|

อาทิตย์นี้มีโอกาสคุยกับคุณสมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ก่อนขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยที่ LAX จึงขอนำมาลง โดยเป็นแบบถาม-ตอบว่า
ผู้สื่อข่าว: เวลานี้เชื่อว่าคนไทยทุกคนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นห่วงมากกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ใน ประเทศไทย พอจะสรุปคร่าวๆ ได้ไหมครับว่า มองไปข้างหน้านี้อะไรจะเกิดขึ้น
สมศักดิ์ โกศัยสุข : การเมืองตอนนี้ ยังไม่แน่นอน แต่ว่า ถ้ามองไปตามครรลองของกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งวันนี้ เรื่อง กกต., เรื่องใบเหลือง-ใบแดง มีประมาณ 80 กว่าใบ ของพลังประชาชนประมาณ 60 กว่าใบที่ออกมา กระบวนการ ตัวนี้จะเป็นตัวชี้ขาด กระบวนการนี้จะต้องเร็ว เพราะว่าตามกฎหมายนั้น ภายใน 1 เดือน หลังจากการเลือกตั้งแล้ว จะต้องสรุป ให้ได้ ทีนี้ประเด็นมันก็คือว่า ถ้า กกต. เร่งรัด ออกใบเหลือง-ใบแดง ออกมาพอสมควร แล้วก็มีการรู้ว่าใคร ใบเหลืองเท่าไหร่ ใบแดงเท่าไหร่ แล้วประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อไหร่? อย่างไร? ตัวนี้ก็จะเป็นตัวชี้ตัวหนึ่งว่าใครจะครองรัฐบาลได้ เพราะ ว่าถ้าใบแดงมาก เช่น คืออันนี้ไม่ได้ไปพูดว่าใครจะแกล้งกัน แกล้งใครไม่ใช่นะ ถ้าข้อเท็จจริงปรากฎว่า พลังประชาชนหรือ พรรคไหนก็ตาม เกิดพลังประชาชนมีใบแดงขึ้นมามาก ใบแดงคือลงสมัครไม่ได้ เกมส์อาจพลิกภายใน 1 ปี มันอาจจะพลิกมา ทางประชาธิปัตย์ก็ได้ คือเวลาเลือกขึ้นมาใหม่ คะแนนเสียงอาจจะไปทางโน้นก็ได้ ทางโน้นก็อาจจะไปตั้งรัฐบาลก็ได้ ถ้างั้น กระบวนการในอนาคต ปัญหาอยู่ตรงนี้ บทบาทสำคัญอยู่ที่ กกต. ทั้งหมดนี้อยู่ในเงื้อมมือของ กกต. กกต.จะทำให้การเมือง ไปอย่างไร ทั้งนี้ ทั้งนั้นภายใต้บริบทความเป็นจริงปรากฎตามหลักฐานที่ชัด หลักของกกต.คือว่า แค่ กกต.เชื่อว่ามีการทุจริต ไม่โปร่งใส กกต.จะให้ใบแดงก็ได้ ใบเหลืองก็ได้
ผู้สื่อข่าว : ที่ติดตามดู กกต. มา ตอนแรกก็ดูเฉื่อยชา มีการครหาขึ้นมา ในระยะหนึ่งก่อนที่จะมีการ ออกใบเหลือง-ใบ แดง 60-70 นี้ว่า ทำงานไม่ค่อยจะโปร่งใส อันนี้เราจะเชื่อถือเขาได้ขนาดไหน?
สมศักดิ์ : เท่าที่ติดตามของกระบวนการเก่า มีปัญหาในเรื่องกระบวนการ คณะกรรมการชุดสอบสวนว่า เรื่องที่ควรจะ เสนอเขาเป็นพันกว่าเรื่อง เวลาไปกลั่นกรองกันมา กลั่นกรองกันไป เหลือแค่ 20 เรื่องนี้ เขาเลยตั้งชุดสอบสวนกันขึ้นมาใหม่ เข้าไปเสริม ชุดสอบสวนทำเรื่อง ถ้าไม่เสนอให้ กกต. ชุดใหญ่ ที่เป็นเรื่องที่ตำรวจกล่าวหาหรืออะไร ตอนหลังเขาเข้าไป สอบสวนใหม่ เรื่องไม่ขึ้นมาที่กกต.ชุดใหญ่มากขึ้น ของเดิมสอบสวนแล้วให้สำนวนมันอ่อน พอสำนวนมันอ่อน ชุดใหญ่ก็ตัดสิน ไม่ได้ ก็เลยมีปัญหา
ผู้สื่อข่าว : เป็นไปได้ไหม? ที่พลังประชาชนจะกล่าวหา กกต. ว่า ทำงานเพื่อ ค.ม.ช.
สมศักดิ์ : ผมว่าการกล่าวหา กล่าวหาได้ แต่ต้องมีข้อเท็จจริงที่แน่ชัดเจน โดยเฉพาะ กกต. ใช้อำนาจโดยตรงตาม กฎหมาย ก็เป็นสิทธิ์ของเขา อำนาจการให้ใบเหลือง-ใบแดง อยู่ที่ กกต. ไม่ใช่อยู่ที่ ศาล
ผู้สื่อข่าว : แต่ว่าในเวลานี้เรา สามารถจะเชื่อได้ไหม? ว่ากกต. จะทำงานด้วยความเที่ยงธรรม
สมศักดิ์ : ความจริงพวกเราเชื่อว่า กกต. ทำงานด้วยความเที่ยงธรรม แต่ที่ผ่านมากระบวนการที่ เขาจัดเอาไว้มันไม่ work มันไม่เดิน มันไม่เดินไปตามขั้นตอนก็เลยเกิดปัญหาขึ้น เรื่องความล่าช้าหรืออะไรก็ดี
ผู้สื่อข่าว : ก็เลยมีเสียงครหาของ กกต. ออกมา ใช่ไหมครับ?
สมศักดิ์ : ครับ เขาเรียกว่า "ชุดเล็ก" ชุดเล็กก็มีคนทำงานคนหนึ่ง ชุดใหญ่มาเป็นประธานก็อีกคนหนึ่ง ซึ่งก็มีปัญหา มาโดยตลอด ซึ่งตอนนี้รู้สึกว่ากระบวนการปรับปรุงแก้ไขตรงนั้นมันดีขึ้น หลักสำคัญก็คือ ขอให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง ตาม หลักกฎหมายก็สามารถทำได้
ผู้สื่อข่าว : เราเชื่อใจได้ใช่ไหม? ว่ากกต. มีความกล้าหาญที่จะตัดสิน
สมศักดิ์ : ตอนนี้รู้สึกจะเชื่อใจได้ เพราะว่าตั้งแต่เริ่มยังไม่รับรอง 80 กว่ารายการ คิดว่าจะดีขึ้น แล้วก็บางเรื่อง ไชยวัฒน์ ก็ไปร้องศาลฎีกา ศาลฎีกาก็รับเรื่องไว้ด้วย
ผู้สื่อข่าว : ไชยวัฒน์ เห็นว่าได้เป็นว่าที่ ใช่ไหมครับ?
สมศักดิ์ : ยัง ไม่ได้เป็น ชัยวัฒน์ยังไม่ได้ใบเหลือง-ใบแดง เขาก็ยังมีสิทธิ์ลงเลือกตั้งใหม่ เขาได้ที่ 3 หลุดไป ถ้าเลือก ใหม่ โอกาสจะได้ ก็มี ดูตามคะแนนอันนั้น
ผู้สื่อข่าว : ผมคงไม่ถามถึงรัฐบาลชุดนี้ เพราะว่ามันใช้ไม่ได้จริงๆ เลย ผมอยากจะพูดถึงว่า เป็นไปได้ไหม? ในโอกาส ข้างหน้านี้ ถ้าเผื่อประชาธิปัตย์มีโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาล แต่ว่าดูจากเหตุการณ์ไม่ว่าจะดูมุมไหน ความมั่นคงในการที่จะ เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รู้สึกมันยากเหลือเกิน แล้วเป็นไปได้ไหมว่ามันจะลุกขึ้นอีก
สมศักดิ์ : จากการที่วิเคราะห์กันมาทุกสำนัก ตลอดรัฐบาลใหม่ ก็คงไม่น่าจะอยู่เกิน 2 ปีครับ ไม่ว่าใครก็ตาม แต่มันก็ ไม่มีทางอื่นที่จะผ่าน มันต้องผ่านทางนี้ สมมติว่าครั้งนี้อยู่ไม่ได้ เลือกตั้งใหม่ มันก็จัดระบบใหม่ก็ต่อรอดไปได้ แต่ครั้งนี้มัน ออกมาแบบนี้ มันไม่มีทางที่จะทำทุกอย่างให้มันดีขึ้นได้
ผู้สื่อข่าว : ที่แน่ๆ คือ เป็นวิธีเดียวที่จะต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ใช่ไหม?
สมศักดิ์ : จัดตั้งรัฐบาลให้ได้ อยู่ไม่ได้ก็ยุบสภาใหม่ ก็ว่ากันไปใหม่ ให้มันเดินไปตามกระบวนการของมัน คือว่าให้มัน หลุดพ้นมาจากวงจรการยึดอำนาจ มันต้องหาทางออกให้กับประเทศ สมมติว่าไปบริหารกัน ก๊อกๆ แก๊กๆ ปี 2 ปี ไปไม่รอด ก็ยุบสภาเลือกกันใหม่ ก็จะเท่ากับว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนรัฐบาล ทีนี้ในกระบวนการแบบนี้มันก็มีประโยชน์กับภาคประชาชน ประชาชนเอง เมื่อรัฐบาลอ่อน กระบวนการประชาชนก็จะแข็งขึ้น คือ ประเทศของเรามีปัญหาเกี่ยวกับประชาชนอ่อน แต่ว่า อำนาจรัฐแข็ง อย่างในรัฐบาลทักษิณ เห็นไหมว่าอำนาจรัฐบาลแข็ง รัฐก็รังแกประชาชน ประชาชนก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ทีนี้เมื่อมีรัฐบาลผสม มีโอกาสที่ประชาชนเคลื่อนไหว มีส่วนร่วมรับฟังก็มีมากขึ้น
ผู้สื่อข่าว : เราได้อะไรบ้าง? หลังจากการที่ หลังคณะทหารเข้ามาปฏิวัติ เราได้อะไรบ้าง?
สมศักดิ์ : ความจริง ในการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง ก็ต้องมีทั้งได้และเสีย สิ่งที่ได้มาถ้าเราใช้มันให้เป็นประโยชน์ ก็อย่าง เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าด้วยส่วนที่ เฉพาะส่วนของประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้น เช่น การจะเสนอกฎหมายก็ แค่หมื่นชื่อ, การที่จะลงชื่อขับไล่รัฐบาล หรือ รัฐมนตรีที่มิชอบ ก็แค่ 2 หมื่นชื่อ อันนี้คือสิ่งที่ได้ แล้วประชาชนก็มีบทบาทในการมี ส่วนร่วมมากขึ้น
ผู้สื่อข่าว : การที่ประชาชนลงคะแนนเสียง ทั้งนับทั้งประเทศแล้ว 14 ล้าน กับ 14 ล้าน กว่า จากการเลือกพรรค ทีนี้ มันก็เท่ากับว่า ที่เขาบอกว่า 19 ล้านเสียงในสมัย ทักษิณ แต่เวลานี้มันกลายเป็น พูดง่ายว่า มันกลายเป็นครึ่งต่อครึ่ง อันนี้เรา สามารถจะพูดได้ไหม? ว่าประชาชนตื่นตัว มีความเห็นในทางที่ว่า ทักษิณ เป็นคนไม่มีคุณธรรม เป็นคนขี้โกง เป็นสิ่งที่ไม่ดี ประชาชนไม่ควรจะเลือกเข้ามาเป็นผู้นำ
สมศักดิ์ : อันนี้มันเปรียบเทียบชัดว่า ฝ่ายที่เลือกประชาธิปัตย์ ไม่ได้หมายความว่าเขาชอบประชาธิปัตย์ แต่เป็นฝ่าย ที่ไม่เอาทักษิณ ไปถามได้เลย จะบอกว่าที่เลือกไม่ได้รักประชาธิปัตย์ แต่ไม่เอาทักษิณ ก็ไม่มีทางไป ก็ต้องไปตรงนี้ ฉะนั้นเราดูนะครับว่าพลังที่เขามีความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร หรือพลังคนชั้นกลาง จะไม่เอาหมดเลย เช่น ในกรุงเทพฯ, ในภาคตะวันออกเปลี่ยนชุดกำนันเป๊าะหายไปหมดเลย, ในภาคใต้ ส่วนหนึ่งอาจจะฝักใฝ่ประชาธิปัตย์อยู่เป็นพื้นฐาน แล้วก็ใน เมืองใหญ่ๆ คือพวกเราก็มีทีมงานแม้แต่ภาคอีสานก็ไม่เอานะ แต่เวลาคะแนนข้างนอกมาแล้วแพ้ คะแนนในเทศบาลเกือบทุก จังหวัด เขาก็ไม่ชนะ มีบางจังหวัดเท่านั้น ก็แสดงให้เห็นว่าการที่ประชาชน รับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือเข้าใจ เขาไม่เอาเขารู้ แต่ว่าประชาชนที่อยู่ชนบทในภาคอีสาน อย่างที่เจอปัญหาคดีอยู่นี้ ใบเหลือง-ใบแดง ก็เห็นว่าปัจจัยในการเลือก ว่าเลือกคน ไปเพื่ออะไร ปัจจัยในการตัดสินใจ ทางนั้นเราก็รู้ว่าส่วนใหญ่ก็มาจากการซื้อเสียง-ขายเสียง ฉะนั้นชัดเจนว่า พลังประชาชน ที่มีตัวตน แล้วก็เข้าใจเรื่องกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ในระบบแบบใด เขาไม่เอา บันทึกออกมา แบบนี้
ผู้สื่อข่าว : วันที่ 15 มกราคมนี้ ศาลจะไต่สวนคดีที่ ไชยวัฒน์ เป็นคนฟ้อง พอที่จะบอกได้ไหมครับเกี่ยวกับคดีนี้?
สมศักดิ์ : เรื่องศาลนี้ผมไม่กล้าพูด เอาเป็นว่า หลังจากที่ ไชยวัฒน์ฟ้อง กกต. รู้สึกจะกล้าขึ้นมาทันที หลังจากศาลรับ คำฟ้อง อาจจะมั่นใจอะไรมากขึ้น เรื่องกระบวนการที่ศาลจะพิพากษาอย่างไรนั้น ผมว่าไม่สำคัญเท่ากับ กกต. ถ้า กกต. โยนแดง โยนเหลืองกันไป มันจะเห็นทันทีเลย การเมืองจะพลิกไม่พลิกก็อยู่ที่ กกต. ซึ่งตอนนี้ทราบว่า การสอบสวน ในบุรีรัมย์ลักษณะความผิดคล้ายๆ กับใบแดงที่ให้ไปก่อนแล้ว 3 ใบ 3 คนนี้ ฉะนั้น ตอนนี้ในบุรีรัมย์ น่าจะออกว่า แดงหรือ เหลืองที่เหลือนั้นอันนี้ก็จะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง แล้วก็ 60 กว่าใบ ของพรรคพลังประชาชน ถ้าเอาสักครึ่งหนึ่งเหลือ 30 มันก็พลิกแล้ว
ผู้สื่อข่าว : ถ้ามันพลิกอย่างนี้ ก็ต้องมาพูดถึง บรรหาร
สมศักดิ์ : บรรหารก็พลิกไปได้ตลอด บรรหารเป็นประเภทสร้างเงื่อนไขยืนถ่างขาอยู่แล้ว เช่น ผมจะไปร่วมกับ พรรคพลังประชาชน ต้องไม่ทำผิด 5 ข้อ ที่ก็รู้กันอยู่ ฉะนั้นเดี๋ยว พอเกิดเปลี่ยนแปลงก็พูดได้ว่า อันนี้มันเป็นอย่างนี้แล้ว ในเมื่อ ทีแรกผมเข้าไปเข้าใจว่าประชาชนเขาเลือกมา ในเมื่อ กกต. เขาบอกว่า เขาเลือกมาไม่ถูกต้อง มันก็ไม่ได้หมายความว่า เขา ชนะ ฉะนั้นมันก็ไม่มีเหตุผลที่ผมจะไป เพราะที่มาครั้งแรกนึกว่ามันบริสุทธ์ยุติธรรม แต่นี่มันก็ตรวจสอบแล้วว่ามันไม่บริสุทธ์ ผมก็ไม่เอาเหมือนกัน พวกที่ไม่บริสุทธ์ เพราะผมต้องยึดประชาชน มันพูดได้ไม่ยาก เพราะว่า พูดยังไงก็พูดได้ นักการเมือง
ผู้สื่อข่าว : มันน่าแปลกใจ น่าจะใช้โอกาสให้เป็นโอกาสที่ดี ที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นพรรคใหญ่ได้
สมศักดิ์ : ผมคิดว่า วันนี้ธาตุแท้ ผมว่ามันเป็นโอกาสของ พวกเราพี่น้องประชาชน ไม่ใช่พรรคพลังประชาชน หมายความ ว่า การต่อสู้ของประชาชน ผลผลิตมันออกให้เห็นว่า หัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรค มันเผยธาตุแท้ออกมาหมด เลย ว่าตัวเองเป็นยังไง
ผู้สื่อข่าว : ชูวิทย์ เป็นยังไงครับตอนนี้
สมศักดิ์ : ชูวิทย์ ตอนนี้นิ่งอยู่ ยังอยู่ในอาการที่นิ่งยังไม่แสดงว่าจะไปไหน แต่ในขณะที่พรรคชาติไทยได้แสดงออกไป แล้ว สังเกตุไหมครับ พรรคคุณประชัย อะไรพวกนี้ พรรคเล็ก พรรคน้อย เริ่มแสดงไปอยู่ก่อนแล้ว คือตอนนี้ประชาชนต้องเรียนรู้ ว่าธาตุแท้ของนักการเมืองเหล่านี้ มันถูกแก้ผ้าออกมา เห็นทุกขุมขนเลยว่ามันเป็นยังไง
ผู้สื่อข่าว : เราจะพูดได้ไหมครับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งที่เด่นที่สุด ในการที่มันออกมา คือ 1. เราเริ่มเห็นแล้วว่า ประชาชนเห็นความสำคัญในการเลือกตั้งมากขึ้น 2. เราได้เห็นธาตุแท้ของนักการเมือง หรือบุคคลที่จะเป็นผู้นำของเรา ในอนาคต
สมศักดิ์ : ผมคิดว่าเรา ภาคประชาชนไม่ได้หวัง ว่านักการเมืองที่อยู่นี้จะมาเป็นผู้นำ แต่หวังว่าจะนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลง ในขณะนี้ภาคประชาชนอาจจะเคลื่อนไหว ให้ผู้นำที่ยังชั่วร้ายเกินไปปรับปรุงขบวน แต่ผู้นำที่ชั่วร้ายต่อไป ผมเชื่อว่าอีก 2 ปีข้างหน้า พวกนี้จะแย่กว่านี้ อาจจะหลุดจากวงจรไป เหมือนกับที่ชุดกำนันเป๊าะหลุด ชุดที่เรี่ยราดอาจจะ หลุดไป จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านเหมือนกัน แล้วก็วันนี้มันชี้ชัดให้เห็นว่า ถ้ารัฐบาลที่เข้ามาใหม่ เป็นคนไม่ชั่วร้ายเกินไป ให้ข้อมูล กับประชาชนที่เขาไม่รู้ โดยใช้พวกฟรีทีวีทั้งหลายมากขึ้น จุดพวกนั้นก็จะปรับ จะเพิ่มคุณภาพ ยกระดับ วันนี้เห็นอยู่แล้วว่า ส่วนหนึ่งเขาเข้าใจแล้ว ยังเหลืออีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ ฉะนั้นต้องให้การศึกษากับพวกนี้ โดยผ่านสื่อ ไม่มีอะไรดีกว่าสื่อ ที่จะใช้สื่อของรัฐไปให้ประชาชนเข้าใจ พูดคุยกันให้เข้าใจ
ผู้สื่อข่าว : เมื่อพูดถึงสื่อ ก็ต้องย้อนไปถามถึง เรื่องว่า มันมีโอกาสไหม ในต่อไปข้างหน้า
สมศักดิ์ : ที่แล้วมารัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ แย่มาก ไม่ได้ทำอะไรเลย พวกเราก็แนะนำให้ใช้สื่อ ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย มีฟรี ไอ.ที.ทีวี ที่ยึดมาก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ก็ยังปล่อยให้พวกทักษิณออกมา เต้นแร้ง เต้นกา ถือว่าเป็นความล้มเหลวที่สุด
ผู้สื่อข่าว : อันนี้เป็นความไม่เข้าใจ ผมคิดว่าอีกหลายๆ คนด้วย อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังไม่เข้าใจเลยว่า ทำไม? ผมไม่เห็น ว่าทักษิณจะมีพลังอะไรมากมายถึงขนาดนี้ ในการเคลื่อนไหวที่จะต่อต้าน จนทำให้ฝ่าย ค.ม.ช. หรือว่าอีกหลายๆ คน จะต้อง หวาดกลัวถึงขนาดนี้ มันอะไรกันแน่?
สมศักดิ์ : ผมว่ามีบางส่วนที่เขาสามารถควบคุมได้ ด้วยอำนาจเงิน แล้วก็ผนวกกับ ความไม่เอาไหนของผู้นำรัฐบาล แล้วก็ไปตีความคำว่าสมานฉันท์แบบไม่แยกแยะ ที่สนธิ มาพูด ซึ่งคนอื่นก็เยอะที่มาพูดเรื่องความถูก ความผิดให้คนอื่นเข้าใจ ผมเชื่อว่า ผมไปพูดที่ไหน ในอีสานคนเข้าใจหมดนะ
ผู้สื่อข่าว : พูดที่ไหน ในตัวเมืองหรือว่าที่ไหน
สมศักดิ์ : พูดในตัวเมือง ในหอประชุม จัดเวทีกลางสนาม คนมาก็เหมือนกับพวกเราที่มาชุมชนแล้ว เฮ้ว เฮ้ว ผมไม่เห็น ใครแสดงอาการต่อต้านอะไร แล้วอธิบาย ตอบคำถามอะไร เข้าใจทุกเรื่อง
ผู้สื่อข่าว : เคยไปพูดที่ไกลๆ ไหม ที่ไม่ใช่ตัวเมือง?
สมศักดิ์ : ไกลๆ ก็เคย แต่ว่าโอกาสมันน้อย เพราะว่าทำงานไม่ทัน คือคนมันมีน้อย แล้วเราก็แบ่งกันไป เพราะคนเมือง ไทย บางคนก็ติดกับตัวบุคคล บางทีทีมงานที่ไปก็พูดเหมือนที่ผมพูดนี่แหละ แต่เขาก็จะให้ผมไปพูด คือว่าพวกเรา 4-5 คน มันทำไม่ไหว ทำไม่รอด แล้วก็ทีวีพวกนี้ในชนบทมันรับไม่ได้ มันก็เป็นปัญหา แต่ที่รับได้นี่เรียบร้อยหมด เข้าใจหมด ทีนี้ถ้า ฟรีทีวี คนมันดู มันเข้าไปถึงทุกแห่งเลย ทุกตำบล ทุกบ้าน แต่ก็ไม่ทำ นี่มันก็แย่มากๆ เลย ลองดูตอนรับร่างรัฐธรรมนูญ เขา ไม่ทำ คุณไม่ต้องไปบอก แค่คุณบอกว่า อันนี้เขียนอย่างนี้ มันเป็นเรื่องใหญ่ ยกระดับ ไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งผมคิดว่าเขาไม่ เอาไหนมากๆ
ผู้สื่อข่าว : ทีนี้ย้อนกลับมาถึงเรื่องสื่อ ผมว่าต้องย้อนกลับมาเล่าให้ฟังนิดนึง อาจจะไม่ใช่สัมภาษณ์ทีเดียว อาจจะเป็น เชิงปรารภให้ฟังว่า ในอเมริกานี้จริงๆ แล้วที่ทราบ มีแค่หนังสือพิมพ์ผมฉบับเดียวโดดเดี่ยว เดียวดายเลย มีวันหนึ่งผมได้ยิน คุณสนธิ พูดใน ASTV ว่า ผมโดดเดี่ยวมาก ผมอยากจะยกหูโทรศัพท์ไปบอกคุณสนธิว่า ผมมีความรู้สึกเหมือนคุณสนธิเลย
สมศักดิ์ : สนธิ (ลิ้มทองกุล) บางทีก็เหนื่อย ผมก็พยายามให้กำลังใจ แต่ผมไม่เคยพูดว่าเหนื่อย การเหนื่อยผมว่าเป็น เรื่องของการทำงาน เราทำงานที่บ้านยังเหนื่อยเลย ทำงานที่ไหนก็เหนื่อย ถ้าเราเข้าใจปรับระยะทาง ทีนี้สนธิก็จะมองว่า ทำไมทำกันจัง รัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงไม่ทำ ปล่อยให้คนไม่มีหน้าที่โดยตรงทำ นี่คือบ้านเมืองไทยมันพิการ ที่มันเกิดปัญหา อยู่ทุกวันนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้น มันได้สะท้องปัญหาให้ทุกคนเห็นชัดเจน ฉะนั้นวิธีแก้ปัญหา เมื่อเราเห็นปัญหาแล้ว ผมว่ามัน ไม่ยากสำหรับนักต่อสู้
ผู้สื่อข่าว : มีความเห็นอย่างไรบ้าง? กลุ่มพวกเราที่อยู่ต่างประเทศมีอะไรที่จะช่วยได้บ้าง?
สมศักดิ์ : ที่มาเรียนที่ต่างประเทศ อย่างที่คุยด้วยหลายคนวันนี้ เวลาพลังของพี่น้องที่ส่งไปที่โน้น คนเขารู้สึกว่าฮึกเหิม เขามองว่า เป็นคนที่มีความรู้ มีระดับ ทันโลก ทันเหตุการณ์ ฉะนั้นวันนี้ที่มาพูดไม่ว่ากระบวนการสรรหาวุฒิสมาชิกเพราะเรา มีสิทธิ์เลือกตั้งแล้ว พี่น้องที่นี่ น่าจะรวมตัวกัน เสนอไปเป็นสาขาวิชาชีพ เพื่อจะเอาความรู้เอาประสบการณ์ ซึ่งหลายคน ประสบความสำเร็จ คือ รู้จริงคนที่อยู่ที่นี่ แบบมาต่อสู้ที่นี่ มาเติบโตที่นี่ ก็น่าจะไปพูด เขาอยู่กันนาน ไม่ใช่มาดูงานวัน 2 วัน อย่างที่ผมมา สามารถนำสิ่งดีๆ เหล่านี้ไปพูดในสภา ให้พวกเหล่านั้นฝึกสมอง ให้มันคิด แล้วก็ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ชาติได้ อันนี้ก็เรื่องสำคัญ แล้วเรื่องการจัดการศึกษาก็สำคัญ ก็เคยพูดกันว่า ถ้าเราจะสร้างคนใหม่ น่าจะมีกระบวนการ ที่จะ ทำให้สมมติพวกเราทำบุญกัน ไปตั้งสถาบันการศึกษาเพื่อฝึกผู้นำเยาวชนต่างๆ ให้เข้ามา โดยเป็นสถาบันของพี่น้องประชาชน ในอเมริกาอย่างนี้ เหมือนกับเราไปทำบุญ แล้วก็ใครที่มีเวลาก็เข้าไปช่วย เหมือนกับที่ พลตรีจำลอง ทำเรื่อง โรงเรียนฝึกผู้นำ แต่ของเราอาจจะเป็นอะไรก็ได้ จะเป็นระดับ มันจะสอดคล้องกับโลกาภิวัฒน์ ความรู้ชุดใหม่ที่จะเข้าไปบริหารประเทศ ในโลก ปัจจุบันมันควรจะใช้อะไร อันนี้ก็ทำได้ คือว่าไม่ใช่ว่า เวลามีปัญหาก็ประท้วง เดินขบวน เป็นการตั้งรับ คล้ายๆ เหตุการณ์เกิด แล้วทำ มันไม่คุ้ม ถ้าเราเข้าไปช่วย ผลักดันอย่าให้มันเกิด ป้องกันไว้ก่อน แล้วก็พี่น้องเราทำงานที่นี่ส่งเงินกลับประเทศไม่รู้ เท่าไหร่ แล้วก็ช่วยแก้ปัญหาอย่างไร เช่น ให้คนงานมาทำงานที่นี่ เจรจากับรัฐบาลอเมริกาได้ไง มี work permit เพราะว่า งานทำที่นี่ ชั่วโมงเดียว เท่ากับทำบ้านเราตั้งวันกว่า ใช่ไหมครับ แล้วก็ส่งเงินกลับไปสักเหรียญ มันมากกว่าเยอะ แล้วมัน ช่วยประเทศชาติได้มากในด้านเศรษฐกิจ ในยุคโลกาภิวัฒน์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน กับการเคลื่อนย้ายคนนี่มันต้อง คุณ บอกว่า คุณทุ่มทุนไปลงได้ แรงงานเราทำไมจะมาทำที่นี่ไม่ได้
ผู้สื่อข่าว : มันมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง หลายคนเชื่อมากเลย ผมคุยกับหลายๆ คน มีความเชื่อว่า ถ้าเผื่อมีการจัดตั้ง รัฐบาลขึ้นมา ต่อไปข้างหน้านี้ โอกาสที่จะต่อสู้กัน แตกแยกกัน 2 ฝ่าย ตีกันจนเป็นศึกนองเลือดมีทางเป็นไปได้ไหม?
สมศักดิ์ : ก็ต้องดูว่าใครเป็นรัฐบาล คิดว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ว่าพวกเราพยายามหลีกเลี่ยง โดย เรียกร้อง ให้ทุกฝ่ายยอมรับกระบวนการยุติธรรม เพราะนี่ไม่มีจุดเลือกอย่างอื่น ที่จะมาให้เกิด หลีกเลี่ยงการ นองเลือด
ผู้สื่อข่าว : แม้ว่าสมัคร สุนทรเวช อาจจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ใช่ไหม?
สมศักดิ์ : เป็นไปไม่ได้ แต่ว่าคุณอย่าเข้าไปแทรกแซง อย่าเอา นิยาย 111 ผีหัวขาด เข้าไป อย่าไปยุบ ค.ต.ส. ถ้า ค.ต.ส. ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ศาลตัดสินออกมาอย่างไร ทุกคนยอมรับ นี่คือหลีกเลี่ยงการนองเลือด ถ้าไม่ อย่างนั้น ไม่มีทางไป เราต้องกล้ายกความขัดแย้งทางความคิดให้สถาบันยุติธรรมเขาตัดสิน นี่คือทางออกที่พวกเราผลักดัน ให้ไปสู่ทางนี้ เพราะว่า ค.ต.ส. ไม่สามารถกลั่นแกล้งได้ ค.ต.ส. ก็ต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด อัยการไม่ฟ้องก็จบ อัยการ ส่งให้ศาล ศาลไม่ฟ้องก็จบ ศาลรับฟ้องแล้วตัดสินว่าไม่ผิดก็จบ ถ้าตัดสินว่าผิด ติดคุกไปก็จบไปยึดทรัพย์ไป มันเป็น ทางออกทางเดียว ซึ่งน่าจะออกทางนั้น ถ้าเรายอมรับ เพราะว่า ตุลาการก็คือ ในพระปรมาภิไธย
ผู้สื่อข่าว : ผมคิดว่าเป็นไปยาก เพราะดูแล้วทางฝั่งคุณทักษิณ มันไม่มีคำพูดอะไรที่เราจะเชื่อได้อยู่แล้ว
สมศักดิ์ : อันนี้ก็ไม่มีใครเชื่อเขาอยู่แล้ว เพราะว่า มันล้มละลายไปแล้ว แต่ถ้าเขายังดันทุรังที่จะไม่ยอมฟังตุลาการ ผมคิดว่า สุดที่จะหลีกเลี่ยง ถ้านั้นฝ่ายเราก็ไม่มีที่ไปเหมือนกัน เราถอยไม่ได้เหมือนกัน
ผู้สื่อข่าว : ตอนนี้เราก็หลังติดฝาแล้วใช่ไหม?
สมศักดิ์ : คือเรามาตกลงกันว่า คุณยอมรับกระบวนการตุลาการ ถ้าตกลงไม่ได้ ก็บ้านเมือง สถาบันอื่น ไม่ใช่เฉพาะพลัง พวกประชาชนอย่างเดียว ยอมรับว่า ตุลาการอย่าไปฟัง ไม่ต้องไปตรง ลำเอียงนี่ เราก็ มันเต็มทีแล้วนะ บ้านเมืองมันถึงยุค ที่จะต้องล่มจมแล้วล่ะ ไม่ว่าสถาบันไหนก็ตาม ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประเทศเรา เพราะว่าตุลาการ ศาลเท่านั้น เป็นองค์กรที่เราจะต้องยอมรับวันนี้
ผู้สื่อข่าว : ผมได้มีโอกาสไปที่เมืองไทย 1 เดือน แล้วเอาเงินไปช่วยประชาชนที่อยู่ภาคใต้ ที่ อ.ธารโต จ. ยะลา เขา ตั้งอาสาสมัคร ก็สร้างหมู่บ้าน แล้วก็มีอาสาสมัคร 24 ชั่วโมง ไปลาดตระเวนดูความสงบเรียบร้อย
สมศักดิ์ : ผมเป็นคนเสนอเองเรื่องนี้ วิธีแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ต้องให้เขาปกครองดูแล ในตำบล ในหมู่บ้าน เขา ให้เขาตรวจกัน หมู่บ้านใคร อย่าให้ใครเข้า ต้องรับผิดชอบ แล้วก็ให้เงินเขาหน่อย ให้เบี้ยเลี้ยง คืนละเท่าไหร่? จะทำให้ สถานการณ์มันดีขึ้น
ผู้สื่อข่าว : คำถามก็คือ ถ้าเผื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล โอกาสที่จะแก้ไขปัญหานี้มีไหม? ในฐานะที่ พรรคประชาธิปัตย์มีฐานเสียงอยู่ที่ภาคใต้
สมศักดิ์ : ผมว่าใครขึ้นมาก็แก้หมดไม่ได้ แต่ว่ามันทำให้ผ่อนคลายได้ หลักการคือทำให้เขามีส่วนร่วมในการปกครอง ท้องถิ่นให้มาก อ.บ.ต, อ.บ.จ. มีส่วนร่วมน้อยมาก คือผู้ว่าราชการจังหวัด ถ้าเป็นนักบริหารเขาว่าอะไร ก็ฟังๆ เขา แล้ว ก็อะไร เรื่องเกี่ยวกับศาสนา เรื่องภาษา เรื่องการสอน เขาจะใช้ภาษาอะไร เราอย่าไปติ ว่าเราฟังดูแล้วมันไม่เป็น การทำลาย เรื่องความมั่นคงอะไรก็ปล่อยเขาไป บางครั้งก็ต้องผ่อนคลายบ้าง แล้วต่อไปเรื่องกระบวนการยุติธรรม อย่าไปกลั่นแกล้งเขา มันก็จะดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า มันมีปัญหาเยอะแยะไปหมด
ผู้สื่อข่าว : สมมติว่ารัฐบาลที่จะขึ้นมาใหม่ เขาจะเอาปัญหานี้มาไว้อันแรกไหม?
สมศักดิ์ : ก็คิดว่าต้องอยู่ระดับต้นๆ เพราะเป็นปัญหาใหญ่เพราะคนตายกันทุกวัน ผมว่าต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนเหมือนกัน ตายไป 2 พันกว่าแล้ว แต่ตอนหลังนี่ก็เบาๆ ลงนิดนึง ช่วงหลังนี้ดีขึ้นหน่อย ช่วงความถี่การตายห่างขึ้นเล็กน้อย แต่ว่าก็ เหมือนจำนวน นั่งนับศพเวลาเกิดสงคราม คนจากบ้านตายกี่ศพ มันลดลงไปหน่อย ปัญหาใหญ่ของภาคใต้ก็คือปัญหา ความขัดแย้งระหว่างพวกข้าราชการที่ดูแลเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งทหาร ทั้งตำรวจ อาจจะไปแย่งงบประมาณอะไรกันพวกนี้ คือไม่ได้ตั้งใจที่จะไปแก้ปัญหาก็เป็นเหตุผลหนึ่ง
ผู้สื่อข่าว : อีกอันหนึ่งที่ผมสังเกตุดู ได้ข่าวมาตลอดเวลาเลยว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ข้าราชการ ตำรวจ หรือทหารที่ทาง ภาคใต้ รู้สึกว่าไม่ได้รับการดูแลอย่างแท้จริงจากผู้บังคับบัญชาสูงๆ เลย
สมศักดิ์ : ก็มีเหมือนกัน เวลาจะเบิกอะไร มันไม่ค่อยทันการณ์ เขามาบ่นให้ฟัง เบิกค่าเบี้ยเลี้ยง เบิกค่าอะไร กว่าจะมา ล่าช้า คือทำเป็นเรื่องปกติกันอยู่ แต่ตอนหลังนี้ มันก็ดีขึ้น ดีขึ้นแต่มันยังดีไม่พอ คนก็กลัวเขาก็หนี ย้ายออกกันมา
ผู้สื่อข่าว : เป็นไปได้ไหม ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีโอกาสที่จะหลุดไปเลย
สมศักดิ์ : ไม่มีสิทธิ์ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่า จริงๆ แล้ว มีคนคิดจะแบ่งแยกดินแดน ไม่เกิน 5% นอกนั้นก็ไม่ใช่ เป็น ไปไม่ได้เรื่องนี้ แต่ว่าเชื้อแบบนี้มันมีนานแล้ว แล้วก็มันคงไม่หมด เป็นร้อยปี เรื่องปัญหาแบ่งแยกกัน แต่ว่าคนส่วนใหญ่ก็ไม่ คิดว่าถ้าเราแก้ปัญหาให้เขา
ผู้สื่อข่าว : แล้วทางมาเลเซียมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาสนับสนุนไหม หรือเขาเป็น กลาง
สมศักดิ์ : คือความจริงลึกๆ แล้วรัฐบาลมาเลเซียจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย พวกนี้มีหลังพิงอยู่ คล้ายๆ ว่า มีบัตรประชาชน 2 ใบ ทุกคน คือเข้าไปฝั่งโน้น (มาเลเซีย) ก็ได้ แต่ไม่รู้จะหนุนหรือไม่หนุน แค่พวกนั้นก็ หนีไปทางนั้นก็รอดแล้ว รัฐบาลไทยก็ ก้าวไม่ถึง พวกนั้นมีบัตรไทย 1 ใบ บัตรมาเลเซีย 1 ใบ เป็นมานานเมื่อก่อน อาชญากรรมธรรมดา ตีกัน ฆ่ากัน แล้วก็หนีไป ก็อยู่อย่างนี้ สภาพแบบนี้ก็แก้ไม่ได้ เวลาจะส่งกลับมาก็บอกไม่รู้ใครอย่างไรอะไรกัน แล้วก็มานี่อยู่ไหนก็ไม่รู้ ยังหาไม่เจอ บุคคลที่คุณให้ผมหานี่ยังไม่เห็นว่าอยู่ไหน คิดว่าเขาก็ต้องรู้
ผู้สื่อข่าว : ย้อนกลับไปที่กรุงเทพฯ อีก สมมติว่า คุณอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี คุณอภิสิทธิ์ยังไม่เคยทำงาน อะไรที่มีผลงาน คือเป็นนักการเมืองไม่ได้ ยังหนุ่มจริง มีการศึกษาดี มาจากตระกูลดี มีอะไรดีพร้อมทุกอย่าง แต่เรายังไม่เคย เห็นผลงานของเขา คุณอภิสิทธิ์จะสามารถรับอันนี้ได้ไหม? ในสถานการณ์ตอนนี้มันน่ากลัวมาก
สมศักดิ์ : ผมคิดว่า ถ้านักบริหารรุ่นใหม่ เขาไม่ได้มองที่คน คนเดียว มันอยู่ที่ทีม ถ้าเขาสามารถที่จะประสานทีมได้ รู้สึกคุณอภิสิทธิ์เขาจะมีวิธีคิดแบบนี้อยู่ คือไม่ใช่ว่าฉันจะต้องดัง จะต้องเป็น ทีมเวิร์ค คือเขาจะแตกต่างจากบรรหาร อย่าง บรรหาร one man show อย่างทักษิณก็ one man show เคาะทีเดียวก็ไป แต่พวกนี้มันรุ่นๆ กันนะ เป็นธรรมชาติของคนรุ่นๆ กันรู้อยู่แล้ว่ามัน คือไม่ได้รับการยอมรับว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ ฉันก็ว่าคุณได้ ฉะนั้นการถักทอแบบนี้ถือว่าเป็นโอกาสเหมือนกัน ในการทำให้การเมืองแบบใหม่มันเกิดขึ้น การทำงานเป็นทีม ที่ไม่มองว่า นายกรัฐมนตรีเป็นพระเอกคนเดียว มันอาจจะ เกิดขึ้นได้ แล้วก็อาจจะเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาก็ได้ ทีนี้ผมก็ไม่คาดหวังอะไรมาก แต่ว่าเราก็อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ใครก็ได้ เพราะว่าเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่จะทำให้เศรษฐกิจสังคมไทยมันดีขึ้น ต้องมีใหม่ๆ เข้ามา แต่ว่าไม่ใช่การ เปลี่ยนแปลงแบบถอยหลัง เราดูรูปแบบแล้วก็คิดว่า คือตอนนี้สำคัญมันเป็นทางผ่าน คือวกกลับไปว่า ใครก็ได้ขึ้นมา
ผู้สื่อข่าว : พูดอย่างนี้หมายถึงว่าเศรษฐกิจเพียงพอนี้ใช้ไม่ได้
สมศักดิ์ : คือตอนนี้เรื่องที่ต้องแก้ก่อน ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น เรื่องการทุจริต เรื่องคดีที่สอบสวนทักษิณ ต้องถือเป็น เรื่องใหญ่ ต้องสอบสวนให้ผ่านก่อน แล้วไม่งั้นไม่สามารถไปบริหารอย่างอื่นได้ ถ้าตัวนี้ไม่ผ่าน ฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมต้อง ผ่านตัวนี้ ว่าผิดถูกอย่างไร แล้วถึงจะไปว่าเรื่องอื่นต่อ โดยกฎวิทยาศาสตร์ทางสังคม ความเป็นวิทยาศาสตร์ทางสังคม คือ ทางตรงนี้ไม่ได้ มันจะไปตรงนี้ก็ไม่ได้ คุณจะพัฒนาอะไร มันคาราคาซัง ยังไม่รู้จะออกไปไหนยังไง มันไปไม่เป็นเหมือนกับว่า เราจะเดินคุณต้องรักษาแผลที่เท้าให้หายก่อน ไม่อย่างนั้นก็เดินไม่ได้
ผู้สื่อข่าว : คือจะถูลู่ถูกังผ่านตรงนี้ไป เราไม่ยอมใช่ไหม?
สมศักดิ์ : มันไม่ได้ เหมือนกับของที่มันหายไป จะตอบคำถามยังไง ค.ต.ส. ไปอายัดไว้ตั้งเกือบสองแสนล้าน แล้วคุณ ไปแช่ไว้อย่างนี้ จะตอบคำถามได้อย่างไร เงินที่เขาขโมยไปยังไม่รู้ไปตามกลับมา แล้วจะไปหาเงินที่ไหนมา จะทำอะไร เศรษฐกิจโตขึ้นมา รัฐได้มาเป็นแสนๆ ล้าน นอกจากไปตรวจสอบตรงนี้
ผู้สื่อข่าว : ตรงนี้เป็นจุดที่น่าห่วงมากเลย ถ้าเผื่อ ทักษิณ กลับเข้ามาอยู่ในอำนาจอีก พูดตรง ถ้าทักษิณกลับมาได้ เขา สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ เขาทำทุกอย่างก็ได้ ทีนี้เราเตรียมรับมือยังไง
สมศักดิ์ : ก็ไง กระบวนการยุติธรรม คดีที่ผ่านมา คือเราไม่สามารถจะพูดไปได้ว่า อันไหนผิด อันไหนไม่ผิด แต่ว่าพวกเรา ก็มีข้อมูลที่สามารถจะวิเคราะห์ได้ ก็มีความรู้ทางด้านกฎหมายมาบ้าง อะไรอย่างนี้ อันนี้มันไม่น่ารอด แต่เราพูดไม่ได้เมื่ออยู่ ในศาล ฉะนั้นจึงอยากจะให้ขบวนนี้เร่งรัดไป จริงๆ แล้วถ้าเขาผิดจริง ถ้าทำกันอย่างตรงไป ตรงมามันก็ไม่รอด แล้ววันนี้คน ส่วนใหญ่เขาก็เชื่อว่า เขาผิด แล้วมันจะได้เป็นตัวอย่าง เป็นแบบอย่างกับประเทศ มันจะก้าวหน้าไประดับหนึ่งว่า หมายถึงว่า ใครตำแหน่งอะไรก็ตาม เป็นประเภทนี้ถ้าทุจริตก็ติดคุกได้ เหมือนคนธรรมดา มันเป็นความก้าวหน้า แบบประธานาธิบดีของ เกาหลีก็เคยติดคุก ของฟิลิปปินส์ก็เคยติดคุก มันเป็นการยกระดับ กระบวนการยุติธรรมขึ้นมา แล้วมันก็ส่งผลกระเทือนว่า พวกคุณจะเป็นนักการเมืองต่อไปไหม จะเป็นอย่างนี้นะ อันนี้ถือเป็นความก้าวหน้า คือคนเราต้องเรียนรู้จากความเจ็บปวด จากความจริง ไม่งั้นถ้ารอดไปได้ ต่อไปก็มาอีก ก็ไม่เห็นเป็นอะไร แล้วตกลงเราบอกว่าประเทศจะดี ฝีมือสำหรับผม ผมโอเค แต่ว่าการโกง การทุจริตชั่วร้ายกว่า ถ้าโง่หน่อย อย่าโกง อย่ากิน ยังจะดีกว่า ผมไม่เคยคิดว่ามีฝีมือ ฉลาด แล้วเก่ง แต่ถ้า โกงกิน ผมคิดว่า เพราะอะไรหม่อมเสนีย์ พูดมาตั้งแต่ปี 2518 ประเทศนี้ถ้าไม่กินกัน โกงกันสักปี 2 ปีนี่ ประชาชนจะเจริญ ประเทศจะเจริญ จนถึงวันนี้ ตั้งแต่ปี 2518 จนถึงวันนี้ ปี 2550-2551 30 กว่าปี มันก็ยังชั่วซ้ำซาก ประเทศไทยก็ยังถูลู่ถูกัง คือมันเป็นจุดเปลี่ยนผ่าน จุดพิสูจน์ ถ้าการพิสูจน์ครั้งนี้ ตรวจสอบอะไรไม่ได้ ประเทศก็ลำบากแล้ว ตอนนี้เหมือนกับเดิมพัน กันแล้ว ถ้าผ่านจุดนี้ได้ประเทศก็ยกระดับ ถ้าผ่านไม่ได้ก็เรียกว่า เป็นเวรเป็นกรรม ก็คงลำบาก แล้วก็ลำบากยาวนาน
ผู้สื่อข่าว : ก็ที่มาคราวนี้ มาดูการเลือกตั้งประธาธิบดีของอเมริกาด้วยใช่ไหม?
สมศักดิ์ : ใช่ แต่อันนั้นเป็นประเด็นรอง ประเด็นหลักคือมาคุยกับพี่น้องประชาชนที่นี่ ผมมีความรู้สึกว่า ผมก็เป็นหนี้ บุญคุณที่นี่ ตอนที่เราเคลื่อนไหว แล้วกระแสที่ส่งไปก็เสริมให้ ทางนี้เพิ่มขึ้นอะไรนี่ ผมทำงานด้านนี้ก็รู้ แล้วก็อยากจะมาให้ บทบาททางการเมืองที่นี่ได้มีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ประเด็นที่ 2 คืออยากไปดูว่าที่อเมริกาเขาเลือกกันอย่างไร นโยบายการเมืองเขาเป็นอย่างไร
ผู้สื่อข่าว : ไปดูที่ไหนมา?
สมศักดิ์ : ไปดูที่ รัฐ ไอโอว่า แล้วก็ไปดูหน่วยที่เขานับคะแนนกัน เขาทำดี ใครเชียร์ใคร ก็เชียร์ แล้วก็ไม่ทะเลาะกัน นับคะแนนกันได้เท่าไร แล้วคนที่มาลงเชียร์ก็เขียนด้วยว่า ถ้าคุณเป็นฉันจะให้คุณทำอะไร ก็เขียนเข้าไป แล้วกรรมการก็เอา พวกนี้ไปรวมๆ แล้วก็เสนอไปที่พรรค แล้วพรรคประธานาธิบดีก็เอา สิ่งที่คุณเสนอไปทั่วประเทศมาเป็นนโยบาย ซึ่งมันต่างกับ บ้านเรา เทวดาสั่งลงมาเลย หัวหน้าพรรคก็ประกาศเป็นข้อๆ ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง สมาชิกพรรคไม่เข้าใจ ไม่มีอะไร สมาชิกพรรค ก็ได้ไปซื้อของถูก แล้วก็พานำเที่ยวแล้วทุกคนก็สมัคร ผมเห็นทุกคนนั่งกัน กรรมการ 15 คนเขานั่งกัน เขาเลิกแล้วผมก็นั่ง ดูกับเขา แล้วถามว่าเขาได้เงินไหม เขาบอกว่าไม่ได้เงินสักบาท ทุกคนมานั่ง นายกเทศมนตรีถ้าเป็นบ้านเราคุยตายเลย นี่มา นั่งให้เขาลงทะเบียนเหมือนกับเด็ก ลงทะเบียนแล้วขีดเลือกใคร ถ้าเป็นบ้านเราเหรอ กว่าจะเข้าพบได้ลำบากยากเย็นแสนเข็ญ เด็กมานั่งนี่คือ เสมียน นี่เขามานั่ง ลงทะเบียนให้กับประชาชน
|