|
ทำไมถึงอยากไปเที่ยวอินเดีย เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยมากทั้งก่อนไปและหลังกลับจากอินเดียแล้ว คำตอบ คือ อยากไปเห็นอินเดียกับตาตัวเอง หลังจากได้ฟังจากหลายๆ คนพูดถึง อินเดียทั้งในแง่บวกและแง่ลบมาแล้ว
การเดินทางไปประเทศอินเดีย-เนปาลเพื่อนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ในเดือนเมษายน ปีพ.ศ. 2550 ของ ผู้เขียนในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากความประทับใจที่ได้อ่านบทความของคุณนวพร เรืองสกุล ที่เคยไปแสวงบุญมาแล้ว และ ได้กลับมาเขียนบทความลงในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์หลายปีก่อน ถึงความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับ
โดยเฉพาะพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ที่ทรงเทศนาสั่งสอนมนุษย์โลก ซึ่งคุณนวพรได้ไปสัมผัสมา ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เขียนมีความปรารถนามาหลายปีแล้ว ที่อยากจะเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดียให้จงได้
ยิ่งเวลาที่เห็นภาพข่าวบรรดานักแสวงบุญชาวมุสลิมทั่วโลก เดินทางมุ่งสู่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เพื่อ เคารพหินดำศักดิ์สิทธิ์ "กาบาห์" ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต พวกเราในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน ทำไมไม่แสวงหาโอกาส ไปแสวงบุญยังถิ่นพุทธภูมิคือ "อินเดีย" กันบ้างเล่า
หลังจากกำหนดวันเดินทางไปเมืองไทยแล้ว ผู้เขียนก็ติดต่อกับเพื่อนรุ่นน้องที่เคยคุยกันล่วงหน้ามาเป็นเวลาสองสาม ปีแล้วว่า จะไปแสวงบุญอินเดียด้วยกัน เดิมทีน้าชายและน้าสะใภ้ของผู้เขียนเคยบอกว่าอยากไปอินเดียด้วยกันกับผู้เขียน ผู้เขียนถามว่าทำไมเคยไปแล้วถึงอยากไปอีก ประทับใจอินเดียมากหรือ น้าชายตอบว่าเพราะตอนไปอินเดียคราวก่อนได้ไป บนเอาไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อกลับมาแล้วประสบกับสิ่งได้บนเอาไว้ จึงต้องกลับไปแก้บน
ผู้เขียนแนะนำว่าถ้าจะไปแก้บน ก็เจาะจงมุ่งไปแก้บนเมืองที่บนเอาไว้ ไม่ต้องเดินทางไปตลอดโปรแกรมแสวงบุญ สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ซึ่งกินเวลาถึง 10 วัน น้าชายตอบว่า น้าต้องไปทุกเมืองแหละเพราะไปเมืองไหนก็บนเอาไว้ทุก เมืองเลย จนน้าสะใภ้โอดครวญว่าคราวหน้าถ้าจะบน น่าจะไปบนแถวประเทศแถวยุโรปบ้างนะ เรื่องความเชื่อถือในเรื่อง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็อย่างที่เขาบอกนะคะคือ "ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่"
พอได้เพื่อนเดินทางแล้ว ผู้เขียนก็เริ่มหาในอินเตอร์เน็ทว่าจะไปกับบริษัททัวร์ไหนดี ไปเจอบริษัททัวร์เจ้าหนึ่ง ชื่อบริษัทสมควรทัวร์ ดูจากโฆษณาว่าเคยได้ใบรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการในการพาพุทธศาสนิกชนไปแสวงบุญยัง อินเดีย พอติดต่อไปก็บอกว่า ออกเดินทางไม่ได้เพราะมีคนสนใจไปไม่ถึงสิบคน
เอ้า ผู้เขียนก็ไม่ย่อท้อกลับไปหาทัวร์ จากทางอินเตอร์เน็ทอีก ปรากฎว่าทัวร์ไปประเทศอื่นๆ ทั้งยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ มีทัวร์ออกเต็มไปหมด แต่ทัวร์ไปอินเดียมีน้อยมาก บางทีจองไปแล้ว เกิดมีคนยกเลิกการเดินทาง ทัวร์ก็ต้องล้มไป
มาเจอเอาบริษัท JIE Center Tours&Travel ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำทัวร์ไปอินเดียและประเทศใกล้เคียง เช่น เนปาล ภูฏานอะไรทำนองนี้ เลยตกลงกันว่าจะเลือกไปกับทัวร์นี้ พอผู้เขียนไปถึงเมืองไทย ปรากฎว่าจากกำหนดการเดิม ที่จะเดินทางวันที่ 10 เมษายน ต้องเลื่อนเร็วขึ้นมา 1 วัน เพราะเที่ยวบินขาออกจะไปลงที่สนามบินเมืองพุทธคยาถูกยกเลิก
ที่สนามบินสุวรรณภูมิ คุยกับเจ้าหน้าที่แถวเคาน์เตอร์เช็คอิน ได้ความว่า เที่ยวบินตรงพุทธคยาตอนฤดูร้อน มักถูก ยกเลิก เพราะอากาศร้อนเกินไป เป็นอันตรายต่อการบิน ผู้เขียนฟังแล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คิดในใจว่า แล้วประเทศแถบ ตะวันออกกลางที่เป็นทะเลทรายจะทำการบินได้ยังไง
โปรแกรมทัวร์ของเรา เลยเริ่มต้นด้วยการบินไปลงที่เมือง Kolkata หรือชื่อที่คุ้นปากคนไทยว่าเมืองกัลกัตตา แล้ว จากนั้นจะนอนในรถไฟที่แล่นข้ามเมืองไปสู่พุทธคยา
คณะทัวร์ของเราเป็นคณะเล็ก มีลูกทัวร์เพียง 9 คนเท่านั้น รวมหัวหน้าทัวร์เป็น 10 คน ผู้เขียนมารู้จากคุณไก่ เพื่อน ร่วมทัวร์ว่า กว่าทัวร์คณะนี้จะออกเดินทางได้ทุลักทุเลพอดู
ปกติการติดต่อระหว่างลูกทัวร์กับบริษัท ลูกทัวร์ไม่ต้องเดินทางไปที่บริษัทด้วยตนเอง พวกเอกสารต่างๆ ที่ใช้ในการ ขอวีซ่า เราสามารถฝากไปกับพนักงานบริษัทที่จะมารับเอกสารถึงที่บ้านได้ ส่วนการชำระเงิน บริษัททัวร์มักจะให้ลูกทัวร์ โอนเงินผ่านธนาคารเข้าบัญชีของบริษัทโดยตรง
คุณไก่ เพื่อนร่วมทัวร์นั้น ก่อนเดินทางไปอินเดียต้องสะสางงานพวกเอกสารต่างๆ เป็นจำนวนมาก ไม่สามารถปลีกตัว ไปธนาคารได้ จึงโทรเช็คกับทางบริษัทว่าจะฝากเงินสดไปกับพนักงานบริษัทที่จะมารับเอกสารได้หรือไม่ บริษัททัวร์เห็นว่า พนักงานคนนี้ ทำงานกับบริษัทมาเกือบ 2 ปีแล้ว จึงบอกกับคุณไก่ว่าฝากเงินมาได้ บังเอิญคุณไก่จะไปอินเดียพร้อมกับพี่สาว 2 คน เงินค่าทัวร์รวมกันเป็นเงิน 83,000 บาท จึงถูกพนักงานเชิดไป
ทางบริษัททัวร์ไปแจ้งความจับพนักงานไว้ ตำรวจตามไปพบตัวที่บ้าน ปรากฎว่าพนักงานคนนี้เอาเงินไปซื้อ คอมพิวเตอร์โน้ตบุคให้ลูก และซื้อของใช้ในบ้าน ตัวคุณไก่เองก่อนวันเดินทางยังต้องไปเป็นพยานให้กับบริษัททัวร์ที่ สถานีตำรวจอยู่จนดึกดื่น
อย่างไรก็ดี บริษัท JIE ก็ไม่เลิกล้มการเดินทาง แม้จะสูญเงินไปจำนวนหนึ่งและลูกทัวร์มีแค่ 9 คน คงจะเป็นบุญ ของผู้เขียนที่จะได้ไปแสวงบุญอินเดีย เราจึงได้เดินทางไปตามกำหนดการ ผู้เขียนใคร่ขอชมเชยบริษัท JIE ว่าเป็นบริษัท ที่ทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ และสมควรแก่การแนะนำว่าถ้าจะไปทัวร์อินเดียลองติดต่อ บริษัท JIE Center Tours & Travel โทรศัพท์ (662)412-7888 E-mail : info@jiecenter.com
คณะทัวร์ของเราเดินทางมาถึงสนามบินกัลกัตตา ราวบ่ายแก่ๆ พอเสร็จขบวนการตรวจคนเข้าเมือง มีรถทัวร์ขนาด กลางมารับพวกเราไปเที่ยวชมเมือง เพราะกว่ารถไฟจะออกก็ตกราว 3 ทุ่มครึ่ง ระหว่างทางเข้าเมืองเราต้องผ่านย่านการค้า หลายแห่ง ตึกรามบ้านช่องคล้ายๆ แถวพาหุรัดสมัยก่อน แต่ผู้คนมากมายกว่าเป็นร้อยเท่า อาจตรงกับเวลาเลิกงาน ผู้คน ยั้วเยี้ย ทั้งสามล้อ จักรยาน รถยนต์ รถบรรทุก รถเมล์ ปะปนกันไปบนท้องถนน
อาหารมื้อแรกในกัลกัตตา เขาจัดให้พวกเราไปรับประทานที่ภัตตาคารอินเดียก็ดังเป็นที่รู้กันว่า คนอินเดียส่วนใหญ่ นับถือศาสนาฮินดู ซึ่งไม่รับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด แต่กินนมเนยและไข่ อาหารที่ได้ลองชิม ส่วนใหญ่จะหนักไปทางผัก ในฐานะที่เราเป็นนักท่องเที่ยว บางมื้อเขาก็มีไก่ปรุงมาให้ แต่ที่ขาดไม่ได้เลย คือแป้งที่ทำเป็นโรตี ไม่ใส่เนย คล้ายๆ Tortilla ของเม็กซิกันกินกับอาหารแทนข้าวเรียกว่าไจ ส่วนข้าวสวยมีมาให้ทุกมื้อ
เสร็จจากอาหารมื้อเย็น เวลาก็เริ่มจะโพล้เพล้ หัวหน้าทัวร์เห็นว่าพอมีเวลาจึงพาพวกเราไปชมวัดของศาสนาเชน ซึ่งเป็นศาสนาโบราณร่วมสมัยเดียวกับศาสนาพุทธ มีศาสดาชื่อท่านมหาวีระ วัดเป็นวัดเล็กๆ ประดับด้วยกระจกดูแวววาวไป ทั้งหลังสวยงามดี ข้างในวัดห้ามถ่ายรูป จึงไม่มีรูปมาฝาก
สองข้างทางจากวัดเชนไปสถานีรถไฟกัลกัตตา เห็นคนยืนอาบน้ำข้างถนนตามบ่อน้ำสาธารณะ ที่เปิดน้ำก็อกไหลไว้ ตลอดเวลา คนพวกนี้คงไม่มีบ้านอยู่ พออาบน้ำเสร็จแล้ว ก็ลงนอนบนฟุตบาทใกล้ๆ กับบ่อน้ำนั่นแหละ บางคนมีผ้าหรือเสื่อ ปูนอน บางคนก็นอนกันอย่างนั้นเลย ไม่มีทั้งผ้าปูที่นอนและผ้าห่ม
