|
เปลว สีเงิน เขียนถึง ส.ว.แบบแต่งตั้ง หรือสรรหานี้ว่า ความจริงไม่น่าเรียก ส.ว. เพราะจะไปมั่วกินเกียรติของ ส.ว.ที่เขามาจากการเลือกตั้งอีก ๗๖ ท่าน ในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๑ คือในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
น่าจะใช้ชื่อเรียกที่บ่งบอก "ชาติกำเนิด" ตัวเองให้ชัดเจน ที่เขาเรียกกว่า "ส.ว.ลากตั้ง" มันก็มากไป ดูเป็นการ กระแหนะกระแหน เหยียดหยามกันเกินควร
น่าจะเรียกให้เต็มๆ ไปเลยว่า "ส.ว.สรรหา" และใช้คำย่อว่า "ส.ห." ให้ต่างไปจาก ส.ว.ที่เป็นวุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้ง ซึ่งสูงศักดิ์ สูงศรี กว่าอีกขั้นในชนชั้นประชาธิปไตย
ภาพรวมของโฉมหน้า ส.ว.สรรหาที่ออกมานี้ ผมว่าจะเป็นตัวตอกย้ำถึงรัฐธรรมนูญว่า "ต้องแก้ไขด่วน" เพราะทำให้ ค่อนข้างเชื่อกันแล้วว่า "ส.ว.สรรหา"
ถ้าเลนส์ตาคนสรรหา สรรแล้วได้มาด้วยคนคุณภาพแค่นี้
ขี้หมู-ขี้หมา มิสู้ให้ประชาชนเขาเลือกของเขามาเองมิดีกว่าหรือ?!
ก็ต้องขอแทรกบทความของเปลว สีเงิน ลงไปตรงนี้นิดหนึ่งว่า ขอแสดงความยินดีกับ นายประสงค์ นุรักษ์ ที่ได้ รับเลือกให้เป็นสว. ในฐานะตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (อย่าไปไขว้เขวว่า เป็น ผู้แทนคนไทยในแอล.เอ โดยตรง มันคนละเรื่องกัน)
จะมาขอทักท้วงข้อหนึ่งก็ตรงที่นายประสงค์ ได้เขียนถึงคุณสมบัติของตนเองในใบสมัครสว.ว่า เป็นผู้ริเริ่มเรียกร้อง สิทธิการเลือกตั้งของคนไทยในต่างประเทศ
ก็ต้องขอท้วงติงว่า ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะผู้เขียน และ กลุ่ม ๑๘ สำนัก ได้ริเริ่มดำเนินงานนี้มายาวนานตั้งแต่ พฤษภาทมิฬ ทั้งเรียกร้องและลอบบี้นักการเมืองไทยที่เดินทางมาเยือนแอล.เอ ถึงขั้นล่ารายเซ็นของคนไทยในแอล.เอ แล้วนำเข้าไป Testify ในรัฐสภาด้วยตนเองโดยการประสานงานกับ นายประกอบ มุกุระ อดีตนายกสมาคมไทยแคลิฟอร์เนีย ภาคใต้ และ กรรณิการ์ อมตวนิชย์ (ชื่อและนามสกุลเดิม) ในช่วง ที่สสร.ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (พ.ศ. ๒๕๔๐) จนในที่สุดได้มีกฎหมายมาตราที่๑๐๕ วรรคที่๓
ยินยอมให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา๑๐๓ ที่มีถิ่นฐานอยู่นอกราชอาณาจักร ย่อมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง
คนไทยในแอล.เอ เริ่มเรียกร้องกันมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๕ แต่ไม่เคยเห็นหน้าว่าในกลุ่มมีคนชื่อ ประสงค์ นุรักษ์
ถึงอย่างไรก็ต้องขอสนับสนุนให้ทำหน้าที่ สว.ด้วยความซื่อตรงต่อประชาชน และขอให้โชคดี
ย้อนกลับไปหาข้อเขียนของ เปลว สีเงิน เขียนต่อว่า ......แต่ก็อีกแหละถึงให้ประชาชนเลือกเองด้วยกติกาตาม รัฐธรรมนูญที่ ส.ส.ร.เขาร่างกันไว้นี้ มันไม่ไหวจริงๆ ครับ
ร่างคล้ายแอบจิต "มีโจทก์-มีจำเลย" เป็นตุ๊กตา นี่ถ้าใส่ชื่อไว้ในรัฐธรรมนูญได้ว่า คนนั้น คนนี้ ตระกูลนั้น ตระกูลนี้ "ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง" ก็คงเขียนกันแล้วละมั้ง? เพราะแอบจิตเขียนนี่แหละ รัฐธรรมนูญที่เป็นเครื่องหมายประชาธิปไตย มันเลยกลายเป็น"ประชาธิปไตยกินประชาธิปไตย" เหมือนเม็ดเลือดขาวกินเม็ดเลือดแดง!
ผลที่ปรากฏตอนนี้คือ เสียงบ่นกันว่า "ไม่รู้จะเลือกใคร?" เพราะล้วนเป็นผู้สมัครคล้ายเจ้าตัวก็ไม่คิดมาก่อนว่าจะมา สมัคร ชาวบ้านไม่ค่อยรู้จักหน้าตา ไม่รู้จักกำพืด ไม่เคยเห็นฝีมือในงานเพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจเลือก-ไม่เลือก
ที่ค่อนขอดกันว่าเป็น "กฎหมาย ๗ ชั่วโคตร" ก็เพราะเหตุนี้ด้วย คือห้ามยิบไปหมด ห้ามจน "สายพันธุ์การเมือง" สูญพันธุ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ ก็เลยเป็นที่มาของเสียงบ่นตอนนี้ว่า
คนไม่สนใจเลือกตั้ง ส.ว. ถึงสนใจ แต่ก็ไม่รู้จะเลือกใคร?!
กลายเป็นเลือกตั้งด้วยบรรยากาศขมขื่น เพราะรัฐธรรมนูญ "คลุมถุงชน" ระหว่างคนสมัครกับคนเลือก ผมเองก็เถอะ อยู่ กับข้อมูลข่าวสารแท้ๆ นี่ก็ยังไม่รู้เลยว่ากรุงเทพฯ ที่เลือก ส.ว.ได้ ๑ คนนี้ ทั้งหมดมีลงสมัครให้เลือกกี่คน และเป็นใครบ้าง?
เห็นป้ายหาเสียงเปาะแปะอยู่ตามถนน(ในเมืองไทย...ผู้เขียน) ซัก ๓-๔ รายเท่านั้นมั้ง?
กระเสือกกระสนไปค้นหารายชื่อทั้งหมดมาแล้ว ๓๐ กว่าท่าน แต่แค่รู้จักหน้า-รู้จักชื่อ ไม่ถึง ๕ ราย
อย่างนี้ พูดได้เลยว่า..หมดตัวเลือก หมดแรงจูงใจ ให้ตะกายเข้าคูหา-กาเบอร์!
โดยธรรมชาติพื้นฐานแล้ว ใครจะไปเข้าคูหากาเบอร์ใครนั้น รู้จัก-ไม่รู้จัก ไม่สำคัญเท่ากับว่า คนที่เสนอตัวให้เลือก ต้อง มีรังสี-บารมีทำให้คนไปเลือกเกิดความรู้สึกว่า
เลือกแล้ว..ไม่เป็นการ "ลดเกียรติ" ตัวเอง!
นี่..ก็มีอี-เมล์มาคอยผมล่วงหน้าแต่วันก่อน ขึ้นไตเติ้ลไว้ว่า "ขอรบกวนหน่อย"
ก็สงสัยว่า ใครนะ..ที่ยกผมไว้ในฐานะ "ที่พึ่ง"?
เปิดไปดู โถ..ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งท่านหนึ่ง อย่าให้บอกเลยครับว่าจังหวัดไหน ท่านส่งรายชื่อผู้สมัคร ส.ว.ใน จังหวัดที่ท่านมีสิทธิ์เลือกมาให้ผมดู และบอกว่า
"ช่วยแนะนำด้วยว่าควรเลือกใคร?" เพราะท่านนอกจากไม่คุ้นหน้า-คุ้นชื่อแล้ว ยังไม่ทราบถึงคุณสมบัติ-ผลงานของ แต่ละผู้สมัคร จึงตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกใคร และจะเลือกด้วยวิธีการ "หลับหู-หลับตา" กากบาทไปเพื่ออะไรกัน?
ขณะที่ผมคุยกับท่าน หูหนึ่งก็ต้องเอียงฟังการอภิปรายในสภาฯ ท่านจักรภพ เพ็ญแข ขึ้นมาอบรมให้ความรู้เรื่อง การทำหน้าที่สื่อด้วยความองอาจ ฮึกเหิม ห้าวหาญจบไปแล้ว ก็ถึงตาท่านรัฐมนตรีเฉลิม-เพื่อนเลิฟของผม "เอเอ็ม-เฉลิม" เปิดคลื่นปะทะ "เอฟเอ็ม-ชวน" ใจริกๆ อยากฟังว่า "อดีตลูกพรรคประชาธิปัตย์" จะใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาจากสำนักเดิมเปิด วาทกรรมกับ "อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" อย่างไรบ้าง?
แยกหูฟังได้ครับ แต่สมาธิไม่แก่กล้าถึงขั้น "แยกใจ" ชนิด ฟังไป-คุยไปพร้อมๆ กันได้ ก็เลยต้องกดรีโมต "ปิดเสียง" ชั่วคราว ไม่งั้น-งานผมไม่เสร็จ
นึกๆ แล้วก็ต้องชม พ.ต.ท.ทักษิณอีกนั่นแหละ ชมในประเด็นที่ "เก่ง" ยิ่งกว่ากรรมการสรรหาซะอีก เพราะสามารถ สรรหาทั้ง แม่ทัพ ขุนศึก นายกอง ไพร่ราบ พลเลว ฉกาจฉกรรจ์มาแต่งเป็นทัพตัวแทน
"รบชิงอำนาจ" ยึดครองประเทศไทยกลับไปได้ชนิดหมดจด ตามกติการัฐธรรมนูญที่ฝ่าย "ยึดอำนาจ" เขียนขึ้น เองแท้ๆ!
รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ที่เรียกกันว่า "ขิงแก่" นั้น ไม่ถูกต้องหรอก ต้องนายสมัครนี่แหละ "ขิงแก่" ขนานแท้ เพราะ "ขิงแก่" จริงๆ ต้อง "เผ็ด" อย่างนายสมัคร แต่อย่างพลเอกสุรยุทธ์นั้น
ต้องเรียกว่า "ขมิ้นอ่อน" ถึงจะตรงความหมายที่ไร้รส
ไม่ต้องดูอะไรมาก นายสมัครพลาดท่าให้นักข่าว CNN เฉือนศอกเป็น "คำถาม-ลูกจาก" เรื่อง ๖ ตุลา อันเป็นที่มา ของคำตอบฉาว "มีตายคนเดียว" จนวิญญาณวีรชนคนตุลาลุกขึ้นมาทวงถามความถูกต้อง-ชอบธรรมเกรียวกราวขณะนี้
เห็นท่าไม่ดี ศึกนี้หนักหนา ยากรบปะทะแตกหัก ท่านนายกฯ สมัครแห่งตำนาน "ขวาพิฆาตซ้าย" ก็เลยงัดกลยุทธ์ สุดยอด "รบหักด่าน" นักข่าว
"เลิก..เลิก เรื่องนี้ยุติได้แล้ว"!
แถมกรีดกระบี่ด้วยกระบวนท่าหลอกให้นักข่าวถลำ ถามไปอีกทางด้วยเรื่อง
"มือที่มองไม่เห็น" กระบวนท่า "ชูจุดเด่น สงวนจุดด้อย" ในยามคับขัน
ช่วยให้ท่านพลิ้วหลบนักข่าวไปได้อย่างสวยงามเมื่อวานนี้ ผมเงียะ..ต้องตบมือให้ "สมัคร-ผู้เยี่ยมวรยุทธ์"!
|