย่างที่คาดไม่ถึงก็ได้

         ผู้ดำเนินรายการ กล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ว่า คนที่อยู่ในอำนาจควรพูดเรื่องความ มั่นคงให้น้อย จะต้องไม่ทำให้สถานการณ์ถูกยกระดับไปสู่นานาชาติ แต่ลักษณะของนายกรัฐมนตรีในขณะนี้กลับไม่ได้ส่ง สัญญาณที่ทำให้ประชาชนในภาคใต้รู้สึกดีขึ้น หรือแม้กระทั้งการยอมรับว่า"กลัวตาย"ของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว. มหาดไทย ก็ไม่ส่งผลดีกับการแก้ไขปัญหา ผนวกกับนโยบายต่างๆ ที่ รมว.มหาดไทยเปิดเผยออกมาแต่ละครั้งก็ถูกตำหนิ จากหลายฝ่าย ดังนั้นขอเตือน ร.ต.อ.เฉลิม หากพูดอะไรต้องคำนึงถึงคำพูดให้มาก อะไรควรหรือไม่ควรพูดต้องดูให้ดี

         นอกจากนี้ผู้ดำเนินรายการ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีวิพากษ์วิจารณ์การจัดสัมมนาทางวิชาการของพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ว่า คำพูดของนายสมัครนั้นน่าคิดมาก ผนวกกับผลสำรวจประชาชนโดยส่วนใหญ่จริงหรือ เท็จไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม แต่คำว่าชุมนุมนั้นไม่ถูกต้อง การใช้คำพูดของสื่อมวลชน ไปจนถึงการให้สัมภาษณ์ของ นักการเมืองไม่ถูกต้อง พยามพูดเพื่อบิดเบือนเจตนารมณ์ของพันธมิตรฯ ทั้งๆ ที่พันธมิตรฯ จัดการสัมมนาทางวิชาการก็เพื่อให้ ความรู้ประชาชน ไม่ได้การชุมนุมหรือการเคลื่อนไหว ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมของให้ทุกฝ่ายเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงใน การจัดการสัมมนาของพันธมิตรฯ ด้วย

        ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี อ้างการเคลื่อนไหวของส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่จัดม็อบมาต่อต้านพันธมิตรฯ เป็นเรื่อง ส่วนตัวนั้น ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า นายสมัคร คิดง่ายไป ย้อนไปก่อนพรรคไทยรักไทยกระทำผิดการเลือกตั้ง มีการเคลื่อน ไหวของคนบางกลุ่ม ทุกคนก็พยายามบอกไม่เกี่ยวกับพรรค ต่อมาพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ม็อบ นปก.ก็เกิด มีการคัดค้านมติ ร่างรัฐธรรมนูญ โดยอ้างเป็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน พรรคไทยรักไทยก็บอกไม่เกี่ยวอีก สุดท้ายวันนี้คนเหล่านนั้น ก็มาร่วมตัวกันเป็นรัฐมนตรี เป็นส.ส.ได้ดิบ

        กรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการสัมมนาของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 28 มี.ค.โดยนายสมัครบอกว่าได้เวลาแล้วหรือที่จะไปชุมนุม แล้วคนที่ไป ร่วมชุมนุมจะอายหรือไม่ นั้น ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า คนที่ไปร่วมคงมาอาย เพราะเป็นการไปฟังสัมมนา ตามสิทธิที่ทำได้ และไม่ได้ก่อความวุ่นวายอะไร

        อย่างไรก็ตาม ผู้ดำเนินรายการตั้งข้อสังเกตว่า นายสมัครพยายามถามถึงเป้าหมายการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ว่าเพื่อ อะไร ต่อต้านใคร เหมือนกับนายสมัครกำลังจะแยกตัวเองออกจากพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กลับมา เห็นคนไปต้อนรับจำนวนมาก ท่าทีของนายสมัครดูอ่อนลง และว่ากันว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องรีบ กลับมา เพราะนายสมัครไม่ตั้ง รมว.กลาโหมตามที่ขอ โดยนายสมัครตัดสินใจนั่งในตำแหน่งนี้เอง และได้ทำความสนิทสนมกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.มากขึ้น เวลาไปต่างประเทศจะต้องเอา พล.อ.อนุพงษ์ไปด้วย จนทหารรู้สึกดีกับนายสมัคร จากท่าทีที่อยู่ข้างทหาร

        นอกจากนี้ หลายคนยังคาดหวังกับนายสมัครว่า เมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ แล้ว จะทำงาน เพื่อคนไทย 63 ล้าน ซึ่งการจัดโผกองทัพจะเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนว่านายสมัครยืนอยู่ข้างไหนกันแน่ ทั้งนี้ จากรายชื่อการ แต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปีที่ออกมา ทำให้เห็นจุดยืนของนายสมัครชัดเจนขึ้น

        ผู้ดำเนินรายการ กล่าวต่อว่า การโยกย้ายครั้งนี้ เป็นการดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.การจัดระเบียบกลาโหม พ.ศ. 2550 เป็นครั้งแรก ซึ่งต่างจากเมื่อก่อน ที่การจัดโผจะถูกเปลี่ยนไปไปมาก จากที่กองทัพเสนอมา ก็มาเปลี่ยนในขั้นรัฐมนตรีช่วยว่า การ รัฐมนตรีว่าการ หรือเปลี่ยนในขั้นรองนายฯ หรือนายกฯ แต่ตามกฎหมายใหม่นี้ ให้การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาร่วม โดยที่ฝ่ายการเมือง หรือนายกฯ เปลี่ยนคนเดียวไมได้อย่างแต่ก่อน

        ผลลัพท์จากการโยกย้ายครั้งนี้ จึงออกมาในลักษณะการประนีประนอมระหว่าง พล.อ.อนุพงษ์ กับ นายสมัคร โดยภาย ในกองทัพบกนั้น พล.อ.อนุพงษ์จัดการเองทั้งหมด ส่วนตำแหน่งนอกกองทัพบกก็มีการปูนบำเหน็จกันบ้าง แต่โดยภาพรวม แล้ว ระดับ ผบ.เหล่าทัพไม่มีการเปลี่ยน 5 เสือ ทบ.ก็ไม่เปลี่ยน ระดับแม่ทัพภาคก็ไม่มีการขยับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พล.อ. อนุพงษ์ยังกระชับอำนาจได้ตามเดิม และในระยะนี้ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแทรกแซงจนทำให้อำนาจที่มาจาก คมช.ล่มสลาย

        ส่วนนายทหารที่มาจากเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ขึ้นมาก็ไม่ใช่นายทหารใน ฝั่ง พ.ต.ท.ทักษิณเต็มที่ นายทหารระดับคุมกำลังยังเหมือนเดิม อาจจะมีเปลี่ยนบ้างเล็กน้อย แต่คนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ ได้คุมกำลังเลย

        ขณะที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. ที่ถูกย้ายจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กลาโหม ไปเป็นประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมนั้น แม้จะเป็นการห้ำอำนาจน้อยลง แต่ก็ย้ายไปกินตำแหน่งอัตราจอมพล ซึ่งก็ถือว่าเป็นตำแหน่งที่สมเกียรติ

        ส่วน พล.ต.พฤณ สุวรรณทัต ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักปลัดกระทรวงหลาโหม ตท.10 ที่อยู่ข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ย้ายไป เป็นผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ รมว.กลาโหม ก็ไม่ได้คุมกำลัง เพียงแต่ย้ายไปในเส้นทางที่เติบโตได้ ไม่ให้มองว่าถูกดอง

          เชื่อว่า การโยกย้ายเช่นนี้ ในสายตา พ.ต.ท.ทักษิณถือว่าเจ็บปวด เพราะชัดเจนว่า กองกำลังไม่อยู่ในมือ ตท.10 สายพ.ต.ท.ทักษิณเลย ไม่มีนายทหารจากฝั่ง ของ พ.ต.ท.ทักษิณที่สามารถคุมกำลังได้เลย มีแต่คุมงานบริหาร หรืองาน เอกสาร ซึ่งก็พอจะเติบโตได้ แต่คุมสภาพไม่ได้

        ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า ชั้นเชิงการเมืองของนายสมัครกรณีโยกย้ายทหารครั้งนี้ถือว่าไม่ธรรมดา คือให้อำนาจการ โยกย้ายนายทหารระดับนายพันที่คุมกำลังได้ ไปอยู่ในมือของ พล.อ.อนุพงษ์ทั้งหมด ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณต้องการจะให้ย้าย ก็บอกว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจของตัวเองที่จะโยกย้ายได้ ขณะเดียวกันก็บอกว่า ไม่รับประกันว่า จะให้ พล.อ.อนุพงษ์ อยู่ใน ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ครบ 3 ปี เพื่อไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณหวาดระแวง โดยที่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้คุมกำลังอีก และนายสมัคร ยังจะถือปืนในมือต่อไปโดยผ่าน พล.อ.อนุพงษ์ เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่าอำนาจในกองทัพจะเปลี่ยนต้องหันกลับมามองใหม่

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats