|
เสร็จจากเยี่ยมชมวิทยาลัยในวัง คุณพริศา อิ้วตกส้าน และคุณณกฤต ไกด์สาวและหนุ่ม แห่งบริษัทหนุ่มสาวทัวร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ ททท. เลือกมาให้บริการทัวร์อีสานครั้งนี้ พาพวกเราไปเที่ยววัดพระปฐมเจดีย์ ในตัวเมืองนครปฐม พวกเรา มีโอกาสไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุและพระร่วงโรจนฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่หน้าเจดีย์และคุณพริศา (หรือคุณแตง) ได้พาพวกเราไปกราบพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ด้านหลังองค์พระร่วงโรจนฤทธิ์.
พวกเราย้อนกลับเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมารับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารในเรือซึ่งจอดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า จากนั้นพวกเราจะไปเข้าชมพระที่นั่งวิมานเมฆ และพระที่นั่งอนันตสมาคมในช่วงบ่าย
ปรากฎว่าวันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม เป็นวันหยุดราชการชดเชยของวันฉัตรมงคล (เสาร์ที่ 5) พระที่นั่งทั้ง 2 ปิด เข้า ชมไม่ได้ คุณแตงเลยขอชดเชยพาพวกเราไปเที่ยววัดเบ?จมบพิตร ดุสิตวนารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหลัง มีพระพุทธชินราชจำลองเป็นพระประธาน ภายในตัวโบสถ์มีเพดานที่แกะสลักจากไม้แล้วปิด ทอง เป็นลวดลาย สวยงามมาก
ใน พ.ศ. 2441 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสวนดุสิต โดยใช้วัดดุสิต เป็นที่สร้างพลับพลา และใช้สถานที่วัดร้างตัดถนน ซึ่งต้องสร้างวัดขึ้นทดแทนตามประเพณี ได้ทรงเลือกวัดเบญจบพิตรเป็น วัดที่ทรงสถาปนาตามพระราชดำริว่า การสร้างวัดใหม่หลายวัดยากต่อการบำรุงรักษา ถ้ารวมเงินสร้างวัดเดียวให้เป็นวัดใหญ่ และทำโดยฝีมือประณีตจะดีกว่า จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรง ออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรวัตถุอื่น ๆ และมีพระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนายช่างก่อสร้าง เริ่มสถาปนา วัดในราว พ.ศ. 2442 และโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อวัดจาก "วัดเบญจบพิตร" เป็น "วัดเบญจมบพิตร" หมายถึง วัดของ พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 และทรงเพิ่มสร้อยนามว่า ดุสิตวนาราม เพื่อให้คล้องกับพระราชวังดุสิตที่ทรงสร้างขึ้นใหม่
วัดเบ?จมบพิตรมีสิ่งสำคั?ในวัด เช่น พระอุโบสถที่มีสถาปัตยกรรมงดงามมาก และใช้หินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ในการ ก่อสร้าง ส่วนพระประธานในพระอุโบสถมีพระพุทธชินราชจำลอง พระที่นั่งทรงผนวชซึ่งรื้อมาจากบริเวณพุทธรัตนสถานใน พระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยประทับเมื่อทรงพระผนวชใน พ.ศ. 2416 และศาลาสี่สมเด็จ ซึ่งเป็นศาลาจตุรมุขสร้างด้วยทุนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทร-มณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ และสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ศาลาบัณณรศภาค เป็นศาลาจตุรมุข สร้างด้วย ทุนทรัพย์ของพระมเหสี เจ้าจอม พระราชโอรส พระราชธิดาและพระญาติในรัชกาลที่ 5 รวม 15 พระองค์
สวนด้านหลังนอกศาลารอบโบสถ์ มีต้นสาละปลูกอยู่ 1 ต้น ต้นสาละนี้เป็นต้นไม้ในพุทธประวัติ เพราะเป็นต้นไม้ที่ พระพุทธเจ้าประสูติและปรินิพพานใต้ต้นสาละนี้เอง ใครไม่รู้จักว่าต้นสาละหน้าตาเป็นอย่างไร ไปดูได้ที่วัดเบญจฯ
ช่วงเย็นคณะทัวร์ไปรับประทานอาหารเย็นที่โรงหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสวนลุมไนท์บาซาร์ ไม่ไกล จากโรงแรมนัก ที่นี่อาหารอร่อย โดยเฉพาะทอดมัน แกงส้มชะอมไข่ และยำผักบุ้งทอดกรอบ ได้รับคำชมเป็นพิเศษ หลัง รับประทานอาหาร พวกเราก็ทยอยกันเข้าไปนั่งชมการแสดงหุ่นละครเล็ก
หุ่นละครเล็ก นี้เป็นการแสดงหุ่นละครที่ใช้คนเชิดหุ่นตัวละ 3 คน เพราะฉะนั้นคนเชิดทั้ง 3 คน จะต้องรู้จักวิธีการเล่น โขน และต้องมีการสอดประสานกันในท่วงท่าที่ใช้ทั้งมือและขา จึงจะทำให้การเชิดหุ่นไม่ติดขัด น่าดีใจ และสนับสนุนเพราะ ผู้แสดงล้วนแล้วแต่เป็นคนวัยหนุ่มสาว แถมการแสดงชุดกูรมาวตาร ตำนานพระราหูนี้ ยังได้รับรางวัล The Best Traditional Performance 10th World Festival of Puppet Art in Praque 2006
การแสดงชุดนี้ ผู้เขียนเคยชมมาครั้งหนึ่งแล้ว ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2006 คราวที่ผู้เขียนร่วมเดินทางไปกับ โครงการเยาวชนไทยในสหรัฐเยือนแผ่นดินแม่ของคุณสุรศักดิ์ วงศ์ข้าหลวง มาได้ชมเป็นครั้งที่สอง ก็ยังสนุกเพราะผู้แสดง เก่งมาก โดยเฉพาะหุ่นละครตัวหนุมาน เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน มาหยอกล้อกับผู้ชมเป็นที่สนุกสนาน
เสียดายที่เคยมีการติดต่อจะนำคณะละครเล็กโจหลุยส์นี้ มาแสดงให้ชาวไทยในแอล.เอได้ชมกันที่วัดไทย แต่เกิดการ ขัดข้องในการประสานงาน จึงต้องเลิกล้มไป ถ้าอยากจะชมการแสดงชุดนี้ คงต้องหาโอกาสไปชมเวลากลับไปเที่ยวบ้านที่ เมืองไทยค่ะ
เช้าวันที่ 8 พฤษภาคม 2550เราออกจากโรงแรมอโนมา เพื่อเดินไปชมพระที่นั่งวิมานเมฆ และพระที่นั่งอนันตสมาคม ในเขต พระราชวังดุสิต เป็นการชดเชย โปรแกรมในช่วงบ่ายของวันวานนี้ พระที่นั่งองค์นี้ ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรม ยุโรป ผสมกับไทยประยุกต์ องค์พระที่นั่งเป็นรูปอักษรตัวแอลในภาษาอังกฤษ ยาวด้านละ ๖๐ เมตร สูง ๒๐ เมตร เป็นอาคาร ๓ ชั้น ยกเว้นตรงส่วนที่ประทับซึ่งมีรูปร่างเป็รแปดเหลี่ยม มี ๔ ชั้น ชั้นล่างสุดก่ออิฐ ถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทอง ทั้งหมด และหลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์
พระที่นั่งวิมานเมฆเป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นพระที่นั่งถาวรองค์แรกในพระราชวัง ดุสิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระราชวังดุสิต (ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์เรียกว่า พระราชวังสวนดุสิต) ใน พ.ศ. 2444 โดยโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นที่เกาะสีชัง เมื่อ พ.ศ. 2435 แต่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโยธาเทพ (กร หงสกุล ต่อมาเป็นพระยาราชสงคราม) เป็นนายงานรื้อพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์จากเกาะสีชังมาสร้างในสวนดุสิต และพระราชทานนามว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ และทรง วางศิลาฤกษ์พระที่นั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2443 โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกำกับการออกแบบ และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมพระที่นั่งวิมานเมฆ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2444
พระที่นั่งวิมานเมฆสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่งดงามประณีตและได้รับอิทธิพลการ ก่อสร้างแบบตะวันตก การก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2444 และได้เสด็จมาประทับที่พระที่นั่งวิมานเมฆ จนกระทั่ง พระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2445 สร้างเสร็จเรียบร้อยใน พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุล-จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถานเป็นการถาวร จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 และพระที่นั่งวิมานเมฆยังคงเป็นสถานที่ประทับของเจ้านายจนกระทั่งสิ้นรัชกาล เจ้านายฝ่ายในและข้าราชบริพารจึงได้กลับมาประทับที่พระบรมมหาราชวัง
|