HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2551 08:48 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน


หน้าแรกสยามมีเดีย | ขอพูดด้วยคน
ขอพูดด้วยคน 58
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 8 กุมภาพันธ์ 2551

      “ทักษิณ”ผู้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

       รายการ "รู้ทันประเทศไทย" ทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีนิวส์ 1 มี ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นวิทยากรรับเชิญร่วม รายการ ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาปัญหาที่เกิดจากนโยบายสงครามยาเสพติดในยุครัฐบาลทักษิณ

       ได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์  

       คณะกรรมการชุดนี้ตั้งขึ้น ภายหลังจากที่รัฐบาลสุรยุทธ์ถูกกดดันและวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนทั้งในและนอก ประเทศอย่างหนัก ว่าละเลยที่จะตรวจสอบติดตามการแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดจากนโยบายสงครามยาเสพติดของรัฐบาล ทักษิณ

       โดยเฉพาะกรณีที่มีคนถูกฆ่าตายกว่า 2 พันคน ในระหว่างดำเนินนโยบายดังกล่าว

       คณะกรรมการฯ ได้ทำหน้าที่ศึกษาปัญหาดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ปรากฏผลเป็นรายงานผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ โดยมี ประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

       ศ.ดร.คณิต ณ นคร ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาฯ และอดีตอัยการสูงสุด ชี้ชัดว่า การฆาตกรรมที่เกิดขึ้นใน ระหว่างดำเนินนโยบายสงครามยาเสพติดของรัฐบาลทักษิณนั้น เข้าลักษณะเป็น

       "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" หรือ "Crimes against humanity" อันเป็นความผิดอาญาระหว่างประเทศ ตาม ธรรมนูญแห่งกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ

       สามารถดำเนินคดีอาญากับผู้บงการ ผู้กระทำการ ตัวการ ได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

       เฉกเช่นเดียวกับความผิดอาญาระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น อาชญากรรมล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรม การรุกราน ฯลฯ

       องค์ประกอบความผิดฐานอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ มี 3 ประการ คือ

       1.ประทุษร้ายต่อพลเรือน 2.ประทุษร้ายอย่างเป็นวงกว้าง เป็นระบบ   3. เป็นการฆาตกรรม  

       รายงานดังกล่าว พิเคราะห์ข้อเท็จจริงประกอบหลักกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่า

       การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดและการนำนโยบายไปปฏิบัติ จนเป็นผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของ ประชาชนพลเรือนเป็นจำนวนมาก เกิดการฆาตกรรมอย่างเป็นระบบในวงกว้าง เป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติอย่าง ชัดเจน

       ตั้งแต่การมอบหมายนโยบายของฝ่ายการเมือง ที่มีลักษณะชี้นำไปสู่การใช้ความรุนแรงนอกกฎหมาย โดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ใช้คำพูดสั่งการและมอบหมายนโยบายหลายครั้งหลายโอกาส เช่น

       "ให้ใช้ความเด็ดขาดอย่างชนิดไม่ต้องปราณี" - -"ที่อยู่ของกระบวนการค้ายาเสพติดมี 2 ที่ คือ ถ้าไม่ไปคุกก็ไปวัด" --"ภายใต้แสงอาทิตย์ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้" ฯลฯ

       การสั่งการหรือมอบหมายนโยบายดังกล่าว มีลักษณะที่ส่อไปในทางส่งเสริมการใช้กำลังแก่ประชาชนในรัฐ แทนที่จะ เน้นการดำเนินการบนพื้นฐานของหลักนิติธรรม และหลักนิติรัฐ

       ยิ่งกว่านั้น ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น การขึ้นบัญชีดำของประชาชนที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การกำหนดตัวชี้วัดผลงานที่ใช้ยอดคนตายในบัญชีเป็นผลสำเร็จ โดยกำหนดเกณฑ์การบรรลุเป้าหมายว่า

       ห้วงระยะเวลาที่ 1 ภายในวันที่ 10 ก.พ. 2546 จะต้องบรรลุผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของยอด

       ห้วงระยะเวลาที่ 2 ภายในวันที่ 25 ก.พ.2546 จะต้องบรรลุผลให้ได้ร้อยละ 25 ของยอด

       ห้วงระยะเวลาที่ 3 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2546 จะต้องบรรลุผลให้ได้ร้อยละ 50

       ห้วงระยะเวลาที่ 4 ภายในวันที่ 30 เม.ย. 2546 จะต้องบรรลุผลให้ได้ร้อยละ 100

       ทั้งนี้ การสั่งการสำหรับห้วงระยะเวลาที่ 3 และที่ 4 เป็นการสั่งการด้วยวาจา

       พูดง่ายๆ ว่า บังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องลดยอดคนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำของทางการลงให้ได้ตามเป้าหมาย โดยที่ "การเสีย ชีวิต(ด้วยเหตุต่างๆ)" ของผู้มีชื่อในบัญชีดำเหล่านั้น ถือเป็นผลสำเร็จที่สามารถนำมาตัดยอดเป็นผลงานได้

       ปรากฏว่าช่วงเวลาตั้งแต่ เดือน ก.พ.-เม.ย.2546 มีการฆาตกรรมเฉพาะผู้มีชื่อในบัญชีดำของทางการ จำนวน 1,370 คน

       โดยกรณีอาจเป็นว่า การเสียชีวิตของคนเป็นจำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานของรัฐ โดย เฉพาะอย่างยิ่งเจ้าพนักงานของรัฐในระดับล่าง หรือระดับปฏิบัติ

       รายงานพิเคราะห์ว่า การที่มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากนโยบายกำปั้นเหล็ก (iron fist) นั้น น่าจะต้อง ฟังว่าเป็นการประทุษร้ายอย่างเป็นวงกว้าง เพราะเป็นการสูญเสียในเชิงปริมาณและการวางแผนโดยการทำบัญชีข้อมูลบุคคล และสั่งลดจำนวนบุคคลในบัญชีข้อมูลบุคคล เป็นการกระทำตามนโยบายที่รัฐวางไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน จึงเป็นการประทุษ ร้ายอย่างเป็นระบบ

       การกระทำของเจ้าหน้าที่ระดับล่างหรือระดับปฏิบัติที่น่าเชื่อว่าทำให้เกิดการการตายของคนจำนวนมากนั้น

       ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐโดยแท้เท่านั้น ไม่ใช่การกระทำอันถือว่าเป็นการกระทำ ของตนเอง หากแต่เป็นการกระทำอย่างเป็นการกระทำของผู้อื่น (take the act of another)

       เหตุนี้ในทางวิชาการจึงอาจถือว่า ผู้อยู่เบื้องหลังต่างหากที่เป็นผู้กระทำการฆาตกรรมประชาชนพลเรือน โดยเป็นผู้ กระทำความผิดในความผิดฐาน "ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ"

       ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับล่างเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นในฐานความผิดดังกล่าวเท่านั้น

       แม้ว่าแต่ละกรณี จะยังไม่สามารถชี้ชัดว่า เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ แต่อย่างแรกที่ต้องทำ คือ จะต้อง ดำเนินการเพื่อวินิจฉัยความผิดของ "ผู้กระทำความผิด" ก่อนเสมออยู่แล้ว

       โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรายงานฯ ยังได้ชี้ชัดว่า ผู้กระทำความผิดในกรณีนี้ น่าจะได้เล็งเห็นถึงการประทุษร้ายและรู้หรือ เล็งเห็นถึงการที่จะต้องสูญเสียชีวิตของคนจำนวนมาก !

       อย่างนี้ เรียกว่า เป็นการกระทำโดยเจตนา ใช่หรือไม่

       เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เกินกว่าที่จะถูกซุกไว้ใต้พรม โดยรัฐบาลชุดใหม่ที่สัมพันธ์กับคนในรัฐบาลทักษิณ ซึ่งถูกระบุว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ตามรายงานดังกล่าว

       องค์กรที่เกี่ยวข้องกับระบบกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็น กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ฯลฯ ควรจะต้องใส่ใจ และรีบนำรายงานดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการดำเนินการต่อไปโดยเร็ว ที่สุด

       อย่างน้อย ก็ในการทำความเข้าใจต่อนานาประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ได้วิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทยในเรื่องนี้มาก  

       ต่อท้ายด้วยตัวอย่างที่ต่อเนื่องมาจาก”ประเพณี” ของข้าราชการ ที่มีความเชื่อว่า ตนเองปฎิบัติตามกฏหมาย โดย อ้างถึง นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่ทำการสำรวจผู้ต้องขังที่ตกเป็นเหยื่อ ร.ต.อ.ณัฎฐ์ ชนนิธิวณิชย์ ผบ.หมวด 426 กก. ตชด.42 จ.นครศรีธรรมราช ช่วยราชการ ตชด.ที่41 จ.ชุมพร กับพวกจับกุมและยัดข้อหาว่า จากการตรวจสอบ ล่าสุด พบว่ามีผู้ต้องขังที่ถูกแก๊งตชด.จับกุมในคดียาบ้า ถูกคุมขังในเรือนจำและทัณฑสถาน 14 ราย  ซึ่งทางเรือนจำจะให้ เหยื่อเขียนคำร้องระบุพฤติกรรมและรายละเอียดของคดี เพื่อตรวจสอบความชัดเจน

       นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องขังที่ร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมอีกจำนวนมาก ซึ่งทางเรือนจำได้จำแนกออกเป็น 3 ลักษณะคือ 1.ผู้ต้องขังที่ถูกจับกุมในคดียาเสพติดช่วงรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศสงคราม ยาเสพติด  

       2.ผู้ต้องขังที่ถูกจับกุมพร้อมยาเสพติดและมีรายชื่ออยู่ในบัญชียาเสพติด ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จริง แต่ถูกเจ้าหน้าที่เรียกเงินและทำร้ายร่างกาย

       3. ผู้ต้องขังที่ถูกจับกุมและถูกทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพ หรือถูกจับเพราะการซัดทอดจากผู้ต้องหารายอื่น อย่างไร ก็ตามรายละเอียดแต่ละกลุ่มทางเรือนจำจะมีคณะทำงานพิจารณาอย่างละเอียด

       อย่าลืมว่าจะปล่อยให้อาชญากรต่อมนุษยชาติลอยนวลอยู่ในสังคมโลกนี้ไม่ได้

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats