HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:39 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องเที่ยว
ทัวร์เปิดทอง...อีสาน ตอนที่ 5
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 15 มิถุนายน 2550

                ปราสาทหินพนมรุ้ง มีความมหัศจรรย์ในภูมิปัญญาของคนโบราณในสมัยที่ยังไม่มีเครื่องทุ่นแรงและคอมพิวเตอร์ มาช่วยออกแบบและก่อสร้างอย่างเช่นทุกวันนี้

                ความมหัศจรรย์ที่ว่าคือแสงอาทิตย์จะส่องเป็นแนวตรงทะลุซุ้มประตู 15 บานในช่วงเดือนเมษายนหรือวันทาง จันทรคติคือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 ระหว่างเวลา 6.30 ถึง 7.30 ของทุกปี

                พวกเราชาวไทยในอเมริกา ดูเหมือนจะได้ยินชื่อปราสาทหินพนมรุ้งก็จากเหตุการณ์ทวงทับหลัง (ท่อนหินที่สลัก เป็นลวดลายต่างๆ ประดับอยู่เหนือประตู) กลับคืนจากสหรัฐสู่ไทยเมื่อปี 1988 (2531) นั่นเอง ทับหลังนารายณ์บรรทมสิทธุ์ ของปราสาทหินพนมรุ้ง นับเป็นโบราณวัตถุที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ที่ถูกโจรกรรมไป เมื่อราวปี พ.ศ.2503 และถูกนำไปจัด แสดงอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโก สหรัฐอเมริกา แต่ในที่สุดชาวไทย นำโดยรัฐบาลและ.จ.ศุภัทรดิศ ดิศกุล ก็ได้ทับหลัง ชิ้นนี้คืนมาทัน วันพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งในปี 2531

                นารายณ์บรรทมสิทธุ์ หรือวิษณุอนันตศายิน ปัทมนาคิน แสดงภารกิจพระวิษณุเกี่ยวกับการกำเนิดของโลกและ จักรวาล

                พระวิษณุ(นารายณ์) ประทับนิทราบนพระยานาคในเกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม) หลังจากที่โลกถูกทำลายลงเมื่อ สิ้นกัลป์ พระลักษมีประทับอยู่ที่เบื้องพระบาท มีดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี (สะดือ) ของพระนารายณ์

                ไกด์เทอด ยังได้ชี้ให้เราดูบริเวณที่ราบข้างปราสาท ซึ่งอดีตนายกฯทักษิณเคยมาใช้จัดประชุมครม.สัญจร ก่อน ที่จะถูกยึดอำนาจโดยคณะคมช.

                ระหว่างเดินทางไปรับประทานอาหารในตัวจังหวัดบุรีรัมย์ เราผ่านปราสาทอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในที่ราบติดกับ ชุมชนไม่ต้องขึ้นเขาไปคือปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กับปราสาทพนมรุ้งแต่เล็กกว่า พวกเราต้องทำเวลาเพราะเลย เวลาอาหารกลางวันมาแล้ว ทุกคนน่าจะหิว พอมาถึงร้านขาหมูลักขณา ปรากฎว่าขาหมูอร่อยมาก จนบางโต๊ะต้องสั่งขาหมูมา เพิ่มทีเดียว

                จุดหมายปลายทางของช่วงบ่าย อยู่ที่หมู่บ้านช้าง ศูนย์คชศึกษา บ้านตากลางตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์

                ชาวบ้านตากลางดั้งเดิมเป็นชาวส่วย หรือ กูย หรือ กวยมีความชำนาญในการคล้องช้างป่า ฝึกหัดช้างและเลี้ยง ช้าง ส่วนมากต้องเดินทางไปคล้องช้างบริเวณชายแดนต่อเขตประเทศกัมพูชา ปัจจุบันสภาวะการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถไปคล้องช้างเช่นแต่ก่อนได้ แต่ชาวบ้านตากลางยังคงเลี้ยงช้างและฝึกช้างเพื่อไปร่วมแสดงในงาน ช้างของจังหวัดทุกปี การเลี้ยงช้างของชาวบ้านตากลางไม่เหมือนการเลี้ยงช้างของชาวภาคเหนือที่เลี้ยงไว้ใช้งาน แต่ ชาวบ้านตากลางเลี้ยงช้างไว้เป็นเพื่อน นอนร่วมชายคาเดียวกับตน

                ช้างแต่ละเชือกมีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะค่าอาหารตกเดือนละ ประมาณ 8 พันบาทต่อเชือก เนื่องจากช้างต้อง กินอาหารถึงวันละ 250 กิโลกรัม เราจึงเห็นเจ้าของช้างบางคน พาช้างเร่ร่อนไปอยู่ในที่ๆ ไม่ควรอยู่ เช่นตามร้านอาหารแถว ชานเมืองกรุงเทพ โดยไปขายอาหารช้างเช่น กล้วย, อ้อย ให้แขกร้านอาหารป้อนช้าง, แลกกับการชูงวงขอบคุณของช้าง ผู้เขียนเห็นแล้วเวทนา สงสารช้างที่ต้องไปเดินบนถนนลาดยางหรือซีเมนต์ในกรุงที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเดินในป่าหลายเท่า แน่เลย

                องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์จึงริเริ่มให้มีโครงการช้างคืนถิ่นพัฒนาบ้านเกิดตั้งแต่ 8 ม.ค. 2549 โดย เชิญชวนชาวช้างกลับคืนถิ่นมาอยู่ที่ศูนย์คชศึกษาหมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง  ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ มีประชากรช้าง เข้าร่วมโครงการ 287 เชือกจาก 723 เชือก จนได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านเลี้ยงช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดึงช้างสุรินทร์กลับบ้านเกิด เพื่อช่วยกันสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ใช้งบประมาณรวม 45 ล้านบาท เป็นของ อบจ. 5 ล้าน และรัฐบาลสนับสนุน 40 ล้านบาท

                มีการจัดกิจกรรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมการเลี้ยงช้างของชาวกวย เพื่อควาญช้างมีรายได้ เขาจะได้ไม่พาช้างไป เร่ร่อนในที่ต่างๆ อีกต่อไป

                วันนั้นชาวกวยในหมู่บ้านช้างได้จัดทำพิธี เช่น ผีปะกำ โดยมีพ่อบุญมา แสนดี อายุ 80 เป็นหัวหน้าพิธี ชาวกวย เลี้ยงช้างเชื่อว่าหากจะทำกิจการอันใดต้องทำพิธีเซ่นไหว้เพื่อบอกกล่าวขอพรผีปะกำก่อน เพราะผีปะกำถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สูงสุด มีการนำของเซ่นไหว้ประกอบด้วยไก่และอื่นๆ หัวหน้าจะจุดเทียนแล้วอัญเชิญผีปะกำและวิญญาณบรรพบุรุษมารับ เครื่องเซ่นไหว้ พร้อมกับขอความมีโชคมีลาภในกิจการนั้น เมื่อจบพิธีผู้เซ่นจะนำเอากระดูกคางไก่ มาดูเพื่อทำนายอนาคตถึง สิ่งที่จะกระทำ ซึ่งคำทำนายสำหรับคณะทัวร์พวกเราคือ จะมีความราบรื่นตลอดการเดินทาง...สาธุ

                พวกเราได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ช้างในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับช้าง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการคล้องช้าง

                จากนั้นพวกเรามีโอกาสได้ชมการแสดงของช้าง ที่จัดมาให้เฉพาะพวกเรามีทั้งช้างเตะฟุตบอล ชู้ตบาสเกตบอล วาดภาพลงบนเสื้อ นวดหลังให้คณะทัวร์ของเราโดยมีคุณหาญจากอริโซน่าเป็นอาสาสมัครผู้กล้าหาญสมชื่อ ไปนอนบนเสื่อ ให้ช้างเอาเท้านวดหลัง พวกเราหลายคนได้มีโอกาสนั่งบนงวงช้างถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

                คณะของเราประทับใจในการแสดงของช้าง จึงช่วยกันเหมาอาหารเลี้ยงช้าง และยังช่วยกันบริจาคเงินให้ศูนย์ คชศึกษาช่วยเลี้ยงช้างได้ 2 เชือกไปอีก 1 เดือน

                โปรแกรมวันนี้ท่าจะทรหดเอาการ ออกจากหมู่บ้านช้างเย็นแล้วแต่ยังมีสถานที่จะต้องแวะอีกแห่งคือ หมู่บ้าน ทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง บ้านท่าสว่าง ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ คือ ที่ตั้งของโรงงานทอผ้ายกทองโบราณที่คุณภาพ ผ้าและลายทัดเทียมของโบราณ โดยใช้ใยไหมเส้นเล็กละเอียดที่รู้จักในนามของไหมน้อยมาย้อมสีธรรมชาติ ด้วยเทคนิคแบบ โบราณผสานกับการออกแบบลวดลายที่วิจิตรแบบลายชั้นสูงในอดีต เช่น ลายเทพพนมลายหิ่งห้อยชมสวน ลายก้านขดเทพรำ ลายครุฑยุดนาค เป็นต้น รวมทั้งไหมทองคำที่ผลิตขึ้นมาจากเส้นเงินบริสุทธิ์ แล้วปั่นควบกับเส้นไหมนำมาถักทอเป็นผ้า ยกทองที่มีความวิจิตรงดงามยิ่งนัก การออกแบบลายแต่ละลาย ต้องใช้เวลาการออกแบบ เขียนแบบ และเก็บตะกอนาน 2-3 เดือน ในด้านการทอแต่ละผืนก็ต้องใช้เวลาทอนาน 1-3 เดือนบางผืนอาจใช้เวลาเป็นปีจึงจะเสร็จ ขึ้นอยู่กับขนาดตะกอ โดยตะกอที่มากที่สุดคือ 1,418 ตะกอ การทอผ้าต้องใช้ช่างทอประจำกี่ แต่ละกี่ 4 คนขึ้นไป ค่อยๆ ทอจะได้ประมาณวันละ 5-7 เซนติเมตร ทั้งนี้การคิดค้นของชาวบ้านท่าสว่างได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากสำนักพระราชวัง และมูลนิธิในสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

                ผ้าไหมจากบ้านท่าสว่างนี้ สมัยที่ประเทศไทยจัดการประชุมผู้นำเอเปคในปี 2004 ได้รับคัดเลือกให้ใช้เป็นผ้า สำหรับตัดเสื้อผู้นำแต่ละประเทศส่วนคู่สมรสที่เป็นหญิงจะได้ผ้าคลุมไหล่งดงาม ราคาหลายๆหมื่นบาท ผู้เขียนต้องยอมรับ ในความงามและคุณภาพของผ้า แต่ชีวิตในอเมริกาอย่างพวกเราคงจะไม่เหมาะกับของที่สูงทั้งราคาและยากต่อการเก็บรักษา จึงไม่เห็นมีใครซื้อติดมือกลับมา คงเข้าตำราว่าเป็นของที่ คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อกระมัง

                คณะเราเดินทางมารับประทานอาหารค่ำและพักค้างคืนที่โรงแรมทองธารินทร์ ในตัวเมืองสุรินทร์ โดยมีการร้อง เพลงคาราโอเกะสนุกสนานกันพอสมควร แล้วก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเอาแรงไว้ลุยต่อในวันรุ่งขึ้น


กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats