HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:13 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องเที่ยว
ทัวร์แสวงบุญอินเดีย สังเวชนียสถาน 4 : พาราณสี-กุสินารา
โดย สยามมีเดีย นิวส์

10 สิงหาคม 2550

           ต้องขออภัยสำหรับบทความเมื่ออาทิตย์ก่อน ที่เขียนเล่าวว่าสามล้อเมืองพาราณสีมีที่นั่งผู้โดยสารอยู่ข้างหน้า ที่จริง ที่นั่งอยู่ด้านหลังคนขับเหมือนสามล้อเมืองไทย ผิดกันตรงที่สามล้ออินเดียที่นั่งยกสูงและไม่มีหลังคา

                เช้าวันใหม่ในเมืองพาราณสี เราออกจากโรงแรมแต่เช้ามืด เพื่อไปดูพิธีอาบน้ำชำระบาปของชาวฮินดู รวมทั้ง การบูชาพระอาทิตย์ริมฝั่งแม่น้ำคงคาที่ทำกันเป็นประเพณีสืบต่อกันมายาวนานกว่า 3,000 ปีแล้ว

                รถไปส่งเราที่ใกล้ๆ กับทางเดินลงท่าน้ำ ตลอดทางเดิน เห็นคนนอนกับพื้นกันระเกะระกะ มีร้านขายของลักษณะ ลักษณะๆ กับสำเพ็งตลอดทางเดิน หน้าร้านขายของมีถังเปล่าพลาสติคหลายขนาดวางเต็มไปหมด นึกในใจว่าเขาขาย มากมายขนาดนี้เอาไปใส่อะไรกันหนอ มาถึงบางอ้อเมื่อเห็นคนที่อาบน้ำในแม่น้ำคงคาเดินกลับขึ้นมาพร้อมกับหิ้วถังพลาสติก ใส่น้ำคงคาเอากลับไปใช้ต่อที่บ้านด้วย

                เราไปลงเรือล่องแม่น้ำช่วงระยะทางสั้นๆ พอเรือออกห่างฝั่ง มองกลับมาทางริมฝั่ง เห็นชาวฮินดูทั้งหญิงชาย ทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กๆ อายุไม่กี่เดือนจนถึงรุ่นแก่เฒ่า ต่างพากันมาอาบน้ำบริเวณท่าน้ำที่มีบันไดเป็นขั้นๆ พวกผู้ชายเปลือย ท่อนบน มีผ้าพันกายข้างล่าง พวกผู้หญิงอาบทั้งส่าหรี บางคนสระผมฟอกสบู่ด้วย พออาบน้ำเสร็จก็ขึ้นบันไดไปผลัดผ้า แล้วลงมายืนซักผ้าต่อ

                ระหว่างที่เราล่องเรือ มีเรือขายของที่ระลึกพวกเครื่องทองเหลืองและลูกปัด รวมทั้งขายดอกไม้มาประกบอยู่ ข้างๆ เอ่ยชวนเชิญให้ซื้อของเป็นภาษาไทยเสียด้วย คุณลุงในคณะเราซื้อดอกไม้ที่วางขายเป็นกระทง มาทำพิธีขอขมาและ ขอพรพระแม่คงคา เพราะไหนๆ ก็ได้มาถึงถิ่นต้นตำหรับแล้ว

                เรือพาเรามาใกล้ถึงบริเวณที่ทางการจัดให้เป็นที่เผาศพ มองไปเห็นมีกองไฟอยู่หลายกอง บางกองไฟมอดไป หมดแล้ว คนงานกำลังกวาดเศษกระดูกและเถ้าถ่านไถพรวดลงแม่น้ำไปหมด

                ศพที่นำมาเผาที่ริมแม่น้ำคงคา ไม่มีการใส่โลง ศพเพียงมีผ้าพันไว้เท่านั้น ส่วนดอกไม้บูชาที่เอามาทำพิธีก่อนเผา พอเสร็จพิธีก็รวบรวมใส่ถุงพลาสติคผูกให้แน่น แล้วโยนให้ลอยเท้งเต้งบริเวณรอบๆ เต็มไปหมด คิดว่าธรรมเนียมดอกไม้ใส่ถุง พลาสติคคงมีมาไม่นานนี้เอง สมัยก่อนคงโปรยดอกไม้ลงน้ำเฉยๆ ไม่ต้องใส่ถุง นี่ถ้าทำแบบนี้ไปอีกหลายๆ ปี แม่น้ำคงทับถม ไปด้วยถุงพลาสติคที่ย่อยสลายไม่ได้ เกิดมลพิษแน่นอนเลย

                เรือเราไปจอดใกล้ๆ ที่บริเวณเผาศพ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่อาบน้ำชำระบาป เขาห้ามไม่ให้ถ่ายรูป มีคน ผู้ชายที่พูดภาษาอังกฤษได้ มายืนอธิบายประเพณีการเผาศพให้ฟัง พร้อมกับขอรับบริจาคเงินด้วย

                เจ้าหน้าที่อธิบายว่าเงินที่บริจาคนั้น จะนำไปช่วยเหลือเป็นเงินค่าอาหารและค่าเผาศพให้ผู้ยากไร้ ที่เดินทางมา เตรียมตัวพบกับความตายโดยมาพักที่โรงแรมบริเวณใกล้ๆ กับที่เผาศพ พอเสียชีวิตแล้วศพจะได้รับการเผาเพื่อเดินทางไปพบ กับพระเจ้าถ้าทำความดี หรือไปเกิดใหม่ตามแต่บุญกรรมที่ทำไว้

                พิธีการจัดการศพ นอกจากการเผาแล้ว ก็มีการถ่วงน้ำกลางแม่น้ำคงคาด้วยเช่นกัน โดยศพที่จะทำการถ่วงน้ำ ได้แก่เด็ก, ผู้ที่บริสุทธิ์ (ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์) ผู้ที่ถูกงูกัดตาย และคนกลุ่มสุดท้ายที่ผู้เขียนฟังแล้วฉงนใจมากที่สุด คือผู้ที่เป็น โรคเรื้อน (Leprosy)

                ผู้เขียนถามเจ้าหน้าที่ว่า ศพคนเป็นโรคเรื้อนแล้วเอาไปถ่วงน้ำ จะไม่ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปทั่วหรือ เขา ตอบว่าคนเป็นโรคเรื้อนนั้นเป็นคนโชคร้าย เกิดมาร่างกายพิการ เมื่อตายแล้วศพได้มาถ่วงน้ำในแม่น้ำคงคา เท่ากับได้รับการ ชำระบาปแล้ว พระเจ้าได้บันดาลให้ไปเกิดใหม่ในสวรรค์

                วันที่เราล่องเรือ โชคดีอีกเช่นกันที่ได้เห็นศพเด็ก ที่เขาจะเอาไปถ่วงน้ำ ศพนั้นห่อด้วยผ้าขาวและคลุมด้วยผ้าห่ม สีแดง เขาเอาซีเมนต์ก้อนขนาดเท่ากล่องใบย่อมๆ คงจะหนักหลายกิโลทีเดียวผูกติดกับเชือก และเอามาผูกกับศพบริเวณ กลางลำตัวก่อนที่จะเอาลงเรือออกไปถ่วงกลางแม่น้ำ

                ไกด์เล่าว่างานศพมีแต่ญาติสนิทที่เป็นผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงห้ามมางานศพ เขาชี้ให้ดูอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ เป็นที่ดอนราบๆ ไม่มีบ้านคนปลูกอยู่เลย ไกด์อธิบายว่าเพราะแม่น้ำคงคาบริเวณนี้ไหลวน เมื่อเศษกระดูกและเถ้าถ่านต่างๆ ที่ถูกกวาดลงน้ำไป น้ำจะพัดพาเศษของเหล่านี้ไปตกตะกอนที่อีกฝั่ง จึงเปรียบฝั่งนี้เป็นแดนนรก ไม่มีผู้คนนิยมไปปลูกบ้าน ทั้งที่เป็นทำเลดีอยู่ริมแม่น้ำเหมือนกัน

                ขากลับจากท่าน้ำเดินผ่านตลาดเพื่อมาขึ้นรถสามล้อ ผู้เขียนเห็นมีขอทานที่เป็นโรคเรื้อน มือเท้ากุด หลายคน เหมือนกัน บริเวณที่จอดรถบัสมีขอทานทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มายืนร้องขอเงินอีกตามเคย แต่วันนี้พวกเราโดยเฉพาะผู้หญิงได้ เลื่อนสถานะ จากเดิมที่เคยเป็นอาจารย์ วันนี้เลื่อนขึ้นมาเป็นมหาราณี แล้วเชียวนา

                ตลาดเมืองพาราณสีตอนสายวันนั้นจอแจมากทั้งรถทั้งคน ทั้งวัวที่เดินเป็นเจ้าถนนโดยไม่มีใครกล้าไล่ บางตัว อาจหาญมากนอนมันกลางถนนจนกว่าจะพอใจแล้วค่อยลุกไป เล่นเอารถราต้องแล่นหลบวัวไปมา ไม่เห็นมีใครบ่นรำคาญ ให้เห็นเลย

                บริเวณใจกลางเมืองย่านการค้า ตึกหน้าตาคล้ายเมืองไทยเป็นตึกเตี้ยประมาณ 3 ชั้น ชั้นล่างใช้ทำการค้า ชั้นบนคงเป็นที่อยู่อาศัย มองไปตามร้านค้า เห็นมีแต่พ่อค้าผู้ชายเต็มร้าน ผู้หญิงพอมีบ้างประปราย

                ผู้เขียนเคาเอาว่านี่คงเป็นผลจากการมีประชากรชายมากกว่าประชากรหญิงเคยดูสารคดีในทีวีอเมริกัน เกี่ยวกับ ประเพณีการเสียสินสอดให้แก่ผู้ชายในการแต่งงาน ทำให้คนอินเดียโดยเฉพาะแถบนอกเมืองห่างไกล ไม่นิยมมีลูกสาวเพราะ ต้องใช้เงินค่าสินสอดเยอะมาก ถ้าพ่อแม่ไม่มีเงินสินสอดให้ผู้ชายก็จะต้องอยู่เป็นโสดขึ้นคานไม่ได้แต่งงาน

                ตามต่างจังหวัดบางที่มีคนหัวใส เอาเครื่องอัลตราซาวด์ไปรับตรวจหาเพศทารกในครรภ์ พอรู้ว่าเป็นหญิง บาง แห่งมีคนทำแท้งหรือคลอดมาแล้วฆ่าเสียเลย โชคดีที่เมืองไทยไม่มีธรรมเนียมสินสอดแบบนี้

                นายราชาไกด์ชาวอินเดียบอกว่า ธรรมเนียมสินสอดให้ผู้ชายนั้นตอนนี้ในสังคมตัวเมืองลดลงไปมากแล้ว ถ้า รักใคร่กันเองเงินก็ไม่ใช่อุปสรรค แต่ตามนอกเมืองยังยึดถือเข้มข้นอยู่

                ร้านค้าในตลาดเมืองพาราณสีเห็นมีร้านขายส่าหรีสีสดใส เต็มไปหมด ผ้าไหมจากเมืองพาราณสีมีชื่อเสียงมา ยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ เสียดายที่ตารางการเดินทางของเรากระชั้นชิด ไม่มีโอกาสช้อปปิ้งเลย

                สองข้างทางจากเมืองพาราณสีไปเมืองกุสินาราเต็มไปด้วยท้องนา ส่วนใหญ่ปลูกข้าวสาลี จะเห็นโรงงานทำอิฐ ตั้งอยู่เป็นระยะๆ กลางท้องนา เข้าใจว่าเขาคงเอาเศษแกลบที่ได้จากการสีข้าว มาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเผาอิฐ

                บ้านเรือนของชาวนา ถ้ามีฐานะหน่อยก็จะเป็นอิฐเปลือย ไม่ฉาบปูนไม่ทาสี ถ้าเป็นบ้านคนจนก็ทำด้วยดินพอก ทับๆ กันเป็นผนัง หลังคามุงด้วยหญ้า ร้านค้าข้าวทางเป็นลักษณะเพิงเล็กๆ ทำเป็นยกพื้นระดับเอว พ่อค้านั่งบนยกพื้นขายของ ไม่เห็นแม่ค้าผู้หญิงเลย

                ระยะทางถึงเมืองกุสินาราเพียง 220 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางถึง 8 ชม. กว่าจะถึงโรงแรมก็มืดค่ำแล้ว วันรุ่งขึ้นค่อยลุยกันต่อ

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats