HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2551 01:07 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน


หน้าแรกสยามมีเดีย | ขอพูดด้วยคน
ขอพูดด้วยคน 50
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 14 ธันวาคม 2550

          ระยะนี้เป็นช่วงที่เหมาะกับการเดินทางไปพักผ่อนที่เมืองไทย เริ่มได้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ไปเรื่อย ซึ่งหากมี เวลามากพอควรออกเดินทางในราวปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงทีสายการบินยังไม่ขึ้นราคาค่าตั๋วด้วยเหตุผลว่า

          “High Season”

          ถึงอย่างไรก็ต้องขอบินด้วยสายการบินไทย ที่ใช้เวลาเดินทางสั้นกว่าสายการบินอื่นๆแถมเดี๋ยวนี้บริการไม่มีบิดเบือน งี่เง่าเหมือนก่อนนั้น

          เจ้าหน้าที่การบินไทยไม่ได้เลือกว่้าจะให้บริการที่ดีเฉพาะฝรั่งมังค่า  

          ไม่ได้เลือกว่า ถ้าเป็นคนไทยด้วยกัน ช่างแม่งมัง!! สาธุ!!!

          ขอแนะนำเรื่องการท่องเที่่ยวว่าถ้ามีโอกาสไปเมืองไทย อย่าลืมไปเที่ยวชายหาดเมืองจันทบุรี

          แม้นว่าชายหาดเมืองจันทบุรี จะอยู่ทางด้านทะเลฝั่งอ่าวไทย ที่มีชายหาดไม่สวยเท่าด้านทะเลฝั่งอันดามัน (กระบี่ สตูล ภูเก็ต ฯลฯ) แต่สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวน่าจะเป็น อาหารทะเลสด ที่พักดี มีให้เลือกมากมาย และที่สำคัญความเป็น เอกลักษณ์ของชาวบ้านที่ยังคงเหลือให้ดูอยู่ในช่วงนี้

          ความเป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านในแต่ละแถวที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะไม่เลือนหายไปหากว่า ไม่มีฝรั่งมังคา หรือ นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาทำให้ความเป็นคนไทย อยู่อย่างไทยๆต้องสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย

          อย่างไปนั่งกินข้าวผัดเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่หาดแหลมเสด็จราคาจานละเท่าไรไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญคือความ กระตือรือร้นที่แม่ค้าเขาอยากจะผัดขายให้เรากิน

          แถมคิดตังค์แล้วบอกว่าลดให้อีก ๖ บาทก็แล้วกันเพราะไม่มีเงินทอน !!!!

          เงินเพียง ๖ บาทอาจไม่มีความหมายแต่อย่างไรกับคนกรุงฯ แต่ความซึ้งใจที่ได้รับในวันนั้นมันติดตรึงใจคนกินอยู่จน ทุกวันนี้

          นี่คือเศรษฐกิจพอเพียง มีจิตใจโอบอ้อมอารี ไม่เอาแต่กำไรเป็นที่ตั้งเหมือนยุคที่ผ่านมา

          นี่เป็นสิ่งที่จะสูญหายไปอย่่างแน่นอนเมื่อการท่องเที่ยวเติบโตขึ้นโดยนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่จะนำเอาเงินเข้ามา ทุ่มลงในพื้นที่

          เงินนั้นมันเข้าใครออกใครเมื่อไรละ

          ไอ้ขนมเผือก ขนมมัน ทองหยอด ฝอยทอง ขนมชั้น ชิ้นละ ๕ บาทที่ยังมีขายในตลาดสดของชาวบ้านนะ มันจะหาย ไปพร้อมกับความเห็นแต่เงินเป็นที่ตั้ง

          ใครๆก็อยากจะรวยทั้งนั้นแหละ แต่รวยแล้วไม่พอเพียงมันมีความสุขดีอยู่หรือ ท่านทักษิณ!!

          เมืองไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำรายได้เข้าประเทศนำหน้าข้าวสาร แต่ผลเสียที่ตามมา มีมากเกินคนานับ

          ทุกแห่งหนที่ฝรั่งมังคามันเดินขวักไขว่ ควงกระหรี่หน้าตาดูไม่ได้ นุ่งกางเกงในเดินพุงกาง หัวล้านตามชายหาดพัทยา หรือ ป่าตอง หรือบางแสน เด็กเล็กเด็กน้อยได้แต่มองทำตาปริบๆ

          นี่ไม่ใช่สังคมแบบไทยๆแน่นอน

          ถึงเวลาแล้วที่เราต้องย้อนกลับมาคิดอีกครั้งว่า การพัฒนาประเทศให้เดินตามโลกาภิวัฒน์นี่นะ เราเดินกันไปถูกทาง แล้วหรือ

          เดินทางพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมมากว่า ๒๐ ปีแล้ว ถ้าจะให้คิดถึงในขณะนี้เชื่อได้ว่า “ใช้ไม่ ได้”

          ผลเสียที่ได้รับมากมีคณานับเพราะเดินตามศิวิไลเซชั่นของฝรั่งโดยไม่นำมาเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพความ เป็นอยู่ สังคมและขนมธรรมเนียมประเพณีไทย

            ความคิดที่จะเปลี่ยนเมืองไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมได้รับการคัดค้านจาก “เบื้องบน” มาเป็นเวลานานแล้วแต่ มนุษย์ที่เห็นแก่ได้ไม่ยอมฟังเสียงแถมคิดว่าเป็นความคิดที่ “เชย” ไม่ทันสมัย

          ในหลวงท่านมองเห็นมานานแล้ว ถึงได้พยายามบอกให้คนไทยเข้าใจถึงคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”

          ไม่เชื่อฟังแล้วเวลานี้เป็นอย่างไร ดูตัวอย่างที่ง่ายๆได้ทีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุุด จังหวัดระยอง ที่ชาวบ้านป่วย เป็นโรคมะเร็งกันเป็นแถวๆ เพราะอากาศ น้ำและพื้นที่ทำมาหากินทั้งทางบกและทะเลของเขากลายเป็น

          “ที่ทิ้งขยะทางการอุตสาหกรรม”

          ปล่อยลงมาทั้งน้ำเสีย ทั้งควันพิษที่เกิดจากอุตสาหกรรมต่างๆ

          เหมือนเดินตามก้นฝรั่งโดยไม่ศึกษาให้ละเอียดถึงผลเสียที่จะตามมา คิดแต่ตัวเลขถึงผลกำไรและรายได้ที่จะเข้า ประเทศ

          หารู้ไม่ว่า “นายทุน” เจ้าของโรงงาน มันเอาประชาชนที่อาศัยอยู่รอบๆโรงงานเป็น “ต้นทุน”ด้วยการลดค่าใช้จ่ายใน การล้าง “มลพิษ” เพื่อผลผลิตจะได้ขายง่ายขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำ่กว่า

          ของง่ายๆอย่างนี้เด็กอมตีนมันก็คิดออก แต่ “ผู้รับผิดชอบ”ในเมืองไทยมันถูก ม่านเงินบังตา

          เมืองไทยเป็นประเทศกสิกรรม มีพื้นทางการเกษตรมากเพียงพอที่จะปลูกข้าวเลี้ยงประชากรโลก พร้อมทั้งปลูกพืชไร่ ที่จะนำมาทำน้ำมันแก็ซโซฮอล ใช้เองไม่ต้องพึ่งพาแขก เพื่อนำเข้าน้ำมันเบ็นซิน

          ให้ดูตัวอย่างจากประเทศบราซิล ที่เขาปลูกอ้อยแล้วนำมากลั่นเป็นแก็สโซฮอลล์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อใช้กับรถยนต์ ทั้งประเทศ

          เมืองไทยตอนนี้เพิ่งใช้แก็สโซฮอลล์เพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ นำมาผสมกับน้ำมันเบ็นซิน

          ในหลวงบอกว่าต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นความคิดที่ “ก้าวหน้า” ไปไกลเป็นแนวทางให้กับการพลังงานของ ประเทศในอนาตค

          น้ำมันที่ขุดจากใต้ดินนับวันมีแต่จะหมดไป แต่พื้นที่ปลูกพืชไร่เพื่อการเกษตร ยังคงมีอยู่ ตราบเท่าที่ประเทศไทยยังมี ความเป็นเอกราชอันหนึ่งเดียวกันที่จะทำเกษตรกรรมต่อไป

          ในช่วงนี้เป็นระยะการหาเสียงของนักการเมืองในประเทศไทย ฟังดูตามรายการ Talk Showผู้สมัครแต่ละท่านก็รับว่า จะแก้ปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปด้วยดี

          ตอนหาเสียงผู้สมัครแต่ละท่านในแต่ละพื้นที่ ต่างหยิบยกเอาปัญหาต่างๆที่ชาวบ้านกำลังประสบอยู่หรือปัญหาที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตมา “หาเสียง”

          ทุกๆท่านที่หาเสียงต่างทราบดีถึง “ปัญหา” ที่จะเกิดขึ้นหรือกำลังเกิดขึ้น แต่จะแก้ไขได้หรือไม่เมื่อได้รับเลือกแล้ว นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านอย่างเราๆท่านๆต้องพิจารณาให้ถ่องแท้

          เลือกนักการเมืองที่ดีเข้าไปมากๆ อาจจะมีสิทธิช่วยให้การเมือง ประเทศไทยดีขึ้นบ้าง ขึ้นอยู่กับประชาชนต้องให้ ความสนใจการเมืองตามหน้าที่พลเมืองที่ดีให้เพียงพอ โดยเฉพาะประชาชนระดับที่มีการศึกษา ส่วนรากหญ้านั้นเห็นที่ว่าจะ ต้อง “รอเวลา” เพราะเป็นบัวใต้น้ำที่ต้องใช้เวลาให้ผุดขึ้นมาตามลำดับของสติปัญญา

          เห็นบ้านเมืองในกรุงเทพฯเวลานี้มีแต่ สติเกอร์ติดเต็มไปหมดโดยเฉพาะกลุ่มแท็กซี่ว่าหนุน  “พลังประชาชน”

          เข้าใจว่าที่เป็นได้อย่างนี้เพราะ จมูกบานเก่งในเรื่องการทำการตลาดเพราะใช้นามสกุล ณ ชินวัตร

          ก็ต้องลงท้ายว่า “จะเลือกใครก็ตามขอให้ถือคติว่า ไม่ใช่ใครก็โกงกิน แต่ใ้ห้ถือคติว่า ใครก็โกงไม่ได้ เพราะมันผิด กฎหมาย”

          ถ้าใครที่โกงกินก็ต้องเอาตัวมาพิจารณาความผิดตามกระบวนศาล

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats