|
เช้าวันนี้เราเริ่มต้นการเดินทางด้วยการสวดมนต์ทำวัตรเช้าบนรถ บริษัท JIE Tour เขามีหนังสือสวดมนต์เล่ม กะทัดรัดแจกให้ลูกทัวร์อยู่แล้ว พวกเราจึงสวดมนต์กันทุกวัน เท่ากับเป็นการเริ่มต้นวันเดินทางด้วยจิตใจแจ่มใส
ทางหัวหน้าทัวร์แจ้งให้ทราบว่า เราจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 7-9 ชั่วโมง แล้วแต่สภาพการจราจร เพราะถนน ระหว่างเมืองในอินเดียจะดีเป็นบางช่วง โดยมากใกล้ตัวเมืองถึงจะมี 4 ช่องจราจร นอกนั้นเป็นถนนข้างละเลนขับสวนกัน
น้าสะใภ้ของผู้เขียนสมัยกลับจากอินเดียหลายปีก่อน เล่าให้ฟังว่าที่อินเดีย เวลาเดินเข้าห้องน้ำ ต้องรู้จักสังเกตสังกา ให้ดี อาจไปเจอทุ่นระเบิด ประเภทแดดเดียว สองแดดหรือสามแดด
เราแวะพักกลางทางเพื่อเข้าห้องน้ำ ต้องขอบอกว่าไปอินเดียต้องทำใจเรื่องห้องน้ำสกปรกพอๆ กับเมืองจีนที่ผู้เขียน ไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว คนที่ไปอินเดียมาก่อนจึงมักแนะนำลูกทัวร์สุภาพสตรีว่า ระหว่างการเดินทางข้ามเมือง นุ่งกระโปรงยาว หรือนุ่งผ้าถุงแบบไทย เป็นวิธีแต่งกายที่เหมาะที่สุด และสวดรองเท้าแตะ แต่ใส่ถุงเท้าได้
ระหว่างทางผู้เขียนสังเกตุเห็นรถสองแถวเล็กมีผู้โดยสารนั่งมาเต็มรถ ส่วนบนหลังคามีผู้โดยสารที่ไม่มีลมหายใจแล้ว นอนมา ร่างนั้นห่อด้วยผ้าสีแดงสด มีเชือกมัดติดกับหลังคา
หลวงพี่บุญมี เล่าให้ฟังว่า คนอินเดียเห็นความตายเป็นเพียงวงจรหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต้องผ่าน คนเราอาจเวียนว่าย ตายเกิดกันมาแล้วเป็นร้อยเป็นพันชาติ พอหมดลมหายใจทั้งร่างที่อาศัยไป วิญญาณอาจไปเกิดใหม่ตอนไหนก็ได้ บรรดาญาติ ที่โศกเศร้าเสียใจ ก็ทำใจยอมรับได้ ฉะนั้นคนอินเดียถ้าลูกหลานอยู่กันพร้อมหน้า ก็ตายเช้าเผาเย็น นอกจากถ้าลูกหลานอยู่ ไกลก็อาจรอวันหรือสองวัน
มีคนบอกว่า ถ้าไปอินเดียแล้วได้เห็นคนตายนับว่าโชคดี แต่ไม่ยักบอกว่าโชคดีด้านไหน สำหรับผู้เขียนคิดว่าโชคดี ได้เจริญมรณานุสติ พิจารณาเห็นความตายที่เกิดขึ้นต่อหน้า โดยไม่ต้องจินตนาการเลย
รถพาเราผ่านสถานีรถไฟใกล้เมืองพาราณสี ผู้คนจอแจตามเคย เมืองพาราณสี เป็นชื่อของเมืองหลวงแคว้นกาสี ปัจจุบันเรียกว่าเมืองบานาราส เป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาหลายอย่าง โดยมีอาณาเขตครอบคลุมถึงป่าอิสิปตน มฤคทายวัน ซึ่งเป็นที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่พระปัจญวัคคีย์
ปัจจุบันบริเวณนี้เรียกว่าสารนาถ ซึ่งยังมีสวนกวางอยู่ กวางที่นี่ก็เชื่องมากยอมให้เราจับตัวได้ แต่มีรั้วกั้นไม่ให้ ออกมาข้างนอก นอกจากสวนกวางแล้วยังมีเจาคันธีสถูป เป็นสถูปองค์ใหญ่ที่สร้างไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าเป็นสถานที่ พระพุทธเจ้ามาพบปัญจวัคคีย์ครั้งแรก หลังจากปัญจวัคคีย์ทั้งหมดผละหนีพระองค์มาอยู่ที่นี่ เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว จึงระลึก ถึงปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ผู้เคยอุปัฏฐากพระองค์ ในระหว่างที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเดิมที่ปัญจวัคคีย์ได้เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา แต่ไกล ได้นัดหมายกันว่า พวกเราจะไม่เคารพและต้อนรับพระองค์ แต่พอพระองค์เสด็จมาถึง พวกปัญจวัคคีย์ก็ล้มเลิกกติกา พากันต้อนรับขับสู่พระองค์ พระองค์ตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ว่า พระองค์เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบได้บรรลุอมตธรรมและจะมา สั่งสอนพวกเขา
ปัญจวัคคีย์ตอนแรกไม่เชื่อ ตรัสถามพระองค์ว่า แม้ด้วยทุกรกิริยานั้น พระองค์ก็ยังไม่ได้บรรลุธรรม มาบัดนี้พระองค์ คลายความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมากไฉนจะบรรลุธรรม อันเป็นความรู้อย่างประเสริฐได้เล่า
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า"พวกเธอยังจำได้หรือว่าถ้อยคำเช่นนี้ เราได้เคยพูดแล้วในปางก่อนแต่กาลนี้" พระปัญจวัคคีย์ จึงได้ยอมเชื่อฟังพระผู้มีพระภาค เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ยิ่ง
พระพุทธองค์ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเรียกว่าปฐมเทศนา เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา
พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า "ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้ว หนอ" เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อ ของท่านพระโกณฑัญญะ ท่านพระโกณฑัญญะได้บรรลุ โสดาบัน กราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระพุทธองค์จึงทรงประทาน เอหิภิกขุอุปสัมปทา ว่า "เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรม อันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด" นับเป็นพระสงฆ์ สาวกองค์แรกในพระพุทธ-ศาสนา วันนั้นเป็นวันเพ็ญกลาง เดือนอาสาฬหะหรือเดือน ๘ เป็นวันที่พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ บังเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก คือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบบริบูรณ์
ครั้นต่อมา พระผู้มีพระภาคได้ทรงประทานโอวาท สั่งสอนภิกษุทั้งหลายที่เหลือจากนั้น ด้วยธรรมีกถา เมื่อพระผู้มีพระ ภาคทรงประทานโอวาท สั่งสอนด้วยธรรมีกถาอยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระวัปปะ และท่านพระภัททิยะ และได้อุปสมบท วันต่อมา ท่านพระมหานามะและท่านพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และ ได้อุปสมบท
ต่อมา พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิตของผู้มีพระภาค เมื่อ พระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์ พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ครั้งนั้น มีพระ อรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์
พวกเราได้สวดมนต์ทำสมาธิ เดินทักษิณาวัตร พร้อมทั้งปิดทองที่ธรรมเมกขะสถูป ตามธรรมเนียมแบบไทยๆ ซึ่งเป็น สถูปที่พระพุทธองค์ได้แสดงปฐมเทศนา ระหว่างเดินเวียนเทียนมีเด็กผู้หญิง สัก 5-6 ขวบ สองสามคนมาเดินตามพร้อมทั้ง สวดมนต์เสียงแจ๋ว ได้ความว่าเด็กพวกนี้เป็นขอทาน เดินตามนักท่องเที่ยวจนสวดมนต์ได้คล่อง แม้แต่บทพาหุงฯ โดยที่ตัวเอง ก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเสียหน่อย
นอกจากสถูปแล้วบริเวณนี้ยังมีซากของสังฆารามกุฏิสงฆ์ในอดีตขนาดใหญ่ รวมทั้งเสาอโศกของพระเจ้าอโศก มหาราช สร้างไว้เพื่อเป็นการยืนยันว่า บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนา และมีบริเวณที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ พระยสะกุลบุตรมาพบพระพุทธเจ้า โดยที่ยสะกุลบุตรรำพึงว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า ที่นี่ไม่ วุ่นวายหนอ ไม่ขัดข้องหนอ ยสะกุลบุตรสนใจจึงขอฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ในที่สุดได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
เพราะความเชื่อว่า สถานที่นี้ไม่วุ่นวาย ไม่ขัดข้อง ผู้แสวงบุญชาวไทยจึงพากันมาปิดทองขออธิษฐานให้ชีวิตและ หน้าที่การงาน ไม่วุ่นวาย ไม่ขัดข้อง เห็นได้จากมีการปิดทองรอบๆ บริเวณกุฏิเหลืองอร่ามไปหมด
พวกเราข้ามฟากจากป่าอสิปตน มฤคทายวัน ไปยังวัดไทยสารนาถ ที่นี่มีการสร้างหินสลักเป็นหน้าพระพุทธรูปองค์ ใหญ่ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ พวกเราแวะไหว้พระและทำบุญก่อนจะเดินทางต่อไปยังที่พักในเมืองพาราณสี เมืองพาราณสี เป็น เมืองเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 4,000 ปี เป็นที่กล่าวถึงในพุทธประวัติบ่อยๆ ภายในตัวเมืองพลุกพล่าน ทั้งคนทั้งรถทั้งวัว ใช้ถนน ร่วมกัน รถราในเมืองมีทั้งรถโดยสาร รถบรรทุก และรถสามล้อถีบ ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับสามล้อของเมืองไทย สามล้อที่ อินเดียผู้โดยสารนั่งข้างหน้า คนขี่อยู่ข้างหลัง ตัวรถค่อนข้างสูง สำหรับคนตัวเตี้ยต้องปีนขึ้นไป
หลังอาหารเย็นผู้เขียนคิดว่าจะออกไปเดินเล่น แต่ดูแล้วบริเวณรอบๆ ออกจะเปลี่ยวๆ แถมคนแขกเวลาเห็นคน แปลกหน้าเขาจะจ้องมองตรงๆ และจับตามองตามเวลาเราเดิน ทำให้รู้สึกไม่ค่อยดี เลยเปลี่ยนใจพักผ่อนในโรงแรมดีกว่า เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปดูชาวฮินดูอาบน้ำ ชำระล้างบาปที่ริมแม่น้ำคงคา
|