|
วันที่เราไปนมัสการเจดีย์และต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยานั้น อากาศค่อนข้างร้อน ท่านมหาบุญมี นำคณะสวดมนต์ ในวิหารและออกมาสวดมนต์ที่บริเวณต้นโพธิ์ พร้อมทั้งนำชมสถานที่สำคัญต่างๆ ในบริเวณนี้
พุทธศาสนิกชนจากชาติต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นชนชาติเอเชีย มีทั้งมานั่งสมาธิ สวดมนต์บ้างก็เดินเวียนเทียนรอบ วิหาร บางคนก็นั่งสมาธิเงียบๆ มีชนชาวตะวันตกบ้างแต่ไม่มาก
ท่านมหาบุญมีเล่าว่า หน้า high season สำหรับการมาแสวงบุญในอินเดีย-เนปาล คือ เดือนพฤศจิกายน ไปจน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ผู้คนจะแน่นหนามากที่ลานบริเวณรอบๆ ต้นโพธิ์ ที่นั่งแทบจะหาไม่ได้ คณะเราไปเดือน เมษายน คนไม่พลุกพล่านแต่ก็เจออากาศร้อน
บริเวณรอบๆ ต้นโพธิ์ จะมีราวธงหลากสีของศาสนาพุทธนิกายทิเบต ประดับประดาระโยงระยางเต็มไปหมด ถ้าไปดูที่ธงผืนเล็กแต่ละผืนจะเห็นเต็มไปด้วยอักขระมนต์โดยชาวทิเบตเชื่อกันว่ามนต์ที่เขียนบนผืนธง เมื่อถูกลมพัดสะบัดไป กี่ครั้งก็เท่ากับได้สวดมนต์ตามจำนวนครั้งนั้น
เรากลับมารับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อนหลบความร้อนช่วงบ่าย ตอนเย็นพวกเราจึงจะออกไปชม สถานที่อื่นๆ ที่มีกล่าวถึงในพุทธประวัติ
รอบๆ บริเวณพุทธคยา จะมีวัดพุทธจากนานาชาติ มาตั้งเรียงรายเต็มไปหมด ทั้งวัดไทยพุทธคยาที่จำลองแบบ ตัวโบสถ์มาจากวัดเบญจมพิตรดุสิตวนาราม วัดจากประเทศภูฏาน ซึ่งภายในโบถส์มีรูปเจ้าชายจิกมีและพระบิดา วัดญี่ปุ่น วัดเนปาล พวกเราแวะเข้าไปไหว้พระและทำบุญกันทุกวัด สมกับได้ชื่อว่าเป็นทัวร์แสวงบุญ
จากนั้นรถพาเราข้ามสะพานเหนือแม่น้ำเนรัญชรา ซึ่งในอดีตแนวแม่น้ำเก่าคงจะอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แต่ปัจจุบันแม่น้ำคงเปลี่ยนทิศการไหลและแห้งเหือดไปมาก เป็นไปตามสัจจธรรมที่ว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา คือไม่แน่นอน
มีเรื่องจากพุทธประวัติว่าหลังจากพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญทุกขรกิริยาเป็นเวลาหลายปี แต่พบว่าไม่สามารถหา หนทางตรัสรู้ได้ จึงทรงเลิกทรมานพระองค์ กลับมาทรงเสวยอาหารบำรุงร่างกาย ทำให้ปัญจวัคคีย์ที่เคยอยู่รับใช้พระองค์ ละทิ้งพระองค์ไปเพราะคิดว่าพระองค์เลิกบำเพ็ญเพียรแล้ว
นางสุชาดามาพบพระพุทธองค์ จึงถวายข้าวมธุปายาสแด่พระองค์ พระองค์เสวยข้าวแล้ว นำถาดไปลอยที่ริม แม่น้ำเนรัญชราพร้อมอธิษฐานว่าถ้ายังไม่ตรัสรู้ก็จะไม่ลุกจากที่นั่ง ในที่สุดพระองค์ก็ได้ตรัสรู้ธรรมในคืนวันเพ็ญเดือน 6
พวกเราได้ไปเยี่ยมชมบริเวณบ้านนางสุชาดาซึ่งปัจจุบันเห็นเป็นเพียงเนินดินสูงบริเวณใกล้ๆ กันมีหมู่บ้านชาวนา ปลูกข้าว มีครูพาเด็กๆ จากโรงเรียนในหมู่บ้านมาเชิญชวนให้พวกเราบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์การเรียนและหนังสือให้เด็ก พวกเรา สมทบทุนกันบริจาคไป ผู้เขียนคิดว่าถ้ามีโอกาสไปอินเดียอีกครั้ง จะเอาพวกปากกา ดินสอ สมุดต่างๆ ไปแจกเด็กๆ บ้างคง จะดี
ตอนเย็นพวกเรามีโอกาสไปสวดมนต์และนั่งสมาธิกันที่บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นรอบที่ 2 ผู้คนค่อนข้าง บางตา อากาศก็ไม่ร้อนมาก เหมาะแก่การทำสมาธิมากกว่าเมื่อตอนเช้า
วันรุ่งขึ้น พวกเราออกเดินทางสู่กรุงราชคฤห์ (Rajgir) ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง ระยะทาง90 กิโลเมตร โดยจะไปแวะชมโอลนาลันทา ซากมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาที่เคยรุ่งเรืองโด่งดังที่สุดในโลก (ในสมัยพุทธกาล) มีนักศึกษา ที่เป็นพระภิกษุจำนวนนับหมื่น ซึ่งได้ถูกทำลายโดยชาวมุสลิม และได้ฆ่าคณาจารย์และพระนักศึกษาจนหมดสิ้นแถมยังเผา อาหารทั้งหมด เหลือไว้แต่ซากปรักหักพังปรากฎเป็นรูปฐานและผนังของอาคารยาวเหยียดในบริเวณอันกว้างขวาง
เมืองนาลันทานี้เป็นบ้านเกิดของพระโมคคัลลน์และพระสารีบุตร โดยยังมีพระสถูปเจดีย์ที่บรรจุอัฐิธาตุของพระ สารีบุตรปรากฎอยู่
พวกเราเดินทางร่วมไปกับพระ ฉะนั้นอาหารมื้อกลางเราต้องคำนึงถึงเวลาฉันเพลของพระด้วย โปรแกรมการ เดินทางจึงยืดหยุ่นแล้วแต่สะดวก เช้านี้จบลงแค่ไปดูโยลนาลันทา ตอนบ่ายถึงจะไปชมวัดเวฬุวันและเขาคิชกูฎ
วัดเวฬุวันวนาราม เป็นต้นกำเนิดของวัด คือวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา พระเจ้าพิมฬสารทรงยกพระราชอุทยาน สวนไม้ไผ่ ถวายเป็นที่ประทับแห่งแรกแด่พระพุทธเจ้าและเหล่าพระสงฆ์สาวก เป็นที่ชุมนุมพระสาวกอรหันต์ 1,250 รูป ที่มา ชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมาย ในวันเพ็ญแห่งเดือนมาฆะ (เดือน 3) เรียกการประชุมนี้ว่า จาตุรงคสันนิบาต มูลเหตุแห่งพิธีมาฆะ บูชา
คณะเรามีโอกาสไปกราบพร้อมกับเดินทักษิณาวัตร (เวียนขวา) ในบริเวณที่เชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งของวัด และเดิน ชมรอบๆ บริเวณวัดที่ร่มรื่นดี
จากนั้นพวกเราเดินทางไปขึ้นเขาคิชกูฎ ซึ่งทางเดินเป็นที่ลาดชันระยะทางประมาณ 750 เมตร มีการทำทาง เดินไว้เป็นบันได สะดวกสบาย ในคณะเรามีคุณลุง-ป้า สูงอายุจากประเทศลาวร่วมไปด้วย ท่านทั้ง 2 ต้องใช้บริการนั่งเก้าอี้มี คนหามขึ้น-ลง ส่วนลูกทัวร์ที่เหลือเดินทยอยกันขึ้นไป
เขาคิชกูฎ เป็นสถานที่สะดวกสบาย สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมือง ราชคฤห์ ยอดเขาข้างบนมีกุฏิของพระ พุทธเจ้า กุฏิของพระอานนท์ เราแวะกราบนมัสการถ้ำสุกรขาตา ซึ่งเป็นสถานที่พระสารีบุตรบรรลุพระอรหันต์ และบริเวณกุฏิ ของพระพุทธเจ้า
ลงจากเขาแล้วพวกเราเดินทางกลับพุทธคยา เนื่องจากยังพอมีเวลาก่อนอาหารค่ำ พวกเราจึงตกลงเห็นฟ้อง กันว่า ควรจะตามท่านมหาบุญมีไปกราบและนั่งทำสมาธิที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง นับว่าทัวร์คราวนี้ พวกเรามีบุญได้ไป นมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ถึง 3 รอบ
|