|
ทักษิณจะกลับหลังเลือกตั้ง?
"ภาคประชาชน" เขาสามัคคีกันเมื่อ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงพระประชวร ทำให้ประชาชนกลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากยิ่งขึ้น
เหลืออยู่แต่ "คนภาคการเมือง" นี่แหละ เมื่อไหร่จะสร้างบรรยากาศสบายใจให้กับบ้านเมืองอันเป็นส่วนรวมเสียทีก็ไม่รู้?
บรรดาพรรคการเมืองก็ไม่เท่าไหร่ เพราะเล่นเละอยู่ในลานดินเลนตามเทศกาล แต่ สนช.บางคนที่มาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัตินี่ซี ท่าน "ร้อนวิชาการเมือง" เหมือนไม่เข้าใจว่า "หุ่นไล่กา" กับ สนช.เฉพาะกิจมันครือกัน!
ทำไป-ทำมา ด้วยความหวังดีแต่ประสงค์ร้าย เจาะลิ่มทิ่มกันไปมา แมลงวันฉวยโอกาสวางไข่ จากแผลไกลหัวใจ กลายเป็น "อุบัติเหตุ" นอกคาดหมาย
อดเลือกตั้งกันจนได้แหละน่า!? แต่ตอนนี้..ขณะนี้พระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ มีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว เหลือขั้นตอน กกต.ประกาศวันรับสมัคร ส.ส.ทั้งระบบเขต และระบบสัดส่วนเท่านั้น
ต้นเดือนพฤศจิกา.นั่นแหละ นับจากวันรับสมัครถึงวันเลือกตั้ง เป็นเวลาให้แต่ละคน-แต่ละพรรคหาเสียงกันได้ ก็แค่เดือนกว่าๆ ซึ่งว่าไปแล้วเหมือนเลือกตั้งจุลกฐิน
หลายคนยังกลัวฝังใจ และเจ้าความรู้สึก "ฝังใจ" นี่แหละทำให้เกิดความกลัวที่ไม่มีเหตุผล คือกลัวว่า "เลือกตั้งแล้วทักษิณจะกลับมา"! ทำให้เกิดปัญหาที่จะต้องถามเองตอบเองว่า
"ทักษิณใช่คนไทยมั้ย?" คำตอบคือ"ใช่"แต่ "อ้าว..ในเมื่อใช่ แล้วทำไมเขาจะกลับไม่ได้ล่ะ?"
"ไม่รู้ซี แต่กลัวจะกลับมาชักใยทำให้บ้านเมืองวุ่นวายอีก"
"ชักใยแบบไหน-ยังไง?" "แบบว่าพรรคพลังประชาชนที่เป็นนอมินีได้เสียงข้างมาก ทักษิณก็ต้องกลับมาใหญ่อยู่เบื้องหลังพรรคพลังประชาชนที่เป็นรัฐบาลใช่มั้ยล่ะ?"
"ทักษิณเป็นคนไทย ฉะนั้น ย่อมกลับเมืองไทยได้ แต่จะกลับมาใหญ่ชนิดมี อิทธิพล-บารมี ครอบงำชักใย ส.ส.พลังประชาชนให้ทำโน่น-ทำนี่นอกลู่นอกทางนั้น เห็นจะไม่ได้ และข้อสำคัญ อย่าลืมว่า ทักษิณกับภริยาตอนนี้อยู่ในฐานะ "จำเลย" หลายคดี กลับมาเมื่อไหร่ ต้องไปเรือนจำก่อนกลับไปบ้านอยู่ดี"
เกิดแย้งในอีกความคิดว่า "ไม่มั้ง พลังประชาชนชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาล แล้วรัฐบาลพลังประชาชนที่ประกาศตัวเป็นนอมินีทักษิณจะกล้าจับหรือ ลองอำนาจเปลี่ยน มันก็เปลี่ยนอำนาจได้ทุกอำนาจแหละ"
เอ๊ะ..เดี๋ยวนี้ชาวบ้านชักจะรู้มาก-รู้ทันการเมือง และระบบข้าราชการภายใต้อาณัตินักการเมืองมากขึ้นทุกทีแฮะ!
ก็ต้องบอกว่าเรื่อง "ทักษิณกลับมาครองเมือง" มันจบไปแล้ว และจะไม่มีอย่างนั้นเกิดขึ้นแน่ ไม่ว่าปีนี้ ปีหน้า หรือปีไหนๆ ทั้งสิ้น
พูดเอง หรือหมอดูพูด? คำถามแย้งกันในความคิด
ก็ตอบได้ว่าพูดเองด้วยความเข้าใจดีต่อสังคมไทย และชีวิตจิตทัศนะของคนไทยในภาพรวม
ไม่มีใครเป็น "วีรบุรุษฝังใจ" ตลอดกาลของคนไทยได้หรอก
รากชีวิตคนไทยมาจาก พุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ สิ่งนี้ทำให้เป็นคนมีสติ-มีปัญญา รู้จักแยกแยะ ไม่เชื่อลองสำรวจใจตัวเองก็ได้ แล้วตอบซิว่า
"จริงๆ แล้ว ที่บอกว่ารักทักษิณนั้นน่ะ รักสิ่งที่ทักษิณให้ หรือรักในตัวทักษิณ?"
ทักษิณเข้าการเมืองแค่ ๕ ปี ก็บอกว่ารักฝังใจ แล้วก่อนหน้านี้ ทักษิณก็อยู่ในประเทศไทย เห็นหน้ากันมาตั้ง ๔๐-๕๐ ปี ทำไมไม่มีใครไปรักทักษิณซักคนล่ะ?
ก็เพราะ ๔๐-๕๐ ปีนั้น ทักษิณไม่ได้จ่ายอะไรให้สังคมเลย นอกจากค้าขายเอาจากสังคม ครั้นมาเป็นนายกฯ ๕ ปี ก็ไม่ได้ควักเงินตัวเองมาแจกจ่ายอีกนั่นแหละ แต่ฉลาด ควักเอาเงินหลวงบ้าง เงินหวยบนดินที่ไม่ส่งคลังบ้าง ไปแจกจ่ายเพื่อการเมืองเพื่อตัวเอง ชาวบ้านจึงยึด "การให้" นั้นเป็นตัวทักษิณ และทึกทักเอาทั้งตัวคนให้และเงินที่ให้เรียกเป็น "ระบอบทักษิณ" โดยมีตัวคนชื่อ "ทักษิณ" เป็น "รูปธรรม" ให้ยึด-ให้จับต้อง
สรุป..รักเงิน-รักของ แต่ยึดคน "ชื่อทักษิณ" เป็นที่ใจยึด!
สิ่งที่ทักษิณทำ ๕ ปีไม่ได้เลวทั้งหมดหรอก ทำดีๆ ไว้ก็มากมาย เสียอยู่แต่ว่า ที่ดีๆ นั้น เผลอไม่ได้..เผลอคณะเป็นต้อง "ลอกทอง" จากองค์พระติดไม้-ติดมือไปทุกที
เข้าทำนอง เบิกเงินซื้ออาหารแพงอ้างถวายพระ-ถวายเจ้าเหมือนกัน แต่ที่แท้ ลูกศิษย์ฉะพุงกาง! ชื่อทักษิณกลายเป็น "รูปธรรม" ให้สังคมส่วนหนึ่งยึดถือผ่านพฤติกรรมอันเป็น "นามธรรม" คือ การเอาเงินหลวงมารดน้ำรากหญ้าด้วยนโยบายประชานิยม
แต่สังเกตให้ดี จะเห็นว่ารดผ่าน "หัวคะแนน" และผ่านเครือข่ายบริวารผู้สนับสนุนไทยรักไทย และวงศ์วานว่านเครือทักษิณเป็นหลัก!
ก็อย่างที่ทักษิณประกาศนั่นแหละว่า จังหวัดไหนที่เป็นพวกก็ดูแลก่อน ที่ไม่ใช่พวกเอาไว้ทีหลัง!!
ทีนี้ สมมุติว่า ต่อไปเรามีนายกฯ ชื่อหรดี จะใช้นโยบายอันเป็น "นามธรรม" อะไรก็ช่าง แต่แก่นของนโยบายคือ การจัดสรรปันส่วน และแจกจ่ายผลประโยชน์รายได้ กระทั่งเงินทองไปสู่รากหญ้าเหมือนเดิม
นายกฯ หรดี จะเป็น "ขวัญใจรากหญ้า" แทนนายกฯ ทักษิณคนเก่าทันที!
นี่..มันเป็นอย่างนี้ เพียงแต่ว่าขณะนี้ สังคมการเมืองยังไม่มี "นายกฯ หรดี" ปรากฏเป็นรูปร่างให้ชาวบ้านจับต้องประคองยึดแทน "นายกฯ ทักษิณ" เท่านั้น
ฉะนั้น การเมืองข้างหน้า ถ้าใครมาทำอย่างที่ทักษิณทำ คนนั้นก็จะเป็นผู้ "เตะทักษิณออกไป" จาก ๔ ห้องหัวใจชาวรากหญ้า
แล้วเข้าไปนั่งแทน..เชื่อเถอะ! "รัฐบาลใหม่ ต่อให้นายกฯ ชื่อสมัครด้วย ไม่มีทางที่เป็นร่างทรงให้ทักษิณ และบริหารประเทศเพื่อทักษิณจนเลยเถิด-เลยแคม" เพราะว่า ถึงตอนนั้น ผู้เป็นนายกฯ ก็ดี ผู้เป็นรัฐมนตรีก็ดี ผู้เป็น ส.ส.พลังประชาชนก็ดี ต่างหมดความจำเป็นที่ต้องใช้ "นั่งร้าน" หรือ "ใบเบิกทาง" เพื่อเข้าสภาแล้ว
รู้จัก "ท่านผู้ทรงเกียรติ" กันน้อยไป เวลานี้บอกไม่ถูกว่า "ใครหลอกใช้ใคร" กันแน่ ระหว่างทักษิณกับว่าที่ ส.ส.พลังประชาชนที่ประกาศเป็นนอมินีทักษิณ?
คนที่ด่าสมัครว่า "ปากไว" ที่ไปประกาศเป็น "นอมินีทักษิณ" ให้เสียรังวัดน่ะ คิดผิดคิดใหม่ได้!
เทคนิคหาเสียงของสมัครนี่นับว่าไวกว่าแสง สมัครดีดยี่ต๊อกแวบเดียวรู้ว่า เฉพาะอีสาน-เหนือ ๒ ภาครวมกัน ส.ส.ฟันเข้าไป ๒๐๐ กว่า แค่นี้ก็การเป็น "แกนจัดตั้งรัฐบาล" อยู่ห่างกันแค่ตูดมาก้น "เหนือ-อีสาน" ใครครองใจล่ะ ถ้าไม่ใช่ทักษิณ?
ฉะนั้นแค่สมัครฉวยโอกาสพูดคำเดียว "นอมินีทักษิณ" สื่อทั้งหลายก็ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้แฟนานุแฟนทักษิณทั่วประเทศรู้หมด และรู้ตลอด เพราะสื่อเก็บเป็นเรื่องมาตอดต่อเนื่องเป็นระยะๆ นี่ละ "อัจฉริยะสมัคร" จอมเก๋าที่ไม่ยอมแพ้ใคร นอกจากเก๊า!
ส.ส.พลังประชาชนทั้งหลายก็เช่นกัน เหนือ-อีสาน หาเสียง "โหนทักษิณ" หากินไปตามน้ำสบายๆ ครั้นพอได้เข้าสภาแล้ว เป็นรัฐบาลกันแล้ว คอยดูซี..ทุกคนจะเปลี่ยนลีลาพูดด้วยโทนเสียงใหม่ทำนองว่า
"ประเทศชาติต้องมาก่อน..ผมต้องทำตามมติ ครม..ผมเป็นตัวแทนประชาชน ผมต้องฟังเสียงประชาชน"
ใช่..ทุกคนต้องบริหารอำนาจ บริหารตำแหน่ง-ฐานะ และบริหาร "ผลประโยชน์" ตัวเองก่อนทั้งนั้น! แล้วตอนนั้น ทักษิณกลับมาจะเจอคำว่า "ก็ต้องว่ากันไปตามกติกากฎหมายบ้านเมือง"!
ครับ..อย่างนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีมาก่อน หากแต่เป็น "พฤติกรรมปกติ" ของสังคมอำนาจทั่วไป ทั้งในวงราชการ และวงการเมือง อย่าลืมเชียวว่า
"มนุษย์ทุกคนต่างหลอกใช้ซึ่งกันและกันไปสู่จุดหมาย" ทุกคนรู้ แต่ยอมรับกันได้ ยกเว้นคนที่จะเอาจากเขามากกว่าที่เราจะให้เขาเท่านั้น! อย่าลืมนะครับว่า "พลังประชาชน" นั้นไม่ได้โดดเดี่ยวในสนามการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้ง เพราะยังมีที่แตกตัวออกไปในลายสี-ลายเสื้อแต่ร่วมเส้นทาง
ทั้งประชาราช มัชฌิมาธิปไตย รวมใจไทยชาติพัฒนา และเพื่อแผ่นดิน
ประชาธิปัตย์ตะหากที่ "โดดเดี่ยว" อยู่ในบ้านร้าง นอกจากชาติไทย และมหาชน แล้ว นอกนั้นมีแต่ "ศัตรูแท้-มิตรเทียม"
เห็นอย่างนี้แล้วก็หนักใจแทนท่านรองนายกฯ ผู้มีชาติกำเนิดมาจาก "หัวหน้าปฏิวัติ" "พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน" ก็คงต้องใช้แผน "บันได ๒ ขั้น" คือทำแท้งรอบนี้ไม่ได้ ก็ต้องใช้แผน ๒ ประคองเลือกตั้ง ๒๓ ธันวา.ให้ผ่าน แล้วไปเลือกใหญ่ "นัดล้างตา" อีกครั้งปลายปี ๒๕๕๑ หรือต้นปี ๕๒ นัยว่า "นายกฯ ถาวร" จะถือกำเนิดยุคนั้น.
(ปล.ลอกเขามาให้อ่านเพราะมันส์ดี-บก.) |