HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:20 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องไปใต้แสงตะวัน
จากหม่อนเลี้ยงไหม ถึงชาหม่อน
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 28 มีนาคม 2551

โดย.....นภา อัมพร

       ฉบับก่อนได้เล่าเรื่องราวของจังหวัดสุรินทร์  เริ่มต้นด้วยเรื่องช้าง เรื่องราวของคนเลี้ยงช้าง มาต่อที่เรื่อง ปราสาทหินที่มีอยู่หลายแห่ง แล้วมาถึงเรื่องการทอผ้าไหม หัตถกรรมพื้นบ้านที่บ้านเขวาสินรินทร์  จากการปลูก ต้นหม่อน เลี้ยงไหม

       และก็สรุปได้ว่า ใบหม่อนนอกจากจะเป็นอาหารของตัวไหมแล้ว ยังจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ของคน และยังเป็น เครื่องดื่มประเภทชา เพื่อสุขภาพอีกด้วย

       ถึงตอนนี้ เลยเข้าไปค้นคว้า ได้อ่านเจอข้อมูลจากสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขียนโดย วิโรจน์  แก้วเรือง เรื่อง “มีอะไรใหม่ในชาหม่อน” ได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์มากทีเดียว จึงขอนำเอาบางส่วนมาสรุป เพื่อเรา จะได้รู้ร่วมกันว่า ชาหม่อน มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงหรือไม่ ถ้ามี จะมีแบบไหน อย่างไร

       ไม่ใช่พูดให้เชื่อกันลอยๆ โดยไร้ข้อมูลทางวิชาการมาอ้างอิง

       ว่าถึงเรื่องรสชา โดยส่วนตัวเคยลองดื่มมาบ้าง รู้สึกว่ารสชาติก็ใช้ได้ ไม่เฝื่อนฝาด มีคนเขาบอกว่าเด็กก็สามารถดื่มได้ ไม่เป็นอันตราย จะดื่มแบบชาร้อนหรือชาเย็นก็ตามสบาย

       วิโรจน์  แก้วเรือง ได้อ้างถึงผลงานวิจัยของ นักวิทยาศาสตร์หลายๆ ประเทศ เช่นญี่ปุ่น สหรัฐฯ อังกฤษ โรมาเนีย และ อินเดีย แม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ชาวไทย

       สรุปว่าใบหม่อนมีสาร ดีเอ็นเจ (DNJ=Deoxynijirimycin) ซึ่งสารนี้ เป็นอย่างไรเราไม่รู้ แต่นักวิจัยบอกว่า มีผลในการ ลดน้ำตาลในเลือด

       ยังมีสารกาบา (GABA – Gamma amino butyric acid) ที่มีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิต

       และสาร ฟายโตสเตอรอล (Phytosterol) ที่มีประสิทธิภาพในการลดระดับคอเลสเตอรอล ยังพบว่าใบหม่อนมี แร่ธาตุ และวิตามินหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

       ในตำราแพทย์แผนไทยมา ชาหม่อนต้มดื่มต่างน้ำชา แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไอ เจ็บคอ ระงับประสาท แก้กระหายน้ำ ลด น้ำตาลในเลือด ลดความดันเลือด บำรุงผิว แก้อาการตาลาย เวียนหัวและปวดหัด ขับปัสสาวะ ช่วยระบายท้อง เอาน้ำล้างตา แก้ตาแดง ตาแฉะ และตาฟาง

       วิโรจน์  แก้วเรือง และคณะได้ทำวิจัย ได้วิเคราะห์หาสารสำคัญหรือสารออกฤทธิ์ ที่มีสรรพคุณทางเภสัชศาสตร์ พบว่า ในใบหม่อนมีสารเควอซิติน (Quercetin) และ เคมเฟอรอล (Kaempferol) ซึ่งเป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยส์ (Flavonoids) ที่มีคุณสมบัติ

       ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้น

       ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี และหลอดเลือดดแข็งแรง

       ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือดมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่

       ลดอาการแพ้ต่าง ๆ และยืดอายุเม็ดเลือดขาว

       สารทั้งสองชนิดนี้ สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางลำไส้เล็กและไม่เปลี่ยนแปลงสภาพ

       พืชใช้สารเหล่านี้เพื่อใช้ทนต่อลม ฝน แสงแดด ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ต้องอาศัยพืช

       นอกจากนั้นยังพบสาร โพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าสารสำคัญ 2 ชนิดข้างต้น เป็นที่ น่าสังเกตว่า

       ใบหม่อนพันธุ์ต่างๆ หรือในสถานที่ต่างกันทำให้ปริมาณสารที่ได้แตกต่างกัน รวมทั้งพันธุ์ใหม่ๆ  ให้สารสำคัญสูงกว่า หม่อนในพันธุ์พื้นเมือง การผลิตชาหม่อนในรูปของชาเขียว ให้ปริมาณสารเควอซินติน เคมเฟอรอล และโพลีนอลสูงมากกว่า การนำไปทำเป็นชาจีนหรือชาฝรั่ง

       ข้อมูลนี้ยังระบุว่า การชงชาหม่อน ด้วยน้ำร้อย 80-90 องศาเซลเซียส แล้วทิ้งไว้ 6,12,30 และ 60 นาที พบว่าน้ำชา ที่ชงทิ้งไว้นาน 60 นาที จะมีสารเควอซิตินและเคมเฟอรอล มากกว่าการชงชาหม่อนในระยะเวลาสั้นๆ แต่ปริมาณโพลีฟีนอล ไม่แตกต่างกัน อีกทั้งการชงชาหม่อนด้วยน้ำร้อนจะทำให้สารสำคัญละลายออกมาได้ดีกว่าการชงชาด้วยน้ำเย็น

       ต่อมาได้มีการวิจัยโดยนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พบว่าชาใบหม่อนมีปริมาณ สารโพลีฟีนอลน้อยกว่าใบหม่อนสด

       ข้อมูลจากสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังระบุว่า การชงชาหม่อนเพื่อให้ได้รับประโยชน์ นั้น ควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้

       การชงชาหม่อนในน้ำร้อน ให้ใส่ชาหม่อน 1-2 ช้อนชา ลงในถ้วยชา ถ้าเป็นชนิดซองชงชาใช้ 1 ซอง เติมน้ำร้อนที่ต้ม เดือด ทิ้งไว้นานอย่างน้อย 6 นาที จะทำให้สารออกฤทธิ์ในชาหม่อน ละลายออกมาได้มาก

       เมื่อดื่มน้ำชาหม่อนหมดแล้ว สามารถเติมน้ำร้อนและดื่มได้อีก จนไม่มีสีของชาหม่อน แต่ไม่ควรชงชาทิ้งไว้เกิน 24 ชั่วโมง เพราะชาอาจบูดได้

       ได้มีการทดลองกับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ด้วยการให้ดื่มน้ำชาหม่อนวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ครั้งละ 150 ซีซี เป็น เวลา 2 เดือน สามารถลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ประมาณ 53 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร

       แต่อย่างไรก็ตาม การดื่มชา ก็ควรปฏิบัติตัวควบคู่ไปกับการระวังเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อนที่เพียงพอ และทำให้เกิดอารมณ์ที่แจ่มใส

       มีผู้แนะนำว่า ควรดื่มชาหม่อนระหว่างการรับประทานอาหารหรือหลังการรับประทานอาหารแต่ละมื้อทันทีจะทำให้ได้ ประโยชน์สูงสุด

       สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่ายังไม่มีรายงานอาการแพ้ชาหม่อน แต่ถ้าบริโภคชา หม่อน หรือสมุนไพรอื่นๆ แล้วมีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดเช่น

       ผื่นขึ้นตามผิวหนัง หรือคล้ายลมพิษ ตาบวม ปากเจ่อ หรือมีดวงสีแดงที่ผิวหนัง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หูอื้อ ตามัว ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง ประสาทความรู้สึกทำงานไวเกินปกติ เช่น เพียงแตะผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ ใจสั่น ใจเต้นแรง หรือรูสึกวูบวาบ หรือถึงขั้นตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเป็นสีเหลือง แสดงว่าท่านแพ้สมุนไพรนั้น ต้องรีบไปหาแพทย์ครับ

       จากข้อมูลที่เล่ามาทั้งหมด ก็มีคำถามอยู่ในใจ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเบาหวาน ที่เบื้องต้น เราสรุปว่า สาเหตุที่คนเป็น โรคนี้ เพราะร่างกายไม่สามารถผลิตสาร “อินซูลิน” หรือผลิตได้น้อยกว่าปริมาณความต้องการ

       จริงๆ แล้ว น้ำตาลมีประโยชน์ต่อร่างกาย ขาดน้ำตาลไม่ได้ โดยอินซูลิน จะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงาน ทำให้มีพล กำลัง มีเรี่ยวมีแรง

       แต่ถ้าขาดอินซูลิน ความหวานของน้ำตาล จะเป็นตัวทำลายอวัยวะภายใน ซึ่งจะส่งผลในระยะยาว

       หลังจากที่ได้อ่านพบว่า “สารกาบา” ในใบหม่อน ลดความดันโลหิต พบว่า “สารฟายโตสเตอรอล” ลดระดับคอเลส-เตอรอล นั้นดีแน่

       คำถามอยู่ที่ว่าใบหม่อนมีสาร “ดีเอ็นเจ” สารนี้มีผลในการลดน้ำตาลในเลือด นั้นลดอย่างไร

       เป็นการลดน้ำตาลเฉยๆ เพียงทำให้ความหวานเจือจางลง หรือลดแล้วยังแปลงน้ำตาลเป็นพลังงานด้วย ใครรู้ช่วยตอบทีครับ.

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats