HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2551 01:00 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน


หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องเที่ยว
ทัวร์แสวงบุญอินเดีย สังเวชนียสถาน 4 : กุสินารา-ลุมพินี
โดย สยามมีเดีย นิวส์

17 สิงหาคม 2550

                เช้าวันนี้เป็นวันที่ 16 เมษายน 2550 เท่ากับเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย ห้องโถงของโรงแรมนิกโก้ โลตัส ที่พัก มีพระพุทธรูปองค์ขนาดกลางตั้งอยู่พวกเราเลยพร้อมใจนิมนต์ท่านมหาบุญมีและคุณลุง-ป้า มานั่งให้พวกเราทำพิธีรดน้ำ-ขอพร เป็นการเริ่มปีใหม่ไทยด้วยการทำสิ่งที่เป็นมงคล

                พวกเราจะไปนมัสการสังเวชนียสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ณ สาลว-โนทยาน ซึ่งเดิมทีเป็นอุทยานของมัลลกษัตริย์มีสถูปและวิหารปรินิพพาน ประดิษฐานอยู่เป็นที่หมาย

                องค์ปรินิพพานสถูป มีลักษณะเป็นทรงบาตรคว่ำสูงใหญ่มีฉัตร 3 ชั้น ถัดมาเป็นปรินิพพานวิหาร

                ภายในปรินิพพานวิหารมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ (นอนตะแคงขวา) ขนาดใหญ่เป็นเครื่องระลึกถึงการเสด็จ ดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ที่องค์พระพุทธรูปมีพุทธศาสนิกชน (ที่ผู้เขียนเดาว่าน่าจะเป็นคนไทย) เอาผ้าสีทอง สวยงามห่มองค์พระพุทธรูป พร้อมทั้งปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์

                ภายในวิหารมีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 20 คน นุ่งขาวทั้งชุด กำลังนั่งสวดมนต์กันอยู่ คณะของเราเข้าไป กราบนมัสการพระพุทธรูป และเริ่มต้นสวดมนต์ เรียกว่า ต่างคนต่างสวด ก็ไม่มีใครสนใจใคร แปลกดี จากนั้นเดินทักษิณาวัตร และนั่งสมาธิ

                ที่ปรินิพพานวิหารแห่งนี้ ผู้แสวงบุญหลายคนเข้าไปกราบพระพุทธรูปแล้ว เกิดปิติจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว บางคนเล่าว่าพอก้มลงกราบน้ำตาก็ร่วงพรู ผู้เขียนถามว่าในขณะที่น้ำตาไหลนั้น มีความรู้สึกอย่างไร พี่เขาตอบว่ามีความรู้สึก อาลัยพระพุทธเจ้า ไม่อยากให้พระองค์เสด็จดับขันธ์ พร้อมทั้งพยายามจะกลั้นน้ำตาแต่กลั้นไม่อยู่เอาจริงๆ

                หลวงพ่อพระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทะ) ท่านเคยพูดว่า  "เทศน์ที่อื่น...ร้อยกัณฑ์ไม่เป็นอะไร ถ้าไป เทศน์ใต้ต้นโพธิ์ ยิ่งไปเทศน์ที่กุสินาราแล้วน้ำตาไหลทุกที เทศน์แล้วน้ำตาโยมก็ไหลด้วย ผู้เทศน์ก็น้ำตานองหน้า โยมผู้ฟัง ก็เช็ดหน้ากันเป็นแถวไปเลย ไม่ตั้งใจจะร้องไห้อะไรหรอก คนโตแล้วจะร้องไห้อย่างไร แต่ว่าพอพูดๆ ไปแล้วน้ำตาไหล ออกมาเอง เป็นอยูที่พุทธคยาและกุสินาราสองแห่งนี้เท่านั้น แห่งอื่นไม่เป็นไร ที่ปฐมเทศนาก็พูดคล่องไม่มีอะไร แต่ที่นิพพาน กับที่ตรัสรู้ไม่ได้ พูดแล้วน้ำตาจะออกทุกที เรียกว่า เกิดสังเวชสลดใจ"

                ในสมัยพุทธกาล กุสินาราเป็นเมืองการค้าที่สำคัญบนฝั่งแม่น้ำหิรัญญวดี มีความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ยิ่ง ตั้งอยู่ ตรงกลางระหว่างเมืองสาวัตถี เมือง ราชคฤห์ และเมืองพาราณสี พระพุทธองค์เสด็จมากุสินาราหลายครั้ง และชาวเมืองก็มี ความจงรักภักดีในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับตั้งกฎเกณฑ์ปรับไหมราษฎรผู้ไม่รับเสด็จและไม่อาราธนาเข้าสู่เมือง ข้อความนี้ปรากฎในพระวินัย

                กุสินาราตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในแคว้นอุตตรประเทศของอินเดีย และอยู่ห่างจากเมืองโครักขปุร์ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคมโดยมีสถานีรถไฟใหญ่เชื่อมโยงการเดินทางสู่เมืองอื่นๆ ในแถบตะวันออกของประเทศราว 55 กิโลเมตร     ด้วยเหตุที่นครกุสินาราเป็นสังเวชนียสถานที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกเป็นที่ปรินิพพานด้วยพระองค์เอง จึงมีวัดพุทธนานาชาติกระจายตัวอยู่โดยรอบ รวมถึงวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์อันงดงาม

                พระเจ้าอโศกมหาราชเคยเสด็จมายังสถานที่ปรินิพพาน ณ เมืองกุสินาราแห่งนี้ และได้บริจาคพระราชทรัพย์ หนึ่งแสนรูปี ทรงให้ก่อสร้างพระสถูปขนาดใหญ่ขึ้น ณ ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานภายใต้ต้นสาละทั้งคู่ เมื่อวันเพ็ญ วิสาขบูชา โดยสร้างคร่อมแท่นปรินิพพานพร้อมด้วยต้นสาละนั่นเอง มีลักษณะทรงบาตรคว่ำ สูงราว 70 ฟุต บนยอดมีฉัตร 3 ชั้น

                สถูปปรินิพพานเก่าแก่โบราณนี้มีการบูรณะกันหลายสมัย ด้วยศรัทธาที่มาก จึงทำให้สถูปนี้สูงใหญ่ขึ้น และกาล เมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมทรุดลง ก็เป็นเหตุให้ทรุดโทรมตามลำดับ ผู้มาแสวงบุญทั้งหลายจะพากันตั้งใจมาประทักษิณ เวียนรอบ หรือนั่งเจริญภาวนาเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชานับว่าเป็นการยังความไม่ประมาทให้เกิดขึ้นได้

                ในบริเวณใกล้ๆ กัน ยังมีมกุฏพันธนเจดีย์ ในพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อได้ทำการสักการะบูชาพระบรมศพครบ 7 วัน มัลลกษัตริย์ก็เตรียมการอัญเชิญพระพุทธสรีระไปถวายพระเพลิง ตอนแรกคิดจะชลอพระพุทธสรีระไปทางทิศใต้ แล้วถวาย พระเพลิงนอกเมือง แต่เมื่อมัลลปาโมกข์เข้าไปจะยกพระพุทธสรีระก็เกิดอัศจรรย์ยกไม่ขึ้น พระอนุรุทธะจึงชี้แจงว่า ความ ประสงค์ของมัลลกษัตริย์ไม่ตรงกับความประสงค์ของเทพยดาซึ่งประสงค์จะให้นำขบวนพระพุทธสรีระไปทางทิศเหนือ ตรงไป ยังมกุฏพันธนเจดีย์ แล้วถวายพระเพลิงที่นั่น มัลลกษัตริย์จึงทำตามความประสงค์นั้น

                แต่เมื่ออัญเชิญพระพุทธสรีระขึ้นสู่เชิงตะกอนไม้แก่นจันทน์สูงถึง 120 ศอก แล้วจุดเพลิง ก็เกิดอัศจรรย์อีก คือไฟ ไม่ติด ทำอย่างไรก็ไม่ติด เหตุเพราะเทพยดาเจ้ายังคอยพระมหากัสสปะสาวกผู้ใหญ่ซึ่งยังเดินทางมาไม่ถึง ต่อเมื่อพระมหา-กัสสปะเดินทางมาถึงยังมกุฏพันธนเจดีย์ แล้วกระทำประทักษิณาวัตรพระพุทธสรีระ 3 รอบ แล้วเข้าไปกราบพระบาท ทันทีนั้น ไฟก็ลุกขึ้นที่เชิงตะกอนด้วยอานุภาพแห่งเทพยดาเหล่านั้น

                วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสาลวโนทยาน ที่เสด็จดับขันธปรินิพพานกับมกุฏพันธเจดีย์ที่ ถวายพระเพลิงพุทธสรีระในเขตจังหวัดกุสินาคาร์ รัฐอุตตรประเทศ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 14 ไร่เศษ

                พุทธบริษัทชาวไทยร่วมใจกันสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2537 เพื่อน้อมเป็นพุทธบูชาและเฉลิมพระเกียรติการครอง สิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเฉลิสพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในดินแดนพุทธภูมิ

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อวัดว่า วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พระราชทานนาม พระพุทธรูป องค์พระประธานในพระอุโบสถว่าพระพุทธสยัมภูญาน พร้อมด้วยพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ภาพทรงผนวช ฉัตร 3 ชั้น ภาพพระมหาชนกภาพพระราชกรณียกิจ ตราสัญญลักษณ์ครองราช 50 ปี ตราสัญญลักษณ์สมโภชนพระชนมายุ 6 รอบ 72 พรรษาและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. เพื่อประดิษฐานไว้ที่หน้าบันพระอุโบสถ

                ที่วัดมีโครงการสร้างสถานรักษาพยาบาลกุสินาราคลินิก เพื่อตรวจรักษาคนยาก คนจน และผู้ด้อยโอกาส ชาวอินเดีย โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ และไม่คิดค่ารักษาพยาบาล เป็นการเผยแผ่เมตตาธรรมตามคำสอนของพระพุทธองค์

                กุสินาราคลินิกดำเนินการด้วยทุนทรัพย์และการอุปถัมภ์จากพุทธบริษัทชาวไทยเป็นหลัก ประกอบกับการร่วม แรงร่วมใจของแพทย์ พยาบาล และเภสัชกรผู้เสียสละเป็นสำคัญ

                อีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อชุมชนก็คือ การให้ความอุปถัมภ์แก่โรงเรียนท้องถิ่น 15 โรงเรียน ด้วยการบริจาคอุปกรณ์ การเรียนต่างๆ สนับสนุนการจัดกิจกรรมโรงเรียน อาทิ การจัดประกวดวาดภาพ การจัดการสัมมนาเกี่ยวกับพุทธศาสนาสำหรับ นักเรียน เป็นต้น

                ท่านที่มีจิตกุศลต้องการช่วยเหลือและสนับสนุนกิจกรรมสงเคราะห์ชุมชน สามารถทำได้โดยร่วมบริจาคทุนทรัพย์ ยารักษาโรค เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ

                หลวงพี่ที่วัดเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านรอบๆวัดชอบมาขอยาหม่อง เอาไปทาแก้ปวดเมื่อย จากการทำไร่ ทำนา โดยเฉพาะยาหม่องตราลิงถือลูกท้อ เป็นที่นิยมมาก เนื่องจากพวกเขา นับถือหนุมานเป็นเทพองค์หนึ่ง พวกเรามีจิตศรัทธา รวบรวมเงินกันบริจาคช่วยสร้างกุสินาราคลินิก  ผู้ที่สนใจร่วมทำบุญกับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา แคว้นอุตตร ประเทศ ประเทศอินเดีย ติดต่อได้ที่  โทร. 001-91-5564-271189 อีเมล์ office@watthaikusinara.org หรือ เข้าชม เว็บไซค์ได้ที่ www.watthaikusinara.org

                จากกุสินาราเราเดินทางเพื่อข้ามชายแดนไปยังประเทศเนปาล บริเวณชายแดนรถรา หนาแน่นมาก รถบรรทุก หิน จากเนปาลข้ามมายังอินเดีย ส่วนรถสินค้าจากอินเดียรอข้ามไปยังเนปาล ใช้เวลาอยู่เกือบ 2 ชั่วโมง กว่าจะผ่านขบวนการ เข้าเมืองเนปาล ถึงโรงแรมก็มืดค่ำแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปนมัสการลุมพินี

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats