|
หลังจากรอนแรมค้างคืนบนรถไฟจากเมืองกัลกัตตา พอรุ่งเช้าเราก็เดินทางถึงเมืองคายา (ชื่อทางการในภาษา อินเดีย) รถพาเราเข้าพักที่โรงแรม Taj Darbar ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินราว 10 กิโลเมตร และห่างจากองค์มหาเจดีย์ พุทธคยาเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น
โรงแรม Taj Darbar นี้เป็นโรงแรมระดับ 2 ดาว คล้ายๆ โรงแรมต่างจังหวัดบ้านเราห้องพักสะอาดพอใช้ได้ แต่ ห้องน้ำไม่สะดวกเท่าไร ผู้เขียนสังเกตุเห็นอ่างอาบน้ำของโรงแรมที่นี่แปลกๆ ดี ตัวอ่างมีขนาดใหญ่และบริเวณหัวท้ายจะ งอนขึ้น แถมเวลาก้าวลงไปอาบน้ำในอ่าง ต้องเข้าทางด้านท้ายอ้าง ไม่เข้าทางด้านข้างของอ่างแบบที่เราคุ้นเคยกันคงจะ เป็นสไตล์การสร้างห้องน้ำแบบอินเดียๆ กระมัง
เข้าโรงแรมแล้ว พวกเรารีบอาบน้ำ รับประทานอาหารเช้าเสร็จเตรียมตัวไปกราบนมัสการพุทธสถานที่สำคัญบริเวณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์และองค์พระเจดีย์พุทธคยา
พอผู้เขียนออกจากห้องอาหารเดินกลับมายังล็อบบี้ของโรงแรม เห็นมีพระสงฆ์รูปหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟา ผู้เขียนนึกว่า เป็นพระที่มาพักที่โรงแรมจึงไม่ได้เข้าไปไหว้ทักทาย มารู้ทีหลังว่าท่านเป็นพระวิทยากรที่จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับพุทธประวัติ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ประวัติของพระอรหันต์สาวกหลายองค์ในสมัยพุทธกาล ความสำคัญของสถานที่ต่างๆ ที่เรา จะไปนมัสการ
ปกติทัวร์แสวงบุญในอินเดียนั้น จะต้องมีพระวิทยากรร่วมไปกับทุกทัวร์ อย่างน้อยก็หนึ่งรูป บางครั้งพระวิทยากร ก็ไปจากเมืองไทย หรืออาจเป็นพระวิทยากรที่กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศอินเดีย เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้พระมีปัจจัยพิเศษ
พระวิทยากรของคณะเราชื่อท่านมหาบุญมี ท่านกำลังศึกษาในระดับปริญญาโทสาขาวิชาปรัชญาอยู่ที่เมือง พาราณสี ท่านมาอยู่พาราณสีได้ 3 ปีแล้ว ท่านบรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 12 ปี และอุปสมบทเมื่ออายุครบบวช รวม บวชมานานถึง 15 พรรษาแล้ว คืออายุ 27 ปี
ตอนแรกผู้เขียนนึกในใจว่า พระเด็กๆ อย่างท่านมหาบุญมี (เมื่อเทียบกับวัยของผู้เขียน) คงจะแค่มานำสวดมนต์ตาม ธรรมเนียมปฏิบัติกันสืบมาเป็นประเพณีในการพาทัวร์แสวงบุญ
มารู้เอาทีหลัง เมื่อเดินทางร่วมไปกับท่านหลายๆ วันต่อมา ว่าถึงท่านจะอายุน้อยแต่ท่านเป็นพระที่ใฝ่หาความรู้ ชอบอ่านหนังสือ และชอบผจญภัยหน่อยๆ ท่านมีความจำแม่น ข้อมูลแม่นยำ แถมอ่านใจคนออกเสียด้วย
พวกเราโชคดีที่ได้ท่านมหาบุญมี เป็นวิทยากรประจำคณะทำให้การเดินทางที่บางครั้งทรหด ใช้เวลายาวนาน กลายเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ซักถามข้อธรรมะต่างๆ ที่เราไม่เข้าใจ ท่านก็ได้เมตตาอธิบายข้อสงสัยต่างๆ อย่างยินดี ทำให้ การเดินทางไม่น่าเบื่อเลย
เราได้รับการเตือนล่วงหน้าจากทางบริษัททัวร์ ก่อนออกจากเมืองไทยแล้วว่า ที่อินเดียมีขอทานมาก คนไทยบางที ใจอ่อนชอบทำทาน แต่ถ้าให้ใครคนใดคนหนึ่งจะมีคนอีกเป็นสิบๆ คนมาห้อมล้อม อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ให้ทานได้
ดังนั้นคำแนะนำก็คือไม่ให้ หรือถ้าจะให้ก็ควรให้เป็นพวกขนม ของเด็กเล่น เครื่องเขียน สมุด แต่อย่าให้เงินเป็นดีที่สุด
โรงแรมที่เราพักตั้งอยู่เกือบกลางทุ่งนา มองจากหน้าต่างห้องพักเห็นชาวนากำลังเกี่ยวข้าวกันอยู่ แปลกใจตรงที่ว่า มีแต่พวกผู้หญิงทำงานในท้องนา ในขณะที่พวกพนักงานโรงแรม เป็นชายล้วนไม่มีแม้แต่ผู้หญิงเพียงคนเดียว ส่วนเด็กๆ ก็จะ ไปยืนออกันด้านหน้าโรงแรม คอยแบมือขอสตางค์พร้อมกับประสานเสียงเรียกพวกเราว่า อาจ๊าน...อาจาน
พวกเรามาถึงบริเวณพุทธคยา ซึ่งขึ้นอยู่กับจังหวัดคยา รัฐพิหาร ซึ่งเป็นรัฐที่ได้ชื่อว่ายากจน แร้นแค้นของอินเดีย จึงไม่แปลกใจว่าทำไมจึงมีขอทานเต็มไปหมด ท่านมหาบุญมีเล่าให้ฟังว่า ขอทานพวกนี้ไม่มีที่ดินทำกินของตนเอง ไม่มี การศึกษา เป็นพวกวรรณะต่ำสุด ทำให้ไม่สามารถแทรกตัวเข้าสังคมแห่งการแบ่งชั้นวรรณะได้ ต้องยึดอาชีพขอทานสืบต่อกัน มาหลายชั่วคน
นอกจากขอทานแล้ว ยังมีบรรดาคนขายของที่ระลึกเช่นใบโพธิ์ โปสการ์ด พวงมาลัยดอกไม้ ผู้เขียนไปเที่ยวมาหลาย ที่ในแถบเอเชีย ยังไม่เคยพบคนขายที่ตื้อเก่งเท่ากับที่อินเดีย พวกเขาสามารถอดทนเดินตามตื้อเราได้เป็นระยะทางหลาย ร้อยเมตร จนกว่าจะถึงเขตที่พวกเขาห้ามเข้า
ก่อนเข้าบริเวณพุทธสถาน พวกเราต้องถอดรองเท้าฝากไว้ น้องที่ไปด้วยกลัวรองเท้าหาย เลยเอาถุงพลาสติกติดมือ ไปด้วย ถอดรองเท้าแล้วยัดใส่กระเป๋าใบใหญ่ติดตัวไป ที่อินเดียนี่ถึงต้องถอดรองเท้า แต่ยังใส่ถุงเท้าได้ ไม่เหมือนที่เจดีย์ ชเวดากอง และวัดต่างๆ ในประเทศพม่า ที่นั่นเราต้องถอดถุงเท้าด้วย เพราะคนพม่าเคร่งมาก เรียกว่าเดินเท้าเปล่ากันตั้งแต่ บนรถทัวร์เลยทีเดียว โดยเฉพาะที่เมืองพุกาม พวกเราต้องเดินย่ำไปบนทรายร้อน จะบ่นก็ไม่กล้า กลัวไม่ได้บุญ!!
พุทธคยาเป็นสถานที่ตรัสรู้ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา พระพุทธเจ้าในสมัยดำรงพระยศเป็นดาบส สิทธัตถะ หลังจากที่ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะแสวงหาโมกขธรรมอยู่เป็นเวลา 6 ปี ได้ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า ณ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อวันพุธขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา (วันวิสาขบูชา) ก่อนพุทธศักราช 45 ปี
พระมหาเจดีย์พุทธคยา หรือพระวิหารมหาโพธิ์
พระมหาเจดีย์พุทธคยานี้ ก่อสร้างด้วยหิน ทรายสีน้ำตาลนวล มีลักษณะเป็นทรง สี่เหลี่ยมจัตุรัส ยอดแหลมคล้าย ยอดพระเจดีย์ทั่วไป มีความสูงประมาณ ๑๗๐ ฟุต ฐานวัดโดย รอบได้ ๘๖ เมตร พระเจ้าหุวิชกะ ทรงสร้างต่อมาจากสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช และมีการ ซ่อมแซมบูรณะเรื่อยมา โดยท่านผู้เลื่อมใสในพระ พุทธศาสนา ดังนั้น องค์พระเจดีย์จึงมีทรง เป็นเหลี่ยม ที่มียอดแหลม นอกจากนี้ยังมีองค์เจดีย์เล็กๆ ลดหลั่น กันไปอยู่โดยรอบพระเจดีย์องค์ใหญ่ จึงทำให้พระเจดีย์ มีความงามยิ่งขึ้น มีห้องสำหรับปฏิบัติธรรมอยู่ชั้นบน ส่วนชั้นล่างนั้น ประดิษฐานพระประธานขนาดใหญ่ สูงประมาณ ๑.๖๖ เมตร หน้าตักกว้าง ๑.๔๗ เมตร แกะสลักด้วยหินตามแบบศิลปะสมัยปาละ มีอายุประมาณ ๑,๔๐๐ ปี องค์พระพุทธรูป ทาสีทองสวยงามมาก คนไทยนิยมเรียกว่า พระพุทธเมตตา
อนิมิสเจดีย์ หลังจากตรัสรู้แล้ว พระองค์ประทับนั่ง เสวยวิมุติสุข ณ บัลลังก์ที่ประทับนั่งตรัสรู้ ตลอด ๗ วัน เทวดาบางพวกเกิดความปริวิตกว่า แม้วันนี้ พระสิทธัตถะ ยังมีกิจที่จะต้องทำอยู่เป็นแน่ เพราะยังไม่ละความอาลัย ในบัลลังก์ ด้วยพระองค์ทรงตั้งสัตยาธิษฐานไว้ก่อน ประทับนั่งว่า ถ้าไม่ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จะไม่เสด็จลุกขึ้นจากบัลลังก์นี้ ในวันที่ ๘ ทรงออก จากสมาบัติ ทรงทราบความปริวิตกของเทวดาเหล่านั้น แล้วเหาะขึ้นไปในอากาศ เพื่อกำจัดความสงสัย ของ เทวดาเหล่านั้น ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ครั้นแสดงยมกปาฏิหาริย์กำจัดความสงสัย ของเทวดาเหล่านั้นแล้ว จึงประทับ ยืนทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเยื้องจากบัลลังก์ไป เล็กน้อย ทรงจ้องดูบัลลังก์และต้นโพธิ์ สถานที่บรรลุผลแห่งพระบารมี ทั้งหลาย ที่ทรงบำเพ็ญ มาถึงสี่อสงไขยแสนกัปป์ ด้วยดวงพระเนตรที่ไม่กระพริบว่า เราบรรลุสัพพัญญุตญาณเหนือ บัลลังก์นี้ ทรงยับยั้งอยู่ ๗ วัน สถานที่นั้นจึงชื่อว่า อนิมิสเจดีย์
ปัจจุบันได้สร้างเป็นเจดีย์องค์ใหญ่มีสีขาว อยู่ทางด้านขวามือของบันไดที่จะลง สู่มหาโพธิสถาน หรือทางทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือของพระเจดีย์มหาโพธิ์ ดูผิวเผินมีรูปทรง คล้ายกับเจดีย์องค์ใหญ่ แต่ลวดลายหยาบกว่า
รัตนจงกรมเจดีย์ ในสัปดาห์ที่สาม พระองค์ทรง เนรมิตที่จงกรมระหว่างบัลลังก์ที่ประทับนั่งตรัสรู้กับ อนิมิสเจดีย์ ทรงจงกรมบนรัตนจงกรม จากทิศ ตะวันออกจรดทิศตะวันตกอยู่ตลอดสัปดาห์ สถานที่นั้นจึงชื่อว่า รัตนจงกรม เจดีย์ ปัจจุบัน มีหินแกะสลักทำเป็นดอกบัว ศิลปะภารหุต ประมาณ ๑๒ ศอก วางเรียงกันเป็นแนวยาวตลอด อยู่ทางด้าน ซ้ายมือข้างองค์พระมหาเจดีย์ พุทธคยา หรืออยู่ทางทิศเหนือ สร้างเป็นแท่นหินสูง ๑ เมตร มี ๑๙ ดอก
รัตนฆรเจดีย์ ในสัปดาห์ที่ ๔ เทวดาทั้งหลายเนรมิตเรือนแก้วด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ ต้นโพธิ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนั่งขัดสมาธิในเรือนแก้วนั้น ทรงพิจารณาอภิธรรมปิฏก และพระสมันตปัฏฐาน อนันตนัยในพระอภิธรรม ปิฏกโดยพิเศษ ทรงยับยั้งอยู่ตลอดสัปดาห์ ส่วนนักอภิธรรมกล่าวว่า ที่ชื่อว่า เรือนแก้ว ไม่ใช่เรือนที่ทำด้วยแก้ว ๗ ประการ แต่สถานที่ที่ ทรงพิจารณาปกรณ์ทั้ง ๗ เรียกว่า เรือนแก้ว ท่านประยุกต์เรื่องทั้งสองเข้าไว้ในที่นี้โดยปริยาย จึงควรถือเอา ทั้งสองนัย สถานที่นั้นจึงชื่อว่า รัตนฆรเจดีย์
ลักษณะที่ปรากฏในปัจจุบัน เจดีย์นี้สร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาตัดตรง ทาสีเหลือง ด้านหน้ามีประตูทางเข้า หันหน้าไปทางกำแพงด้านทิศเหนือ ภายในมีพระพุทธรูป ทองเหลืองขนาดใหญ่องค์หนึ่ง ประดับอย่างสวยงามประดิษฐานอยู่
อชปาลนิโครธ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ใกล้ๆ ต้นโพธิ์ ๔ สัปดาห์แล้ว ในสัปดาห์ที่ ๕ เสด็จออก จากบริเวณควง ไม้โพธิ์เสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปทางทิศตะวันออก ประทับนั่งพิจารณาพระธรรม และเสวยวิมุตติสุขที่ต้นอชปาลนิโครธนั้น ณ ที่ตรงนี้ พราหมณ์ผู้ทิฏฐมังคลิกะ เที่ยวตวาดว่า หึ หึ ด้วยอำนาจความถือตัว ได้ทูลถามพระผู้พระภาคเจ้าว่า บุคคลชื่อว่าเป็น พราหมณ์ด้วยเหตุเพียง เท่าไร ธรรมเหล่าไหนทำให้บุคคลเป็นพราหมณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานแสดง เหตุและ ธรรมที่ทำให้บุคคลเป็นพราหมณ์
สระมุจลินท์ ครั้นประทับนั่ง ณ อชปาลนิโครธตลอด ๗ วัน ในสัปดาห์ที่ ๕ แล้ว จึงเสด็จไป ประทับ ณ โคนต้นมุจลินท์ (ต้นจิกนา) อีกสัปดาห์หนึ่ง พอประทับนั่งในที่นั้นเท่านั้น มหาเมฆซึ่งมิใช่ฤดูกาลก็เกิดขึ้นเต็มทั่วห้องจักรวาล เมื่อมหาเมฆเกิดขึ้นแล้ว พญานาคชื่อมุจลินท์ คิดว่า เมื่อพระพุทธเจ้ามาสู่สถานที่ของเรา มหาเมฆก็เกิดขึ้น พระองค์ควรได้ อาคารที่ ประทับ พญานาคแม้จะสามารถเนรมิตวิมานทิพย์ เหมือนกับเทพวิมาน แต่คิดว่า เมื่อเราสร้างวิมาน อย่างนี้ จักไม่มี ผลมากแก่เรา เราจะขวนขวาย ด้วยกายตนเองเพื่อพระทศพล จึงทำอัตตภาพ ให้ใหญ่ยิ่งล้อมพระพุทธเจ้าไว้ด้วยขนด ๗ ชั้น แผ่พังพานไว้ข้างบน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บัลลังก์มีค่ายิ่งที่สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ เพดานมีพวงดอกไม้หอม หลายชนิดห้อยอยู่ เบื้องบน อบอวลด้วยกลิ่นหอมนานาชนิด ในโอกาสใหญ่ภายในขนดล้อม เหมือนประทับอยู่ในพระคันธกุฏี ตลอด ๗ วัน ณ ที่ตรงนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงเปล่งอุทานปรารภความสุข ๔ ประการ เมื่อฝนหยุดแล้ว พญานาคราชจึง คลาย ขนดจำแลงเป็นมาณพยืนประคองอัญชลีถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทางเบื้อง พระพักตร์
สระมุจลินท์ อยู่ห่างจากเจดีย์พุทธคยาไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ ๒ กิโลเมตร ห่างจากแม่น้ำเนรัญชรา ประมาณครึ่งกิโลเมตร มีสระน้ำอยู่ใกล้หมู่บ้านชื่อมุจลินท์ ในปัจจุบัน ทางการได้จำลองสระมุจลินท์ไว้ที่บริเวณเจดีย์พุทธคยา มีพระพุทธรูปปางนาคปรก อยู่กลางสระ ติดกับกำแพงด้านวัดป่าพุทธคยา
ราชายตนะ ในสัปดาห์สุดท้ายแห่งการเสวยวิมุติสุข พระพุทธองค์เสด็จเข้าไปประทับนั่ง ณ ราชายตนะ (ต้นเกด) ทรงยับยั้งอยู่ด้วยสุขในฌานและสุขในผล สถานที่นี้ อยู่ทางทิศใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิห่างจากแม่น้ำเนรัญชราไปทาง ทิศตะวันตกประมาณ ๑ กิโลเมตร อยู่ห่างจากสระมุจลินท์ไปประมาณ ๕๐๐ เมตร มีต้นโพธิ์ขึ้น แทนต้นเกด ชาวฮินดูได้สร้าง เทวสถานไว้ใกล้ ๆ มีทางเข้าต่อจากถนนเรียบแม่น้ำเนรัญชรา ฝั่งตะวันตกไปทางทิศใต้
|