แถมตามข้างถนน เขามีส้วมสาธารณะไว้บริการสำหรับถ่ายเบาให้แก่ผู้ชาย โดยเฉพาะ ผู้หญิงคงใช้ไม่ได้ เพราะส้วม ที่ว่ามีลักษณะเป็นคูหาเล็กคล้ายๆ ตอนเราไปกาบัตรเลือกตั้ง คนใช้ส้วม (ผู้ชาย) จะหันหน้าเข้าหากำแพง และหันหลังให้ถนน บางแห่งถ้าเป็นกำแพงตึก เขาก็ทำแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะมีคูหาให้ฉี่หรือไม่ก็ตาม เต็มไปทั้งเมือง
การจราจรแถบสถานีรถไฟ ต้องเรียกว่าอยู่ในสภาพจลาจล รถแท็กซี่ขับปาดกันไปปาดกันมา แถมบีบแตรกันหนวกหู มาก คนอินเดียนี่ก็แปลก คงชอบให้บีบแตรใส่กัน โดยเฉพาะตามท้ายรถบรรทุก จะเห็นมีคำว่า Horn Please ติดไว้เกือบ ทุกคัน
พอรถบัสจอดส่งคณะเราใกล้สถานีรถไฟ พวกกุลีแบกของก็ฮือเข้ามาล้อมพวกเรานับสิบคน แทบจะแย่งกันจองกระเป๋า พวกเรา เจ้าหน้าที่ทัวร์ท้องถิ่นที่เป็นคนอินเดียต้องรีบมาเจรจาส่งภาษาตกลงกัน กว่าจะข้ามถนนได้แทบเอาชีวิตไม่รอด เพราะรถไม่ยอมหยุดให้เลย ต้องคอยเกาะกลุ่มแล้วจ้องหาจังหวะข้าม เมืองไทยว่าข้ามถนนยากแล้ว ยังแพ้กัลกัตตา รถไฟ ดีเลย์ จาก 3 ทุ่มครึ่งไปเป็น 5 ทุ่ม คณะเราเลยต้องนั่งบนกระเป๋าเดินทางบ้างปูหนังสือพิมพ์นั่งกับพื้นบ้าง
หันไปดูชาวเมืองกัลกัตตา พวกเล่นยึดสถานีรถไฟเป็นที่นอน มีทั้งพวกนอนค้างคืนประจำ กับพวกนอนรอรถไฟ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่นอนกันระเกะระกะ เวลาเดินต้องคอยหลบคนให้ดี ทางเดินระหว่างชานชาลา ถ้าซอกตรงไหนมืดหน่อย จะเห็นมี คนไปฉี่ทิ้งไว้ เหม็นฟุ้งไปทั่ว
รถไฟอินเดียแต่ละขบวนยาวมาก ประกอบด้วยโบกี้ถึง 23 ตู้ ตู้ที่เราจะโดยสารเป็นตู้นอนปรับอากาศ ราคาจะแพงกว่า ตู้ธรรมดา ก็เท่ากับเป็นการแบ่งชนชั้นโดยอัตโนมัติระหว่างคนจนกับคนรวย
การเดินทางโดยรถไฟเป็นที่นิยมมากในอินเดีย เพราะสะดวก ปลอดภัย ราคาไม่แพง ส่วนการเดินทางโดยรถยนต์นั้น ใช้เวลานานมาก เนื่องจากถนนระหว่างจังหวัดเป็นถนนลาดยางแบบไม่ค่อยเรียบ มี 2 เลนขับสวนกันไปมา บางครั้งระยะทาง เพียงสองร้อยกว่ากิโลเมตร ใช้เวลาถึง 6 หรือ 7 ชั่วโมงทีเดียว
พวกเราต้องจ้องดูหมายเลขขบวนตู้ให้ดี พอขึ้นรถไฟแล้ว เห็นข้างๆ ที่นั่งมีโซ่ติดไว้ทุกที่นั่ง ผู้โดยสารอินเดียเอา กระเป๋าเดินทางไปล่ามโซ่ ล็อค กุญแจ ดูแล้วแปลกดี ตู้นอนที่เราใช้เดินทางนี้ติดแอร์เย็นสบายดี แต่มี 3 ชั้น ต้องปีนบันได ขึ้นไป ผู้เขียนได้นอนชั้นล่าง เพราะน้องที่ไปด้วยเสียสละไปนอนชั้นบน ก่อนนอนไปเข้าห้องน้ำ สภาพพอๆ กับห้องน้ำบนรถไฟ ไทย คนอินเดียคุยกันจ้อกแจ้กเสียงดังกว่าคนไทย ผู้เขียนต้องพยายามนอนให้หลับเก็บแรงไว้วันรุ่งขึ้น
|