HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:44 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องเที่ยว
ทัวร์แสวงบุญอินเดีย สังเวชนียสถาน 4 : กุสินารา-ลุมพินี (2)
โดย สยามมีเดีย นิวส์

24 สิงหาคม 2550

                ในอดีตครั้งก่อนพุทธกาล คือเมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว ดินแดนชมพูทวีปคงไม่ได้แบ่งเป็นประเทศต่างๆเช่น อินเดีย ปากีสถาน เนปาล ฯลฯ อย่างทุกวันนี้ แต่ละบริเวณคงเป็นอาณาเขตของเจ้าผู้ครองนคร ขนาดเล็ก-ใหญ่แต่เดชานุภาพ ของเจ้าเมืองนั้นๆ

                ลุมพินี เป็นสถานที่ประสูติ แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งดำรงพระยศ เป็นสิทธัตถะกุมาร ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขต อ. ไพราว่า ประเทศเนปาล ห่างจากชายแดนอินเดีย-เนปาล ประมาณ 23 กิโลเมตร อยู่ติดเขตชายแดน ประเทศอินเดีย ทางเหนือ เมือง โครักปูร์ มีเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ สังเวชนียสถานแห่งนี้ ภาษาราชการของเนปาล เรียกว่า ลุมมินเด แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า ลุมพินี อันเป็นชื่อเก่า คนพื้นเมืองก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับคนอินเดีย แต่ผิวขาวกว่า

                โรงแรมที่พักของคณะเรา ร่มรื่นสวยงามดี มีฝรั่งมาพักมากกว่าเมืองอื่นๆ ที่ผ่านมา คงเป็นเพราะว่าฝรั่งบางกลุ่ม ชอบการปีนเขา และเนปาลเป็นที่ตั้งของเทือกเขาหิมาลัย ที่มียอดเอเวอร์เรสต์สูงที่สุดในโลก

                สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าแปลกไปกว่าที่พบเห็นในอินเดียคือ คนทำงาน โรงแรมที่นี่มีผู้หญิงปะปนในจำนวนพอๆ กับผู้ชาย โดยพนักงานหญิงจะทำงานในห้องอาหารและเป็นพนักงานทำความสะอาด ส่วนพวกผู้ชายมักจะอยู่ฝ่ายต้อนรับและ ยกกระเป๋า ผิดกับประเทศอินเดียที่พนักงานโรงแรมทั้งหมดไม่มีผู้หญิงเลย

                โรงแรมที่พักอยู่ไม่ไกลจากลุมพินี แต่ก็ไม่ใกล้ขนาดเดินไปได้ รถพาเราไปส่งบริเวณที่จอดรถ จากนั้นจะเดินไป อีกประมาณร้อยเมตรหรือจะนั่งสามล้อก็ได้ ก่อนถึงทางเข้าตัววิหารมหามายา ร้านขายของที่ระลึกมาตั้งดักหน้าไว้ก่อนแล้ว พวกเราเป็นกรุ๊ปเล็กและมีความตั้งใจจะมานมัสการแดนประสูติกันจริงๆ จึงไม่มีใครแตกแถว

                วิหารมหามายาเทวีในปัจจุบันเป็นวิหารที่ผ่านการบูรณะโดยพุทธศาสนิกชนชาวญี่ปุ่น หลังจากได้รับความ เสียหายจากแผ่นดินไหว ภายในตัววิหารมีทางเดินปูด้วยไม้ให้เดินเข้าไปชมภาพหินสลักแสดงถึงการประสูติ โดยพระนางสิริ มหามายา กำลังโน้มกิ่งสาละด้วยพระหัตถ์ขวา และภาพเจ้าชายสิทธัตถะ ประทับยืนทางซ้าย เราได้ทำทักษิณาวัตรในวิหาร พร้อมกับสวดมนต์แล้วจึงออกมาชมสถานที่อื่นๆ ภายนอก     

                ภายนอกวิหารมีเสาอโศกเป็นที่ระลึกถึงพระเจ้าอโศกมหาราช ว่าพระองค์เคยเสด็จมาที่บริเวณนี้ พร้อมทั้งรับสั่ง ให้สร้างเสาและจารึกข้อความไว้ ว่า "พระศรีศักยมุนีประสูติ ณ สถานที่แห่งนี้" พวกเราได้สวดมนต์ภาวนา และเดิน ทักษิณาวัตร เพื่อเป็นการบูชาถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงประสูติมาเป็นศาสดาเอกของโลก และค้นพบสัจจธรรมนำ พระธรรมมาสั่งสอนให้พวกเราได้ปฏิบัติสืบกันมาเป็นเวลาถึง 2,550 ปีแล้ว

                นอกจากเสาอโศกแล้ว บริเวณใกล้กันยังมีสระสรงของพระนางสิริมหามายาเทวีพระพุทธมารดา

                ขากลับพวกเราได้เดินไปดูของที่ระลึก ซึ่งในสายตาผู้เขียนไม่น่าซื้อเลย มีแต่ของซ้ำกัน ที่ฮิตที่สุดเห็นจะได้แก่ หินทิเบต ซึ่งมีมากมายหลายขนาด มีลวดลายสารพัดตั้งแต่ลายตาเดียว (วงกลมเล็กๆ เดียว) จนถึงหลายตา หลากสี

                เราย้อนมากลับมารับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม ซึ่งทุกเมืองที่เราไป ถ้าเป็นเมืองเล็ก สภาพเศรษฐกิจ ยากจน จะหาร้านอาหารที่ได้มาตรฐานคงจะยาก คณะทัวร์แทบทุกคณะจึงต้องฝากท้องไว้กับห้องอาหารของโรงแรม บาง ครั้งถ้าต้องเดินทางไกล เราก็ต้องเราอาหารกล่องจากโรงแรมไปด้วย เพราะน่าจะปลอดภัย และสะอาดกว่าแวะกินกลางทาง

                คนอินเดียและเนปาล ส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ซึ่งไม่รับประทานเนื้อสัตว์แต่ไม่ปฏิเสธนมวัว และพวกเนย มหาบุญมีให้สังเกตุคนอินเดียว่ากินนม-เนยมาก ทำให้โครงร่างกระดูกแข็งแรงหัวก็โต สมองใหญ่ ทำให้คนอินเดียโดยทั่วไป เฉลียวฉลาด ผู้เขียนรู้สึกคล้อยตามเพราะเวลาขึ้นไปเยี่ยมลูกชายสมัยเรียนที่ UC Berkeley ถนนหน้ามหาวิทยาลัยเต็มไปด้วย ร้านขายส่าหรีและร้านอาหารอินเดีย เพราะนักเรียนอินเดียเก่งคำนวณ เลยพากันมาเรียนต่อที่ UC Berkeley ซึ่งมีชื่อเสียงใน วิชาวิศวกรรมศาสตร์

                เราแวะไปเยี่ยมวัดไทยลุมพินี ก่อนออกเดินทางย้อนเข้าประเทศอินเดีย เพื่อไปยังเมืองสาวัตถี ซึ่งมีระยะทาง เพียง 206 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 6-7 ชั่วโมง

                ช่วงการเดินทางไปยังเมืองสาวัตถีนี้ผู้เขียนมีโอกาสได้ใช้ห้องน้ำแบบอินเดียจริงๆ คือ ต้องไปนั่งทุ่งปล่อยทุกข์ เบา โดยมีน้องที่ไปด้วย ช่วยกันเอาเสื่อมาล้อมตัวผู้เขียนไว้กลางทุ่งนา เราผลัดกันล้อมเสื่อให้แต่ละคน ก่อนกลับมาขึ้นรถ เดินทางต่อด้วยความสบายกายและใจกว่าจะถึงที่พักในเมืองสาวัตถี ก็ค่ำมืดเต็มทีแล้วรุ่งขึ้นเช้าจะออกไปลุยต่อ

                นครสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย ในครั้งพุทธกาล สมัยเมื่อพระพุทธองค์ยังมีพระชนม์ชีพได้เคย ประทับและประกาศพระศาสนาในแคว้นโกศลนานถึง 25 พรรษา ด้วยมีมหาราชาปเสนทิโกศล ผู้เป็นมหาอุบาสก เถลิงถวัลย์ ราชสมบัติแห่งนครสาวัตถี อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้มากด้วยศรัทธาได้สละทรัพย์มหาศาล ได้นำแผ่นทองเป็นจำนวน 54 โกฏิ ไปเป็นค่าที่ดินของเจ้าเชต เพื่อสร้างพระอารามเชตวันมหาวิหารถวายพระบรมศาสดา นับเป็นพระอารามหลวงที่สมบูรณ์และ ยิ่งใหญ่ ด้วยมีมหาสาวก มหาสาวิกา เหล่าอริยบุคคลอุบาสก อุบาสิกา สนองพุทธกิจ เผยแผพุทธธรรมให้ไพศาล โดยเฉพาะ วิสาขมหาอุบาสิกา สตรีผู้สูงส่งด้วยเบญจกัลยาณี ถวายศาสนูปถัมภ์อย่างมั่นคง ในความสำคัญแห่งนี้ ในครั้งพุทธกาลพระผู้มี พระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตร ทรงบัญญัติพระวินัยและประกาศพระอภิธรรม ผลปรากฏให้เห็นความเป็นปึกแผ่นของพระพุทธ-ศาสนาจึงเริ่มต้นจากที่นี่

                พระเชตวันมหาวิหาร พระอารามหลวงที่พระพุทธองค์ทรงประทับยาวนานกว่าที่ใดๆ ถึง 19 พรรษา นับว่านาน ที่สุดในพระชนม์ชีพของพระองค์ เป็นหนึ่งในอัฏฐมหาสถาน ผู้ใฝ่รู้ปฏิบัติในธรรมจะไม่ละเว้น เพราะความเป็นสัปปายะ อาณา บริเวณสงบร่มรื่น ได้ชื่นชมกุฏิพระมหาสาวก อริยาสาวิกา มูลคันธกุฎีสามฤดู ได้สาธยายพระสูตร ฟังธรรม เจริญจิตภาวนา เกิดศรัทธาปีติสุข

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats