|
โดย.....นภา อัมพร
สมัยหนึ่ง เราแก้ความคิดถึงด้วยการส่งจดหมาย แต่เมื่อระบบอี เมล์ สะดวกกว่า เราก็มีโอกาสส่งเมล์ถึงกัน ด้วยคำพูดสั้นๆบ้าง หรือเก็บอะไรต่ออะไรที่อ่านเจอเอามาฝากบ้างเหมื่อนกับเมื่อสองสามวันก่อน ได้รับเมล์นี้มา จากคนห่วงใย แล้วกำชับมาด้วยว่า โปรดอ่าน ดีมากๆๆๆ
ได้อ่านแล้วก็คิดถึงท่านผู้อ่าน เลยเก็บมาฝากอีกต่อหนึ่ง เสียดายที่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เขียนใคร อยากจะขอบคุณใน ความรู้สึกที่ดีๆ ผ่านคอลัมน์นี้ พร้อมกับถือโอกาสขออนุญาตนำมาเผยแพร่ ตามความประสงค์ของท่านที่ว่า โปรดส่งต่อถึง ทุกคนที่.....
อย่างน้อยก็เป็นการเตือนความทรงจำที่เกี่ยวกับความรัก ความสุข ของครอบครัว โดยเฉพาะการรอคอย..... เรื่องเริ่มว่า......
หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอเพราะวัน หนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผมต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง มันเป็นไอเดียของเธอล้วนๆ จริงๆ นะ
ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ ภรรยาผมว่า แต่ผมรักคุณนี่ ผมเถียง ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ด้วยเหมือนกัน
ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยาอยากให้ผมไปหา คือแม่ของผมเอง ซึ่งเป็นม่ายมา 19 ปีแล้ว เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแล ลูกๆ ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น
วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวนท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง แม่ถามว่า มีอะไรหรือ ? ลูกสบายดีรึเปล่า ?
แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิดว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก หรือเชิญอย่างกระทันหัน หมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิด ขึ้น ผมตอบแม่ว่า ผมว่าดีออก ถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพังสองคนแม่ลูกบ้าง แม่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า แม่ยินดี มากเลยจ้ะ
เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตได้ว่าแม่เองก็ ตื่นเต้นเหมือนกัน แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการ แต่งงานครั้งสุดท้าย พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูตสวรรค์ แม่บอกเพื่อนๆว่าแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกันใหญ่ แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้นรถ พวกเขารอฟังแทบไม่ไหวเลย
เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยมและบรรยากาศก็อบอุ่นสบายๆ มากๆ แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็น สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผมต้องเป็นฝ่ายอ่าน
เมนูอาหาร เพราะสายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ๆ เท่านั้น เมื่อผมอ่านเมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่ง ผมเงย ขึ้นมองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง
ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคนอ่าน เมนูให้ลูกฟัง แม่ว่า
งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟังสบายๆบ้าง ผมตอบ
ในระหว่างมื้ออาหารนั้น เราคุยกันอย่างถูกคอ ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร เพียงแต่สลับกันถามว่าชีวิตของเรา เป็นยังไง ทำอะไรที่ไหนมาบ้าง เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ทัน
เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูดว่า แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ แต่คราวนี้ลูกต้องยอมให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ ผมตอบตกลง
ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง ภรรยาถามเมื่อผมกลับถึงบ้าน ดีเยี่ยมกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย ผมตอบ
ไม่กี่วันต่อมา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน มันเกิดขึ้นกระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย หลายวัน ต่อมา ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผมกับแม่เคยไป มีโน๊ตเล็กๆ แนบมาด้วยว่า
แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อยแล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน คือลูกกับ ภรรยา ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อแม่มากแค่ไหน , รักลูกจ้ะ
วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการกล่าวคำว่า รัก ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมัน ไม่มีอะไรสำคัญ มากไปกว่าครอบครัวของคุณ จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่ง ได้
บางคนบอกว่า หลังจากที่คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพเดิม คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่ คุณได้เป็นแม่คนแล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อไป
บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็นแม่ได้เองตามสัญชาติญาณ คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มาร์เก็ต
บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่าเบื่อคนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบขับขี่มาหมาดๆ
บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็นคนดี ลูกออกมาก็จะดีเอง คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับคู่มือการใช้และใบรับประกัน
บางคนบอกว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับลูก คนนั้นไม่เคยเปิดประตูหลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูกหวดลูกกอล์ฟเข้าใส่ หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้านพอดิบพอดี
บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ได้ คนนั้นไม่เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้านเลข
บางคนบอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคนแรก คนนั้นไม่เคยมีลูกห้าคน
บางคนบอกว่า ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอนคลอด คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้นรถเมลไปโรงเรียน อนุบาลวันแรก หรือขึ้นเครื่องบินไปบู๊ทแคมป์ของทหาร
บางคนบอกว่า งานของแม่นั้นหมูๆ ปิดตาสองข้าง หรือมัดมือไว้ข้างหนึ่งก็ยังได้ คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายคุ๊กกี้ ให้กับเหล่ายุวนารี 7 คนที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอดเวลา
บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงานคือการนำลูกชายหรือ ลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของแม่
บางคนบอกว่างานของแม่สิ้นสุดลงเมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้านไป คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือหลานย่า
บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณรักท่าน เพราะงั้น ไม่ต้องบอกท่านก็ได้ คนนั้นไม่เคยเป็นแม่คน
โปรดส่งต่อถึงทุกคนที่เป็น แม่ และทุกคนที่มี แม่
|