|
โบราณสถานพระเชตวันมหาวิหารในครั้งสมัยพุทธกาล สร้างจากทรัพย์มหาศาล ซึ่งอนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี ซื้อที่ดินจากเจ้าเชตมาสร้างพระอารามหลวงที่ยิ่งใหญ่ถวายพระพุทธเจ้า ที่นี่เป็นที่ซึ่งพระพุทธองค์ประทับจำพรรษานานถึง 19 พรรษา เป็นศูนย์กลางเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุด
พอย่างเท้าเข้าสู่บริเวณเขตวัดเชตวันมหาวิหาร ก็รู้สึกว่าร่มรื่น เย็นสบาย สถานที่กว้างขวาง พวกเราได้ไป นมัสการพระคันธกุฎีฤดูร้อน ฤดูหนาว ธรรมศาลาธรรมสภา ซึ่งเคยใช้เป็นที่ประชุมของพระสงฆ์ กุฏิพระอรหันต์หลายองค์ เช่น พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระสีวลี พระอานนท์ พระราหุล พระองคุลีมาล พระกัสสปะและอารามฝ่ายพระภิกษุที่เคยจำพรรษา ในครั้งพุทธกาล
โบราณสถานที่กล่าวถึงทั้งหมดข้างต้น เหลือแต่เพียงซากอิฐที่เข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายให้รับรู้เท่านั้นว่า สถานที่เหล่านี้เคยมีมาแต่ในอดีต เพราะกุฏิเหล่านี้เมื่อกาลเวลาผ่านไปยาวนานถึง 2,500 กว่าปีก็เสื่อมสลายไปหมด
แต่มีของสองสิ่งที่คงอยู่มาตั้งแต่สมัยพุทธกาลยืนยงมาจนถึงปัจจุบันคือต้นโพธิ์ หรือที่เรียกกันว่า อานันทโพธิ ตามประวัติกล่าวว่าพระอานนท์เป็นผู้ดำริให้มีการเอาหน่อโพธิ์จากต้นโพธิ์ดั้งเดิมต้นแรกที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรัสรู้ ณ พุทธคยามาปลูกไว้ที่วัดเชตวันฯ นี้ โดยมีพระโมคคัลลานะนำเมล็ดจากพุทธคยามาทางอากาศคือเหาะมา พระพุทธองค์เสด็จมา เจริญภาวนาตลอดคืนหลังจากปลูกแล้ว และต้นโพธิ์นี้ก็มีอายุยืนยาวสืบเนื่องตลอดนับแต่นั้นมา
ของอีกสิ่งที่อยู่คู่กับวัดเชตวันฯ มาจนปัจจุบันคือ สระน้ำบาดาลไม่ไกลจากพระคันธกุฎี จนถึงปัจจุบันยังมีน้ำให้ ตักขึ้นมาใช้ได้ พวกเราได้มีโอกาสดื่ม และเอาติดตัวกลับบ้าน เพื่อเป็นสิริมงคล
ท่านมหาบุญมีพาพวกเราไปนั่งสวดมนต์ หลายบทที่บริเวณใต้ต้นโพธิ์พระอานนท์ รวมทั้งบทคาถาพระชินบัญชร ซึ่งท่านทั้งหลายที่นิยมสวดมนต์บทนี้คงพอเข้าใจว่าเป็นคาถาที่สรรเสริญพุทธานุภาพ และมีการอัญเชิญพระอรหันต์สาวก สำคัญหลายองค์มาเป็นเกราะแก้วช่วยคุ้มครองผู้สวดมนต์ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเหมาะสมกับการมานมัสการวัดเชตวันฯ เพราะ พระอรหันต์ทุกองค์ที่อัญเชิญมาในคาถาชินบัญชร ต่างเคยมีกุฏิพำนักที่นี่ทุกองค์
หลังจากสวดมนต์ทำวัตรเช้า เดินทักษิณาวัตรรอบต้นโพธิ์ และตามด้วยการนั่งสมาธิ พอออกจากสมาธิผู้เขียนมี ความรู้สึกว่าได้ยินเสียงสวดมนต์ดังก้องอยู่ในหูตลอดเวลา หันไปมองรอบๆ ตัวก็ไม่เห็นมีใครสวดมนต์ แถม เมื่อตอนที่ไปกราบ ที่คันธกุฎีของพระพุทธเจ้า พออธิษฐานเสร็จเงยหน้าขึ้นมาก็รู้สึกมีลมพัดวูบมา ทั้งสองอย่างนี้เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ผู้เขียนโดยอธิบายไม่ได้ ถามท่านมหาบุญมีว่าเทวดามีจริงหรือไม่ ท่านตอบว่ามีจริง เพราะในสมัยพุทธกาล พวกเทวดามา ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเนืองๆ
ผู้เขียนเรียนท่านว่าได้ยินแว่วเสียงสวดมนต์ตลอดเวลา ท่านว่าเป็นนิมิตที่ดี เทวดาท่านอาจรับรู้ ผู้เขียนคิดเอา เองว่าในอดีตหลายชาติที่แล้วตัวเองคงเคยมาสถานที่แห่งนี้ จึงมีความรู้สึกแปลกๆ เกิดขึ้นที่นี่ และเป็นเพียงที่เดียวจาก สังเวชนียสถานทุกแห่งที่ได้ไปนมัสการ
ในบริเวณใกล้ๆ กับวัดเชตวัน ยังมีสถานที่ซึ่งเคยเป็นคฤหาสน์ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี คิดดูแล้วกันว่าขนาดสมัย สองพันกว่าปีที่แล้ว บ้านท่านใหญ่โตโอฬารมาก นอกจากนั้นเราไปชมสถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหารย์เพื่อปราบ พวกเดียรถีย์ เป็นเนินเขาเตี้ยๆ รวมทั้งบริเวณที่ธรณีสูบพระเทวทัตและนางจิญจมาณวิกา ซึ่งเราเห็นเป็นเพียงรอยยุบใน ท้องนา ต้องใช้จิตนาการส่วนบุคคลในการชมด้วย
รอบๆ บริเวณวัดเชตวันมหาวิหารมีวัดพุทธนานาชาติตั้งรายล้อมอยู่หลายวัด วัดที่ซึ่งพวกเราได้ขึ้นไปบนระเบียง ชั้นที่สองเพื่อมองลงมายังบริเวณที่ธรณีสูบพระเทวทัต เป็นวัดศรีลังกา
ส่วนวัดไทยประจำเมืองสาวัตถีนั้น เมื่อในอดีต เคยมีชาวไทยมาสร้างวัดไว้ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว ท่านเจ้าคุณ พระสุเมธาธิบดี ครั้งเมื่อดำรงหน้าที่เป็นอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ผู้เคยเป็นหัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศ อินเดีย มีความตรึงใจสนิทชิดใกล้กับพระเชตวันแห่งนี้ เคยมีปรารถนาอย่างแรงกล้า ขอให้ช่วยสร้างวัดไทยขึ้นในบริเวณ สาวัตถี เพื่อจะได้มีวัดไทยตามพุทธสถานสำคัญครบทุกแห่ง และนอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์อื่นๆ
1. เพื่อให้ชาวพุทธไทยร่วมใจสร้างวัดถวายเป็นพระราชกุศล ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เจริญพระชนมายุ 80 พรรษา
2. ขยายงานเผยแผ่และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในพุทธภูมิ ด้วยความดำริของคณะสงฆ์ไทย พระธรรมทูตสาย ประเทศอินเดีย ร่วมกับพระธรรมทูตสายต่างประเทศเป็นแกนนำ
3. เพื่อเป็นที่พักปฏิบัติธรรม และดูแลคุ้มครองผู้มาแสวงบุญ ตามพุทธสถาน
4. เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นสื่อกลางสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับอินเดีย
5. เพื่อเป็นวัดของชาวไทยในนครสาวัตถี และเพิ่มจำนวนวัดตามพุทธสถานให้ครบสมบูรณ์ตามนโยบายของพระ ธรรมทูตสายประเทศอินเดีย
