|
อาทิตย์ที่แล้ว รู้สึกว่าผู้เขียนจะแก่ข้อมูลไปนิดหน่อย ก็ถือเสียว่าอ่านไว้เป็นความรู้รอบตัวนะคะ เพราะเท่าที่ได้คุยกับ เพื่อนร่วมทัวร์อีสานหลายคน เราเกือบทุกคนต่างก็เป็นคนไทยที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยทำมาหากิน สร้างครอบครัวใน สหรัฐอเมริกากันเป็นเวลาคนละหลายๆ ปี บางช่วงของการใช้ชีวิตที่นี่เราอาจไม่ได้มีโอกาสกลับไปเที่ยวเมืองไทยบ่อย อาจ ด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น ทำงานตลอดไม่มีวันลา งานยุ่งมากปลีกตัวไปไม่ได้ หรือมีลูกยังอยู่ในวัยเล่าเรียน เวลาจะไป เที่ยวเมืองไทยก็ต้องรอให้ลูกปิดเทอมจะได้ไปด้วยกัน อย่างกับตัวผู้เขียนเองเป็นต้น
บางสถานที่ซึ่งทางทัวร์พาไปคราวนี้ เช่นพระที่นั่งวิมานเมฆ ก็เพิ่งมีการเปิดให้เข้าชมเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง รวมมทั้ง พระที่นั่งอนันตสมาคม สมัยก่อนก็ไม่ได้เปิดให้เข้าชมเช่นกัน ทำให้ผู้เขียนเสียดายประวัติของสถานที่เหล่านี้ จึงอยากเอา มาเผยแพร่ต่อ
จบรายการทัวร์ในกรุงเทพแล้ว มื้อกลางวันเราจะไปรับประทานอาหารกันที่โชคชัย สเต็คเฮ้าส์ ของฟาร์มโชคชัย ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หรือที่เรียกกันอย่างภาษาชาวบ้านว่าเมืองโคราช
เมืองโคราชเป็นเมืองหน้าด่าน หรือประตูสู่ภาคอีสาน คำขวัญของจังหวัด คือ เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 259 กิโลเมตร
คำว่านครราชสีมา เกิดจากการรวมชื่อเมืองโบราณสองเมืองคือ เมืองโคราฆปุระและเมืองเสมา นครราชสีมาเคยเป็น ที่ตั้งของชุมชนโบราณหลายแห่งตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยที่มีการเผยแพร่ของวัฒนธรรมทวาราวดี และ วัฒนธรรมแบบขอมเข้ามาในดินแดนแถบนี้ เคยมีฐานะเป็นเมือง "เจ้าพระยามหานคร" เช่นเดียวกับเมืองนครศรีธรรมราช ทางภาคใต้มีอำนาจปกครองหัวเมืองน้อยใหญ่ในอีสานหลายแห่ง จนมาถึงปัจจุบันก็ยังคงความสำคัญอย่างต่อเนื่องในฐานะ ที่เป็นเมืองศูนย์กลางทางด้านคมนาคม เศรษฐกิจของภาคอีสาน
นครราชสีมา แบ่งการปกครองออกเป็น 26 อำเภอ จัดว่าเป็นจังหวัดใหญ่
ไกด์แตง เล่าให้ฟังว่าเคยมีคนเสนอความคิดให้แยกเป็นจังหวัดย่อย แต่คนโคราชไม่เอาด้วย ภาษาพูดของโคราชก็มี สำเนียงเฉพาะที่เรียกว่าภาษาโคราช โดยไม่เหมือนกับภาษาอีสานที่พูดกันในจังหวัดอื่นๆ เนื่องจากในอดีตเป็นเมืองที่เป็น แหล่งรวบรวมทหาร ก่อนยกทัพไปรบกับข้าศึกทางประเทศลาวหรือเขมร ทำให้ทหารที่มาจากภาคอื่นๆ หลังสงครามแล้วลง หลักปักฐานที่โคราช ทำให้ภาษาถิ่นของโคราชมีสำเนียงเฉพาะดังกล่าว
ฟาร์มโชคชัย ตั้งอยู่หลัก กม.ที่ 159 ถ.มิตรภาพ ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมาประมาณ 100 กม. เป็นฟาร์มโคนมที่ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมกิจการต่างๆ อาทิ การเลี้ยงโคนมในวัยต่างๆ ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการการรีดนมโค เพื่อผลิต เป็นนมสดพาสเจอร์ไรซ์ การฝึกขี่ม้า และการต้อนโคนมด้วยม้าสไตส์คาวบอย นอกจากนี้ยังมีการทดลองผลิตม้าพันธุ์ดี ขยาย ปรับปรุงพันธุ์สัตว์อื่นๆ เช่น กวาง นกกระจอกเทศ นกสวยงามอื่นๆ อีกมากมาย
ตามโปรแกรมเดิม เราจะแวะที่ฟาร์มโชคชัย เพื่อทัศนศึกษาและรับประทานมื้อกลางวัน ให้บังเอิญฟาร์มโชคชัยหยุด 1 วัน เลยได้แต่แวะรับประทานอย่างเดียว
อาหารกลางวันมีให้เลือกว่าจะกินเนื้อสเต็กหรือไก่ ผู้เขียนเองเป็นคนที่ไม่ชอบกินสเต็ก ปกติจะเลือกไก่ แต่ไหนๆ ก็ไป ถึงถิ่นฟาร์มวัวแล้ว ก็ต้องขอลองสเต็ก
รสชาติของสเต็กไม่ทำให้ผิดหวังค่ะ เพียงแต่เสียดายว่าชิ้นใหญ่ กินไปได้แค่ครึ่งเดียว เพราะต้องเก็บท้องไว้กินไอศกรีม อร่อย ตามคำชวนของคุณทัศนีย์ ชมศิล หรือคุณแหม่ม เจ้าหน้าที่จากททท. สำนักงานแอล.เอ ที่ร่วมไปให้ความช่วยเหลือ แก่พวกเราตลอดการเดินทาง ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ ด้วยค่ะ
ผู้เขียนถามน้องๆ คนขายไอสครีมว่าทำเอาจากนมสดของฟาร์มโชคชัยหรือเปล่า น้องเขาตอบว่าใช่ ผู้เขียนมั่นใจเลยว่า ต้องอร่อยแน่ เพราะลูกชายผู้เขียนตั้งแต่วัยเด็ก เวลาไปเมืองไทยครั้งใด เลือกจะดื่มแต่นมสดของฟาร์มโชคชัย บอกว่าอร่อย กว่ายี่ห้ออื่น อันนี้เป็นความสัตย์จริงค่ะ รับรองไม่ได้รับจ้างเชียร์
เราไม่มีเวลาแวะเข้าเมืองโคราชกัน เพราะตามโปรแกรมยังต้องไปดูปราสาทหินพิมายก่อนเข้าที่พักตอนเย็น เราต้องทำ เวลากันหน่อย เพราะปกติอุทยานประวัติศาสตร์พิมายจะปิดเวลา 6 โมง ที่สำคัญมัคคุเทศก์ ซึ่งเป็นนักเรียนจากโรงเรียน พิมายวิทยาจะมานำชมสถานที่ให้กับคณะเรา กำลังรออยู่
เมืองพิมาย ตั้งอยู่ที่ตำบลในเมมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากตัวจังหวัดนครราชสีมาไปทางทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นสถานที่ตั้งของปราสาทหินพิมาย ซึ่งเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา นิกายมหายานที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีอายุราว 1,000 ปีมาแล้ว เมืองพิมายมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม ผืนผ้า ขนาดกว้าง 565 เมตร ยาว 1,030 เมตร ประกอบด้วยคูน้ำ ล้อมรอบมีแม่น้ำมูลไหลผ่านทางทิศเหนือ และทิศตะวัน ออก ทางทิศใต้มีลำน้ำเค็ม ทิศตะวันตกมีลำจักราชไหลขึ้นไปบรรจบกับลำน้ำมูลคำว่า "พิมาย" น่าจะเป็นคำเดียวกับคำว่า "วิมายะ"ที่ปรากฏอยู่ในจารึกภาษาเขมรที่กรอบประตูห้องกลางด้านทิศตะวันออกของประตูระเบียงคดด้านทิศใต้ ระบุชื่อ "กมรเตงชคตวิมาย" และกล่าวถึงการสร้างรูปเคารพสำคัญชื่อ "กมรเตงชคตเสนาบดีไตรโลกยวิชัย" ใน พ.ศ.1651 ดังนั้น เมืองพิมาย จึงเชื่อได้ว่าเป็นเมืองที่มีมาตั้งแต่เดิมในสมัยอาณาจักรเขมรโบราณที่มีการพัฒนาของชุมชนและสังคมมาตาม ลำดับ
จากลักษณะภูมิประเทศและความอุดมสมบูรณ์ของเมืองพิมาย จึงทำให้มีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ในเมืองพิมายมีโบราณสถานที่สำคัญ คือปราสาทหินพิมาย ซึ่งเป็นศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ที่พบในประเทศไทย สร้างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-17 และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมในราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็น ศาสนสถานที่ตั้งอยู่กลางเมืองพิมาย กรมศิลปากร ได้ดำเนินการอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้ โดยดำเนินการ ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานปราสาทหินพิมาย ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 53 ตอนที่ 34 ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2479 และได้ดำเนินการบูรณะครั้งใหญ่ระหว่าง พ.ศ.2507-2512 โดยกรมศิลปากรร่วมกับรัฐบาลฝรั่งเศสทำการบูรณะ ปราสาทประธานด้วยเทคนิคอนัสติโลซีส (ANASTYLOSIS) คือ การนำชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวปราสาทประกอบเข้าด้วยกัน ตามหลักวิชาการ และนำกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม รวมทั้งได้บูรณะโบราณสถานในเมืองพิมายอย่างต่อเนื่อง กรมศิลปากรได้ จัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์พิมายขึ้นซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน เปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2532
|