|
โดย.....นภา อัมพร
เพราะสุรินทร์อยู่ติดเขมร จึงมีโบราณสถานประเภทปราสาทหินแบบขอมโบราณอยู่มากมาย จนมีคำถามว่า ดินแดนของสุรินทร์เคยเป็นเมืองหนึ่งของขอมหรือไม่
คำตอบก็คือ เมืองใดที่มีปราสาทหินแบบขอม ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเมืองของขอมเสมอไป เพียงแต่สรุปได้แน่นอน ว่า ช่วงนั้นขอมมีความเจริญมากกว่า
ลักษณะนี้เราเรียกว่า รับอิทธิพล คงคล้ายลัทธิเอาอย่างในปัจจุบัน เช่นการที่เด็กไทยร้องเพลงแบบฝรั่ง หรือคนไทย สร้างตึกแบบยุโรป หัวเสาแบบโรมัน จัดสวนแบบญี่ปุ่น แต่งตัวแบบตะวันตก ฯลฯ ล้วนเป็นการเลียนแบบทั้งสิ้น
ไทยเราไม่ได้เลียนแบบแต่ขอมอย่างเดียว เจดีย์ต่างๆ พระพุทธรูปรุ่นก่อนๆ เราเลียนแบบอินเดียด้วยซ้ำไป สิ่งเหล่านี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการหลั่งใหลทางวัฒนธรรม
ที่สำคัญในเรื่องของดินแดนต่างๆ บนโลกนี้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่ใดอย่างถาวร ต่างเป็นสมบัติผลัดกันชมทั้งสิ้น ยุคหนึ่งอาจเป็นของไดโนเสาร์ ของมนุษย์ถ้ำ ของมนุษย์สัมริด เปลี่ยนมือไปตามเงื่อนไขต่างๆ บางที่เพราะการสู้รบแย่งชิง บางทีก็เต็มใจที่จะทิ้งถิ่นฐาน หรือแม้กระทั่งการขายเพื่อแลกด้วยเงิน
พ่อแม่ ยกทรัพยสินให้ลูก มีเขยมีสะใภ้ จากสินเดิมของคนตระกูลหนึ่ง ก็อาจเปลี่ยนมือไปเป็นของอีกตระกูลหนึ่ง
การที่จะมองว่าแผ่นดินใดเป็นของใครในโลกนี้ ต้องมองที่ปัจจุบัน หาไม่แล้วการแย่งชิงคงไม่สิ้นสุด
กลับมาเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว ปราสาทโบราณในจังหวัดสุรินทร์ มีปราสาทต่างๆ อยู่มากมาย ว่ากันว่าในสมัยที่ขอม รุ่งเรือง สุรินทร์ เป็นเส้นทางที่ชาวชอมเดินทางไปมาหาสู่ หรือติดต่อค้าขาย
ชนชาติขอมโดยเฉพาะระดับเจ้าเมือง มีอำนาจบารมี นิยมสร้างที่พักกลางทาง บ้านฤๅษี รวมถึงสร้างสถานที่เคารพ และอยากให้สิ่งก่อสร้างนั้นมั่นคง จึงต้องสร้างเป็นปราสาท ถ้ามีหินก็ทำด้วยหิน หาไม่ได้ก็ทำด้วยศิลาแลง หรือบางทีก็ใช้อิฐ แต่ไม่นิยมทำด้วยไม้
อย่างเช่นปราสาทหินบ้านพลวง สร้างสมัยบาปวน ที่บ้านพลวง ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท เป็นปราสาทหินขนาด เล็ก แต่ฝีมือการสลักหินประณีต ฐานของปราสาทก่อด้วยศิลาแลง องค์ปรางค์ก่อด้วยหินทราย
ปราสาทอีกแห่งที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก คือปราสาทศรีขรภูมิ ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาท ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ มีลักษณะ พิเศษคือองค์ปรางค์ก่อด้วยอิฐฝนหน้าเรียบไม่ฉาบปูน แต่ติดเชื่อมไว้ด้วยกาว มี 5 องค์ ส่วนฐานฐานก่อด้วยศิลาแลง ปัจจุบัน ตกแต่งรักษาไว้เป็นอย่างดี ในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวไปชมมากมาย
ปราสาทภูมิโปน ตั้งอยู่ที่บ้านภูมิโปน ตำบลดม อำเภอสังขะ เป็นปราสาทขอมสมัย ไพรกเมง สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 อาณาจักรเจนละ เป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ เป็นปรางค์สี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐฐานเป็นศิลาแลเช่นกัน
ยังมีปราสาทตาเหมือนโต๊ด และปราสาทตาเหมือนธม (ปราสาทเล็ก ปราสาทใหญ่) อยู่ใกล้กัน ที่กิ่งอำเภอพนมดงรัก ปราสาทนี้มีปรางค์ 3 องค์
ปราสาทยายเหงา ตัวปราสาทสร้างด้วยอิฐ อยู่ที่อำเภอสังขะ ริมถนนสายโชคชัย เดชอุดม
ท่านอาจสงสัยว่าทำไมชื่อปราสาทจึงฟังดูแปลกๆ ก็เพราะปราสาทถูกทิ้งร้างนับร้อยๆ ปี ชื่อเหล่านี้คนรุ่นหลังเรียกขึ้น ใหม่แทบทั้งสิ้น
อย่างเช่น นายเหมือน ไปหักร้างถางพง ก็พบว่าที่ดินที่ตัวเองจับจอง อยู่ใกล้ปราสาท นานเข้าชาวบ้านก็เรียก ปราสาทนั้นว่า ปราสาทตาเหมือน เป็นต้น
นอกจากเรื่องของปราสทแล้ว สุรินทร์ ยังมีสถานที่อื่นๆ ที่น่าสนใจ อย่างเช่นหมู่บ้านทอผ้าไหม ซึ่งทำเป็นอุตสาหกรรม ครัวเรือนที่มีชื่อเสียงมีการทำกันหลายหมู่บ้าน
แต่ขอเลือกเอาที่บ้านเขวาสินรินทร์ ในตำบลและอำเภอชื่อเดียวกัน เพราะเคยไปเที่ยวชม เมื่อสองสามปี มีการทำ ผ้าไหมอย่างเป็นกระบวนการ ได้เห็นต้นหม่อนซึ่งปลูกกันเป็นล่ำเป็นสัน ปกติต้นหม่อนมีไม่มากนักที่บ้านเรา ไม่เหมือนแถบ อเมริกาที่ต้นหม่อนจะมีอยู่ทั่วไป
คนเลี้ยงไหมต้องเก็บใบหม่อนสดมาเป็นอาหารของหนอน หรือตัวไหมที่เลี้ยงไว้ ซึ่งตัวไหมเหล่านี้กินจุมาก กินทั้งวัน ทั้งคืน ต้องคอยดูแล ลดความชื้นโดยโรยด้วยแกลบเผา หรือปูนขาว ต้องคอยดูการเจริญเติบโต คอยขยายพื้นที่ไม่ให้แออัด
จนกระทั่ง ตัวไหมจะโตเต็มที่ มีต่อมเส้นใยพร้อมจะทำรัง โดยพ่นเส้นใยออกมาห่อหุ้มตัวเอง ก็จะถึงขั้นตอนที่เรียกว่า เก็บไหมเข้า จ่อ แล้วยังมีอีกหลายกระบวนการ จนกว่าจะให้เป็นเส้นใย
กระบวนการเหล่านี้ ชาวบ้านยินดี สาธิตให้กับนักท่องเที่ยวที่ไปชม ไปจนถึงการสาวไหม การย้อมสีไปจนถึงการทอผ้า
สีที่ย้อมก็นำมาจากสีธรรมชาติ เช่น เช่นสีเหลืองจากขมิ้น สีแดงจากเปลือกประดู่ จากครั่ง จากรากยอป่า มะไฟ สีจึง ไม่สดฉูดฉาด แต่เป็นโทนที่กลมกลืน ผ้าไหมของบ้านนี้ มีลวดลายหลายแบบ
มีคนบอกว่าผ้าไหมสุรินทร์นั้น ผ้าโฮล เป็นผ้าไหมที่ดีที่สุด โฮล คือ ไหมมัดหมี่ นิยมใช้สีเทา แดง ขาว เขียว และเหลือง
ผ้าโฮลนั้นทอยาก ต้องใช้ฝีมือและความประณีต คนโบราณจะทอผ้าโฮลมอบไว้เป็นมรดกเฉพาะทายาทคนพิเศษ หรือ ใช้ในโอกาสสำคัญเช่นงานบุญ หรืองานมงคล
มีผ้าอีกแบบเรียกว่า ผ้าอัมปรม เป็นผ้ามัดหมี่สองทาง ทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน ลวดลายตารางเล็กๆ มีทั้งลายหมี่โคม หมี่ลายกนก ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายพระตะบอง ลายพนมเปญ ฯลฯ
ผ้าโสร่ง ถ้าของผู้หญิงเรียกว่า โสร่งแส็ย (เป็นสำเนียงภาษาถิ่น ตรงกับภาษากลางของเขมรในคำว่า สไรย หมาย ถึงสตรี) เป็นสีพื้นมีไหมควบเป็นขอบขาว และทอเป็นตารางเล็กพอประมาณในพื้นที่ทั้งหมด
ผ้าผู้ชายเรียกว่า โสร่งเปราะฮ์ (เปร๊าะ แปลว่าชาย) มีลักษณะเป็นตารางใหญ่สีแดงสลับสีเขียว มีริ้วตัดตรงกลางตลอด ผืน ยังมีผ้าขาวม้าไหม เรียกว่าสไบเปราะฮ์ เป็นผ้าลายทางยาว
ที่น่าสังเกตคือภาษาของคนชาวถิ่นชายแดน มักจะมีภาษาของประเทศเพื่อนบ้านมาผสม ในเขมรเอง ที่ติดชายแดนไทย ก็มีการใช้ภาษาไทย หรือภาษาลาวพูดกัน
หากแวะหมู่บ้านนี้ เราสามารถเลือกซื้อผ้าทอพื้นเมืองไปฝากญาติมิตร นอกจากจะได้ของแท้แล้วราคาจะถูกกว่าที่มีขาย ในท้องตลาดเกือบครึ่ง ซึ่งไม่แน่ว่าจะได้ของจริงหรือเปล่า
เริ่มต้นที่ปราสาทหิน ลงท้ายได้ไปดูตัวไหมกินใบหม่อน คราวหน้าจะเล่าเรื่อง ชาใบหม่อน เครื่องดื่มเพื่อ สุขภาพกันครับ.
|