|
สถานที่ท่องเที่ยวในลำดับต่อไป ที่พวกเราจะไปชมกันคือพระราชวังอัคราฟอร์ท (Agrafort) ตอนแรกที่อ่านจากคู่มือท่องเที่ยวบอกว่าจะแวะไปชมอัคราฟอร์ท ผู้เขียนก็ฉงนใจอยู่นิดๆ ว่าพระราชวังอินเดียทำไมชื่อออก
สำเนียงอังกฤษ รึว่าอินเดียเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อนกระมัง มาถึงบางอ้อ เมื่อไปเห็นหน้าตาของพระราชวังแห่งนี้
คำว่าฟอร์ทที่ต่อท้ายเป็นคำอังกฤษจริงๆ หมายถึงค่ายทหาร เพราะเหตุที่ว่าพระราชวังตั้งอยู่ภายในรั้วที่หน้าตาเหมือนค่ายทหารโบราณที่เราคุ้นตาในภาพยนตร์ย้อนยุคสมัยโบราณ คนจึงเรียกพระราชวังของเมืองอัครานี้ว่า อัคราฟอร์ท
ในอดีตพระราชวังนี้เคยใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์หลายพระองค์ในราชวงศ์โมกุลตัวพระราชวังเริ่มสร้างโดย
กษัตริย์อัคบาร์ แต่ผู้ที่สร้างเพิ่มเติมสิ่งต่างๆ ที่สำคัญคือกษัตริย์ชาห์ จาฮาน ผู้สร้างทัชมาฮาลนั่นเอง
ภายในอัคราฟอร์ทมีทั้งมัสยิด ตัวปราสาทซึ่งชาห์ จาฮาน ถูกกักบริเวณมีระเบียงซึ่งสามารถมองเห็นทัชมาฮาล
ได้จากระยะไกล
เรามีเวลาน้อยมากในการชมอัคราฟอร์ท เพราะต้องรีบทำเวลาเดินทางไปสนามบินอินทิรา คานธี ในกรุงนิวเดลลี
ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองอัครา 203 กิโลเมตร แต่เนื่องจากการจราจรในกรุงนิวเดลลีหนาแน่นพอๆ กับในกรุงเทพ ทำเอาคณะเรา
เกือบตกเครื่องบิน แถมไม่ได้กินอาหารเย็น ต้องเอาอาหารกล่องไปกินที่สนามบิน ฉุกละหุกกันจริงๆ
การไปแสวงบุญสังเวชนียสถานบวกกับการชมสิ่งมหัสจรรย์ของโลกในอินเดียครั้งนี้ เป็นการเดินทางที่มีคุณค่า
ในด้านจิตใจ ทำให้ชีวิตได้เห็นมุมมองอะไร ตามความเป็นจริงที่สุดในทุกๆ ด้าน
ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับคำกล่าวที่ว่า ไปอินเดียเพื่อไปเห็นอินเดียอย่างที่อินเดียเป็น ไม่ใช่ไปเห็นอินเดียอย่างที่เราอยากให้อินเดียเป็น
ผู้คนส่วนใหญ่ของอินเดียนั้นกินเมื่อหิว ดื่มเมื่อกระหาย รุ่งอรุณตื่นมา สนธยาเข้านอน ในแง่วัตถุเขาอาจดูยากไร้ ถ้าเอาไปเทียบกับประเทศโลกตะวันตก หรือแม้กับประเทศระดับกลางๆ เช่น ประเทศไทย แต่ในแง่จิตวิญญาณชาวอินเดีย
ยึดมั่นในขนมธรรมเนียมประเพณี มีความผูกพันระหว่างครอบครัวอย่างเหนียวแน่น
นายราชาไกด์อินเดียเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า การเลือกคู่ของชาวอินเดียพ่อแม่ฝ่ายชายมีส่วนสำคัญ เพราะถ้าเจ้าสาวได้รับการยอมรับจากครอบครัวฝ่ายชาย ชีวิตหลังแต่งงานในครอบครัวฝ่ายชายก็ย่อมมีสันติภาพราบรื่น ผู้ชาย
มีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัว ผู้หญิงมีหน้าที่ปรนนิบัตสามีและเลี้ยงลูก
ผู้เขียนถามนายราชาว่า ผู้ชายอินเดียมีภรรยาน้อยหรือมีกิ๊ก ดังที่เป็นปัญหาครอบครัวเหมือนในเมืองไทยหรือไม่ นายราชาตอบว่าปัญหานี้ในอินเดียมีน้อยมาก เพราะผู้ชายส่วนใหญ่เมื่อมีครอบครัว กลับจากที่ทำงานก็เข้าบ้านอยู่กับครอบครัว ไม่ชวนกันไปเที่ยวเตร่เป็นกลุ่มหลังเลิกงาน รวมทั้งผู้ชายเห็นใจว่าผู้หญิงอุทิศชีวิตให้กับครอบครัวแล้ว ผู้ชายจึงให้ความรักและ
ทำตัวเป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง อยู่กันจนแก่เฒ่า อินเดียจึงมีอัตราการหย่าร้างค่อนข้างต่ำ
มหาบุญมีเล่าว่า พวกคณะทัวร์แสวงบุญจากเมืองไทย เวลาไปเห็นพวกขอทานยากจนในอินเดียแล้วสงสาร คิดแทนพวกเขาว่าชีวิตเขาคงมีแต่ความทุกข์ขมขื่น แท้ที่จริงแล้วพวกเขาไม่เดือดร้อนเป็นทุกข์ไม่ดิ้นรนไขว่คว้าหาความสุขทาง
กายจนพลอยให้ลำบากใจ เหมือนพวกเราหรอก
อินเดียเวลานี้เพิ่งจะตื่นจากการหลับใหลมานานปีไล่หลังประเทศจีนสมัยผู้เขียนไปประเทศจีนในปี 1993 ตามสถานที่ท่องเที่ยวห่างไกลความเจริญยังมีขอทานทั้งเด็กและคนแก่เต็มไปหมด แต่ระยะหลังนี้พอเศรษฐกิจจีนก้าวกระโดด
ไกล ขอทานในประเทศจีนค่อยๆสูญพันธุ์ไป
แต่ในอินเดีย ขอทานเป็นกลุ่มคนที่แทรกตัวข้ามชนชั้นทางสังคมไม่ได้จึงไม่ค่อยมีโอกาสขยับฐานะ นายราชาเล่าว่าขอทานพวกนี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดพอสมควร สามารถที่จะไปฝึกฝนให้มีอาชีพเลี้ยงตัวได้ ดูได้จากการที่เขา
มาเดินตามนักท่องเที่ยว จนสามารถสวดมนต์ตามอย่างแถมบางคนพูดภาษาไทยได้ด้วย
แต่เนื่องจากการได้เงินมาเลี้ยงชีพจากการขอทาน เป็นงานสบายไม่เหนื่อยยาก พวกเขาจึงไม่อยากไปทำอาชีพ
อื่น นายราชาฝากบอกนักท่องเที่ยวว่าอย่าให้เงินขอทาน ถ้าสงสารอดใจไม่ไหว ควรจะให้เป็นสิ่งของ เช่น ของกิน เสื้อผ้าเด็ก หรือสมุดและอุปกรณ์การเรียนสำหรับเด็ก
ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความท่องแดนพุทธสถาน "อินเดีย-เนปาล" ของดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี พระธรรมทูต
วัดไทยกรุงวอชิงตันดี.ซี ที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยแอล.เอ ท่านเขียนได้สาระน่าอ่านมีรายละเอียดทั้งทางสถานที่ ประวัติ
ศาสตร์พุทธประวัติ พร้อมหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ผู้เขียนจึงใคร่ขออนุญาตนำบทความของท่านมาเผยแพร่ต่อ และขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่านว่าควรจะไปเยือนพุทธสังเวชนียสถานเพื่อเตือนใจให้เกิดความไม่ประมาทในการเร่ง
ขวนขวายเพื่อประกอบกุศลกรรม เพื่อเพิ่มพูนปสาทะกระทำสักการะบูชาอันจะทำให้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ จงขวนขวายโอกาส
อันดีงามนี้เสีย ตั้งแต่ท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง หาไม่แล้วท่านจะนึกเสียดายภายหลัง
พระพุทธองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับพุทธสังเวชนียสถานไว้ว่า "ถ้ากุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาระลึกถึงพระพุทธองค์
ต้องการเห็นพระพุทธองค์ แต่เนื่องจากการปรินิพพานของพุทธองค์ ณ เมืองกุสินารา บัดนี้แล้ว" ถ้ากุลบุตร กุลธิดามีศรัทธา
แก่กล้าอยากจะมาดู มาสักการะบูชาภาวนาเพื่อเป็นปฏิการะต่อพระพุทธองค์ทีทรงแนะนำสั่งสอนพุทธธรรมแก่พุทธบริษัท
จนเราได้มีโอกาสเรียนรู้ถึง
พระคุณของพระองค์
ดังนั้นเพื่อบูชาพระพุทธคุณทั้ง 3 ของพระองค์ เราท่านสามารถเดินทางมาอินเดียเพื่อทำการบูชาสักการะด้วย
ตัวเองต่อพุทธสถานทั้ง 4 ตำบล คือ
1.ชาติสถานคือ ลุมพินีวันสถานที่ที่พระพุทธองค์ประสูติ
2.อภิสัมพุทธสถาน คือ ควงไม่โพธิ์พุทธคยา สถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
3.ธัมมจักกัปปวัตตนสถาน คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสี สถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดง
ปฐมเทศนา
4.ปรินิพพานสถาน คือ สาลวโนทยาน เมือง กุสินารา สถานที่ที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน
สมดังคำที่ตรัสแก่พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐากว่า "อานนท์ ชนเหล่าใดเที่ยวไปตามเจดีย์ พุทธสถานทั้ง 4
ตำบลเหล่านี้แล้ว มีจิตเลื่อมใสจักได้บังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อทำกาลแล้วชนเหล่านั้น จักเข้าถึงสุขคติโลกสวรรค์ ภายหลังการตายเพราะการแตกดับแห่งกาย"
ดังนั้นพวกเราพุทธศาสนิกชนจะเป็นพุทธบริษัทใดก็ตาม จะเป็นพระภิกษุ จะเป็นอุบาสกอุบาสิกา ก็ตาม จงอย่าปล่อยโอกาสที่เรามีชีวิตอันสะดวกสบายให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าพุทธศาสนิกชนเหล่าใดมีโอกาสก็อย่าพลาด
และละโอกาสอันดีนี้เสีย การบริโภคปัจจัย 4 เราจักอยู่ในกลุ่ม กาวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าวให้ชีวิตสุขสบายสะดวกสบาย แต่เฉพาะในภพนี้ในชาตินี้เท่านั้น แต่เราได้ให้อะไรแก่จิตใจของเราอันเป็น "ผัสสาหาร" โดยการนำเอาอายตนะภายนอกคือ
ร่างกาย ตา หู จมูก ของเรามาสัมผัสแดนพุทธองค์ด้วยตัวของเราเอง เพื่อเป็นอาหารบำรุงใจให้เข้มแข็ง
อาหารอันปราณีตคือ มโนสัญเจตนาหาร ได้แก่ความจงใจ ความตั้งใจ บันดาลใจที่จะให้เกิด เจตนาที่จะได้มาก
ล่าวคำบูชาด้วยตัวเอง จะได้เกิดความคิดที่เกิดจากการได้มานมัสการ ได้มาบูชา ได้มาเห็นด้วยตาของเราเอง จะได้เป็นบุญนิธ
ิที่จะชักนำมาซึ่งภาพใหม่ ซึ่งทุกรูปทุกนาม ทุกชีวิตจะต้องประสบแน่นอน ตามกฎของธรรมชาติโดยไม่มีข้อยกเว้น
และที่สำคัญคือ วิญญาณที่จะเป็นตัวกำหนดรู้นามรูปต่อไปตัววิญญาณจะต้องได้รับอาหารเพื่อจะได้นำเอามาเป็น
"วิญญาณาหาร" เพื่อเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปในภพภูมิใหม่อันเป็นสุคติโลกสวรรค์ ็จักบังเกิดจากการที่เราได้มาบูชาในสถานที่
ที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระพุทธองค์
ฉะนั้น สังเวชนียสถาน 4 จึงเป็นเครื่องเตือนใจชาวพุทธว่าท่ามกลางคติธรรมดาแห่งชีวิตที่เราเกิดมาจนกระทั่งตายไป เราควรจะ
ได้ทำกิจ 2 อย่างนี้ให้สำเร็จ กล่าวคือสำหรับชีวิตของตัวเอง เราก็ควรจะเข้าถึงสิ่งที่ดีงาม ประเสริฐ พัฒนาตัวเราให้สมบูรณ์ที่สุด
พร้อมกันนั้น เราก็ควรมีอะไรให้แก่โลกด้วย โดยบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น และแก่สังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน
 |
 |
|
|
|