|
เลือกตั้งเมืองไทย ๒๓ ธันวาคม ปีที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยด้วยความไม่เอาไหนของ คมช. และรัฐบาล ขิงแก่
สื่อที่เห็นว่าไม่เอาไหนของรัฐบาลและคมช.ต่างออกมาติติงกันจนเบื่อหู เพราะเหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ทั้ง ท่าน พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ต่างไม่สามาารถทำงานตามมข้ออ้าง ๔ ข้อที่นำกองทัพเข้ามาปฎิวัติ ไล่ คุณทักษิณ ชินวัตร ตกจากเก้าอี้นายกฯ
ขอนำเอา ข้ออ้างที่ ท่านพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เขียนไว้อย่างสวยหรูนำมาลงไว้เป็นที่ระลึกอีกครั้งหนึ่ง
แถลงการณ์ ฉบับที่ ๑ เรื่องประกาศยึดอำนาจ
ด้วยเป็นที่ปรากฏแน่ชัดว่า การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบันได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอา ชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยประชาชนส่วนใหญ่เคลือบแคลง สงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระถูกครอบงำ ทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้การดำเนิน กิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระ มหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง แม้หลายภาคส่วนของสังคมจะได้พยายามประนี-ประนอม คลี่คลายสถานการณ์มาโดยต่อเนื่องแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยุติลงได้
ดังนั้น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการ เหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยคณะ ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาเข้ามาเป็นผู้บริหาร ราชการแผ่นดินเสียเอง แต่จะได้คืนอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กลับคืนสู่ ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงของชาติ รวมทั้งเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่ เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน
ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ เวลา ๒๓.๕๐ น.
(ลงชื่อ) พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน
หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สำหรับเราๆท่านๆคนไทยที่อยู่อเมริกา อาจจะไม่สามารถ เข้าใจ ได้ว่า ทำไม? ทำไม? ทำไม?
ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เห็นอยู่อย่างแดงแจ๋ว่าเป็นผู้ไม่มี จริยธรรมในการบริหารและปกครองบ้านเมือง แต่ไยจึงมีพลังมากมายจนแม้นแต่ทหารที่มีปืนอยู่ในมือยังไม่สามารถ เอาคุณทักษิณให้อยูหมัดได้
นายสมัคร สุนทรเวช คนปากสุนัข สันดานหยาบคาย เป็นผู้มีมันสมองปราดเปรื่อง ได้มาเป็นตัวแทน ของคุณทักษิณ เพราะ ความเหมือน ที่คุณทักษิณ ไ้ด้ค้นพบในตัวนายสมัคร
กลายมาเป็น โนมินี หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เท่ากับเป็นตัวแทนทำกิจกรรมทางการเมือง เป็นตัวเป็นตัวตายของ พรรคไทยรักไทย ที่ถูกศาลสั่งยุบและให้ยุติบทบาททางการเมือง
เห็นอย่างชัดเจนว่า พรรคพลังประชาชน กระทำผิดกฏหมาย จนนายไชยวัฒน์ สินสุวงค์ อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรม เป็น โจทย์ฟ้องขอให้ศาลฎีกาให้สั่งว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งจะลามไปถึงขั้นยุบพรรคพลังประชาชนได้
ศาลฎีการับพิจารณาแล้วบอกว่า คุณไชยวัฒน์ ฟ้องผิดศาล ให้ไปฟ้องที่ศาลรัฐธรรมูญ
หมดความหวังที่จะพึ่งพาศาล ประชาชนก็ไปตั้งความหวังว่า กกต.คงจะใบแดง สส.ที่ แจกเงิน เข้าสภา
เอาเข้าจริง กกต.ไม่มีน้ำยา อนุญาตให้ ว่าที่สส.ที่ต้องสงสัย ผ่านเข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้โดยกกต.อ้างว่า เดี๋ยว จะเปิดสภาไม่ทัน
แล้วค่อยมาสอยดาวว่าที่สส.ต้องสงสัยกันที่หลัง
พนันขึ้หมากองเดียวก็ชนะว่า ไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้จากกต.ชุดนี้ที่มีแนวโน้มเหมือน ๓ หนา ๕ ห่วง
ประชุมรัฐสภาวันแรก เลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ บริหารพรรคก่อนการเลือกตั้งประธานสภาฯ
ประชาชนที่รักความถูกต้อง ก่นโครตด่ากันทั่วเมืองเพราะรู้สันดานเบื้องหลังของนายยงยุทธว่าเป็น อันธพาล จนได้ ฉายาว่า ยุทธ ตู้เย็น
เหมาะที่จะเป็นเจ้าพ่อ ที่ประชาชนหวาดกลัวมากกว่า เข้าดำรงตำแหน่งที่มีเกียรติ ในฐานะ ประธานสภาผู้แทนราษฏร
ใบสั่งแรกสำเร็จตามความต้องการเป็นการปูนบำเหน็จรางวัลให้กับนายยงยุทธ ที่ทนยืนอยู่เคียงข้างพ.ต.ท.ทักษิณ มาโดยตลอดระยะเวลาที่ คมช.เถลิงอำนาจจอมปลอม
พ.ต.ท.ทักษิณ มีอำนาจสั่งการมาโดยตลอดแม้นจะอยู่นอกประเทศ แถมเสือ ก. ประกาศจะกลับเข้าประเทศเพื่อ เข้าเฝ้า และอุปสมบท
รู้ได้อย่างไรว่า ประตูวังจะเปิดต้อนรับ!!!!
โกหกมาโดยตลอดเช่นกันว่าจะไม่เล่นการเมือง และมีความจงรักภักดี แต่ส่งใบสั่งใบที่สอง
ให้นายสมัคร สุนทรเวช คนกลับกลอก เป็นนายรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ซึ่งจะเป็นผลอย่างแน่่นอนในปลายเดือน มกราคม ๒๐๐๘ นี้
เหมือนอย่างที่ เปลว สีเงิน เขียนไว้ว่า ยังกะ
กิ่งทอง ใบหยก
|