วัดไทยเชตวันมหาวิหาร ตั้งอยู่ในบริเวณชุมชนสาราวัสถิ เขตปกครองของตำบลสาวัตถี อำเภอบารามปูร์ จังหวัดบาหไรส์ รัฐอุตตรประเทศ ใกล้กับสถูปยมกปาฏิหาริย์ ไม่ห่างจากพระเชตวันวิหารกับบ้านท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และบ้านของบิดาองคุลีมาล
ผู้อ่านที่สนใจร่วมทำบุญสืบต่ออายุพระศาสนา ติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ วัดไทยเขตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี รัฐอุตรประเทศ อินเดีย โทรศัพท์ (91)9415-270696, (91)9415-261662 website: www.watthaichetavan.org E-mail: ctv.india@gmail.com หรือจะร่วมทำบุญโดยโอนเงินเข้าบัญชีวัดมหาธาตุ เพื่อสร้างวัดไทยเชตวันมหาวิหาร-อินเดีย ธนาคารนครหลวงไทย สาขาท่าพระจันทร์ บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 015-2-24738-6
เราออกเดินทางจากเมืองสาวัตถีตอนบ่าย เพื่อเดินทางไปยังเมืองลัคเนาว์อดีตเมืองหลวงอีกแห่งหนึ่งของ ประเทศอินเดีย ยิ่งใกล้ตัวเมืองเข้าไปยิ่งเห็นตึกรามบ้านช่องทันสมัย ทั้งที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จหมาดๆ และที่กำลังก่อสร้างอยู่มี ป้ายชื่อบริษัทอเมริกันที่คุ้นตาหลายบริษัทอยู่
ได้ความจากนายราชาไกด์ท้องถิ่น ว่าเมืองลัคเนาว์เวลานี้เจริญเติบโตมากมีบริษัทอเมริกันต่างๆ ไปเปิดสาขา โดยทำพวกเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และสื่อสาร รวมถึงพวกบริการลูกค้า ที่เราเคยได้ยินกันว่า เอาท์ ซอรสซิ่ง เช่นเวลาเราโทรไปที่แผนกบริการลูกค้าของธุรกิจอเมริกัน ปรากฎว่าคนที่รับสายเป็นคนอินเดียตอบคำถามมาจากประเทศ อินเดียโน่น เพราะค่าแรงประเทศอินเดีย ถูกกว่าที่อเมริกามาก คนทำงานออฟฟิซพูดภาษาอังกฤษ (สำเนียงอินเดีย) คล่อง ทุกคน เงินเดือนราว 1 หมื่นรูปี คิดเป็นเงินอเมริกันแล้วประมาณ 250 เหรียญต่อเดือนเท่านั้น
เมืองลัคเนาว์ผู้คนพลุกพล่านแต่ยังไม่เท่ากับเมืองพาราณสี เรามีเวลาเหลือก่อนจะขึ้นรถไฟไปเมืองอัครา จึงขอ ให้ไกด์พาไปช้อปปิ้งที่มอลล์เล็กๆ ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ มีร้านขายเสื้อผ้า เครื่องกีฬา ตลาดซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ และมีร้าน แม็คโดนัลด์อยู่ชั้นล่างด้วย ขายดีพอสมควร ราคาอาหารดูตามเมนูแล้วราคาพอกับเมืองไทย แต่สิ่งของประเภทเสื้อผ้าราคา ไม่ถูกกว่าเมือง พวกเราจึงซื้อแต่ของกิน
รถไฟโดยสารที่พวกเราจะขึ้นตอน 3 ทุ่มครึ่ง เสียเวลาไปจนถึงตี 1 ระหว่างนั้นก็มีการบอกให้ย้ายข้าวของไป ชานชาลาโน่นนี่ ผลสุดท้ายกลับมาชานชาลาเดิม เล่นเอาพวกเราทั้งเหนื่อยทั้งง่วง แถมมีวัวตัวใหญ่มาเดินเพ่นพ่านบน ชานชาลา ก็ไม่เห็นมีใครมาไล่ สุดท้ายเหนื่อยจัดพวกเราเลยงัดเสื่อที่พับได้ มาปูนอนทำตัวเหมือนชาวบ้านที่สถานีรถไฟ เสียเลย
|