|
สมชาย ไทยทัน รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต รามคำแหง- อดีตนายกสมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนีย ภาคใต้ และ กรรมการบริหารพรรคชาติไทยให้สัมภาษณ์กรณีพรรคชาติไทยอาจถูกยุบ
ในฐานะที่นายสมชาย เป็นหนึ่งในสี่สิบห้ากรรมการบริหารพรรคชาติไทย ซึ่งขณะนี้ประสบปัญหาพรรคอาจถูกยุบเนื่อง จากหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิ์ในการเลือกตั้งเป็นเวลาหนึ่งปี และจะนำไปสู่การยุบพรรค ขณะนี้กกต กลาง ได้มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญแล้ว นักข่าวได้ถามว่า นายสมชายมีความคิดเห็นอย่างไร
สมชาย: ขอเรียนชี้แจงที่มาและทางปฏิบัติของพรรคดังนี้ครับ ก่อนการลงสมัครรับเลือกตั้งทางพรรคได้จัดอบรม สัมมนา ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนเข้าใจถึงข้อบังคับต่าง ๆ ของการหาเสียงซึ่งมีมากมาย เช่นการกล่าวพาดพิงถึงบุคคลที่ สามต้องไม่เป็นเท็จ จำนวนเงินที่นำมาใช้ตามข้อจำกัด ปริมาณการจ้างแรงงานตามที่กำหนด การแสดงบัญชีการเงินที่ใช้ใน การหาเสียง แม้กระทั่งจำนวนโปสเตอร์ที่ใช้ หรือสถานที่ปิดโปสเตอร์ก็ต้องอยู่ในบริเวณที่กำหนดไว้เป็นต้น และนอกเหนือ จากนี้ยังให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนเซ็นหนังสือรับทราบและให้ปฏิบัติตาม พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งปี 2550 ถ้ากระทำการอื่นใด ถือเป็นการกระทำโดยส่วนตนทางพรรคไม่รับผิดชอบ ในกรณีของคุณมณเฑียร สงฆ์ประชาเป็น ทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งและกรรมการบริหารพรรค ถูก กกต. เพิกถอนสิทธิ์ผู้สมัคร(ให้ใบแดง) เนื่องจากฝ่าฝืน พรบ.ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งปี 2550 มาตรา 103 วรรคหนึ่ง และรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ทั้งสอง มาตราเป็นเรื่องเดียวกัน ในความเห็นของผมขณะกระทำการฝ่าฝืนนั้นอยู่ในฐานะอะไรตรงนี้ควรพิจารณา ผมคิดว่าเขาอยู่ใน ฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งครับ
นักข่าว: คิดว่าเมื่อเรามีกฎหมายแล้วทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายใช่ไหมครับ
สมชาย: ถูกต้องครับกฎหมายเป็นสัญญาประชาคมที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม เป็นข้อตกลงในการอยู่ร่วมกัน และข้อ สำคัญกฎหมายต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมด้วย
นักข่าว: คุณหมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ไม่สร้างความเป็นธรรม
สมชาย: ผมมิได้หมายความอย่างนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มุ่งทางด้านพัฒนาการทางด้านการเมืองแก้ปัญหาทาง ด้านองค์กรอิสระมิให้ถูกครอบงำ พยายามป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง พยายามให้ข้าราชการเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง สร้างระบบตรวจสอบภายในสภาให้ดีขึ้นเห็นได้จากการลดจำนวนสมาชิกเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และให้ภาค ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น เห็นได้จากจำนวนผู้เข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองน้อยลงเช่นกัน และประชาชนหรือองค์กรอิสระก็มีสิทธิ์เสนอกฎหมายได้ เรียกว่ามีส่วนดีค่อนข้างมาก แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดการพัฒนา มาตรฐานของพรรคการเมืองและการได้มาซึ่งผู้แทนราษฎร เศรษฐีถือกระเป๋าเงินใบใหญ่ก็ตั้งพรรคการเมืองเป็นหัวหน้าพรรค เป็นนายทุนได้เหมือนเดิม โดยไม่ต้องผ่านการสรรหาจากภาคประชาชนก่อนเหมือนในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มจากการเมือง ท้องถิ่นสู่ระดับมลรัฐ ระดับชาติ โดยประชาชนทุกคนต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อทำหน้าที่สรรหาผู้แทนขั้นต้นที่เรียกว่า Primary หรือ Caucus ในส่วนของพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ฉะนั้นความรับผิดชอบของนักการเมืองที่มีต่อประชาชนในฐานะที่ ถูกเลือกมาจึงมีน้อย แต่มุ่งที่จะรับใช้คนที่ให้คุณให้โทษทางการเมืองมากกว่า มีการใช้เงินเป็นเครื่องชี้นำเพื่อให้ได้รับการ สนับสนุนทำให้เกิดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง มีการทุ่มเงินงบประมาณก้อนใหญ่ลงระดับรากหญ้าเพื่อเป็นฐานเสียงโดยมิได้คำนึง ถึงความถูกต้องและเหมาะสม อาศัยตำแหน่งและอำนาจหาผลประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงอนาคตของชาติ ถึงแม้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญพยายายามแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ แต่มุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยกำหนดโทษนักการเมืองให้สาสม กับความผิดแบบเหมารวมเรียกว่าฆ่าล้างบางแบบถอนรากถอนโคน แล้วความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ
นักข่าว :คุณมณเฑียรถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งตามมาตรา 103 วรรค 1 แห่ง พรบ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ เลือกตั้งปี 2550 และมาตรา 237 วรรค 1 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ว่าด้วยการได้มาซึ่งผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา คุณมีความเห็นอย่างไร
สมชาย : ในมาตรา 103 วรรคหนึ่ง และมาตรา 237 วรรคหนึ่ง คล้ายคลึงกันครับ มีสาระสำคัญดังนี้
มีหลักฐานเชื่อได้ว่าผู้สมัครกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือระเบียบหรือประกาศของคณะ กรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้สมัครให้ผู้อื่นกระทำการแทนตน หรือรู้แล้วว่ามีการกระทำดังกล่าวแต่ไม่ดำเนินการเพื่อระงับ เมื่อ คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าการกระทำนั้นจะมีผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คณะกรรมการการ เลือกตั้งมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง (ให้ใบแดง) ต่อผู้สมัครนั้นได้
ในกรณีของคุณมณเฑียร คณะกรรมการเลือกตั้ง กกต. จังหวัดชัยนาท ได้สรุปเรื่อง ส่งให้ กกต.กลาง พิจารณา แต่มิ ได้เสนอให้เพิกถอนสิทธิ์(ให้ใบแดง) แต่ กกต กลางได้พิจารณาตามหลักฐานที่ กกต.จังหวัดเสนอมาแล้วได้ตัดสินให้เพิกถอน สิทธิ์ (ให้ใบแดง) แต่การพิจารณาของกกต กลางมิได้เรียกผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง หรือขอให้แสดงหลักฐานเพื่อลบล้างแต่ ประการใด ต่อมา กกต.กลางได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา ศาลฎีกาฯ มีความเห็นตาม กกต. กลาง การเพิกถอนสิทธิ์(ให้ใบแดง) จึงสมบูรณ์ และในขณะนี้คุณมณเฑียรกำลังต่อสู้ทางศาลขั้นต้นอยู่กรณีไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในภาพวีดีโอที่ใช้เป็นหลักฐาน ถ้าคุณมณเฑียรพิสูจน์ได้ว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง น่าจะถือว่ามิได้กระทำการฝ่าฝืนตาม พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งหลายท่านเห็นว่าเรื่องของอำนาจการให้ใบเหลือง(เลือกตั้งใหม่) หรือใบแดง(เพิกถอนสิทธิ์) น่าจะเป็นอำนาจของศาลสถิตยุติธรรมมากกว่า กกต.ควรทำหน้าที่ทางด้านสอบสวนสรุปสำนวน เสนอต่อศาลเป็นผู้พิจารณาเท่านั้นผมก็ว่ามีเหตุผลดี ผมเห็นแต่ศาลเมืองไคฟงของท่านเปาบุ้นจิ้นที่เป็นทั้งพนักงานสอบสวน และเป็นผู้พิพากษาไปพร้อมกันในตัว แต่เราจะหาคนอย่างท่านเปาหน้าดำได้ที่ไหนครับ
นักข่าว: จากการถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นกรรมการบริหารพรรค จะมีผลต่อพรรคและ กรรมการบริหารท่านอื่น ๆ อย่างไร
สมชาย: ในมาตรา 103 วรรคสอง แห่ง พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งปี 2550 และมาตรา 237 วรรคสองแห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ทั้งสองมาตรา คล้ายคลึงกันมีเนื้อหาดังนี้ครับ
ถ้ามีหลักฐานเชื่อได้ว่ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่า พรรคการเมืองนั้นกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจใน การปกครองมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และให้คณะกรรมการเลือกตั้งดำเนินการเสนอคำร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้นและหลังจากศาลได้พิจารณาและมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้นแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นมีกำหนด 5 ปี
ในมุมมองของผมคุณมณเฑียร มีสองสถานะครับเป็นทั้งผู้สมัครและเป็นทั้งกรรมการบริหารพรรค ผมพิจารณาการ กระทำดับนี้ครับ
1. ถ้าเป็นการกระทำในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง กรรมการท่านอื่น ๆ มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยหรือไม่ ผมมั่นใจ ว่าศาลรัฐธรรมนูญคงวินิจฉัยตามข้อเท็จจริง เพราะคำว่ามีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยต้องปรากฎชัดเจน เช่น ให้เงินเพื่อ นำไปแจกในจำนวนสูงที่ปรากฎหลักฐานแล้ว มีส่วนช่วยขณะทำการฝ่าฝืนพรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญ มีพยานยืนยันว่าคณะ กรรมการบริหารท่านอื่นมีส่วนรู้เห็นในการกระทำนั้น หรือมีการประชุมกรรมการบริหารเพื่อเตรียมการ เป็นต้น ตามความเป็นจริง คณะกรรมการบริหารส่วนมากเป็นผู้สมัคร ส.ส. ประเภทเขตเลือกตั้ง Busy อยู่ในพื้นที่ของตนเอง และหัวหน้าพรรคก็ลงพื้นที่ หาเสียงช่วยผู้สมัครเกือบทุกเขต รวมทั้งก่อนที่จะเป็นผู้แทนพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตผู้สมัครทุกคนได้ผ่านการ อบรมสัมมนา และได้ทำหนังสือรับรองจะปฏิบัติตาม พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าด้วยการเลือกตั้งไว้แล้ว ผมเชื่อว่า คณะกรรมการท่านอื่น ๆ ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยครับ
2. ถ้าจะกล่าวว่าคุณมณเฑียร เป็นกรรมการบริหารพรรคแล้วไปกระทำเสียเองถือว่ามีส่วนรู้เห็น และปล่อยปละละเลย อยู่ในตัวถือเป็นเหตุผลพอเพียงเข้าข่ายตามมาตรา 103 วรรคสอง และมาตรา 237 วรรคสองแห่ง พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งปี 2550 และรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ว่าด้วยการได้มาซึ่งผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ก็ถือว่า พรรคต้องถูกยุบกรรมการบริหารทุกคนโดน เว้นวรรค 5 ปี คำถามที่ตามมาคือการเขียนรัฐธรรมนูญในมาตรานี้มีวัตถุประสงค์ อะไร ป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้งหรืออยากเห็นนักการเมืองรุ่นใหม่แทนที่นัการเมืองรุ่นเก่า เพราะตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้น มารวมแล้ว 76 ปี รัฐธรรมนูญล้มลุกคลุกคลานมาตลอดยกเว้นช่วงปี 2536 ถึง 2549 ปัญหามิได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่มันอยู่ที่ คน มันอยู่ที่ผู้แทนราษฎร มีพรรคการเมืองใดควบคุม ส.ส. ของพรรคได้อย่างสมบูรณ์บ้าง เป็น ส.ส. แล้วต้องเขาเป็นกรรมการ บริหารด้วยถ้าไม่ให้เป็นเราจะเอาคนที่ไหนมาทำงาน เราคงมีพรรคการเมืองให้ยุบในทุกสมัยเลือกตั้ง เพราะอาจมีคนแปลก-ปลอมเข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรค เมื่อยุบแล้วก็ไปตั้งพรรคใหม่ ถูกยุบอีกก็ไปตั้งใหม่อีก แล้วก็ไปจ้างคนมาเป็นผู้บริหาร พรรคแทนเอาผัวเอาเมียมาแทนที่ตามที่เห็น ๆ กันอยู่ อย่างนี้เป็นการแก้ปัญหาหรือไม่ ที่แน่นอนคนเลวก็ยังลอยนวลกัน ต่อไป
นักข่าว : ถ้าคุณสมชายจะถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี มีเป้าหมายอย่างไรต่อไป
สมชาย : ผมเองภายในพรรคมิได้มีบทบาทอะไรมาก เป็นผู้ช่วยเสนอแนวนโยบายและให้คำปรึกษาเป็นส่วนมาก การ ถูกเว้นวรรคก็ไม่มีผลอะไร แต่ต่อไปอยากช่วยงานทางด้านองค์กรอิสระประเภทต่อต้านคอรัปชั่นเพราะในอดีตเคยทำงานอยู่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ภูมิภาคที่ 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี 2520 ถึง 2523 ผมเป็นผู้ตรวจบัญชีและการเงินของ เทศบาลสุขาภิบาล ตระเวณไปทุกอำเภอใน 7 จังหวัดภาคใต้ตั้งแต่ชุมพร ระนอง กระบี่ ภูเก็ต พังงา สุราษฎรธานี นครศรี-ธรรมราช มีเวลาอยู่ในสำนักงานน้อยมาก สมัยนั้นใครเห็นผมต้องส่งภาษาใต้ เพราะหน้าเหมือนชาวใต้ แต่ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ครับ
|