|
โดย.....นภา อัมพร
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้กล่าวถึงจังหวัดสุรินทร์ ประกาศปี 2551 ปีแห่งการเดินทางท่องเที่ยว โดยร่วมกับการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้เล่าเรื่องคนเลี้ยงช้าง ไปถึงชนเผ่าที่เราเรียกว่า ชาวกูย
แม้สุรินทร์อยู่ติดกับชายแดนเขมร แต่ชาวกูย ไม่ใช่ชาวเขมร พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากนักรบบนหลังช้างในประเทศ อินเดีย ในยุคหนึ่งพวกเขาพ่ายสงคราม แต่ด้วยความเด็ดเดี่ยวไม่ยอมจำนนให้ศัตรู จึงพาช้างเพื่อนยาก พากันเดินทางรอน-แรมไปเรื่อยๆ ไร้จุดหมาย ตั้งใจว่าหากพบทำเลถูกใจก็ปักหลักตั้งรกรากทำไร่ทำนาหากินอย่างถาวร
เหตุผลนี้เองทำใหบรรพบุรุษของชาวกูยส่วนหนึ่ง มาอยู่ในพื้นที่สุรินทร์
และเมื่อผ่านกาลเวลาหลายชั่วอายุคน ชนเผ่ากูย ก็ผสมผสานกลายเป็นคนไทย เหมือนคนไทยเชื่อสายอื่นๆ ไม่ว่า ไทยจีน ไทยลาว ไทยเขมร ไทยรามัญ ฯลฯ
บ้านตากลาง เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่ง ที่คนของหมู่บ้าน มีความสามารถพิเศษในการคล้องช้าง จับช้างป่ามาขาย
เพื่อนชาวสุรินทร์ เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่เขาเด็กๆ ยังได้เคยเห็นพิธีกรรม ก่อนที่นักล่า จะไปทำการคล้องช้าง แต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีแล้ว เพราะป่ามีน้อย ช้างก็ใกล้จะสูญพันธุ์ จนกลายเป็นสัตว์อนุรักษ์
นักล่าเหล่านี้ ไม่ได้จับช้างมาเพื่อฆ่า ตรงกันข้าม เขาต้องการให้ช้างมาอยู่กับคน มาทำงาน มาทำมาหากินด้วยกัน
นักล่าช้างมีใครบ้าง ดูจากข้อมูลของคณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : หน้า237-238 ระบุว่า บุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีในการโพนช้างมีอยู่ด้วยกัน 5 ระดับ จากต่ำไปหาสูงสุด คือ
ควาญมะ คือ หนุ่มวัยรุ่นที่สนใจใคร่รู้ อยากเรียนรู้การจับช้าง ทำหน้าเหมือนเป็นลูกมือในคณะ ทำงานจิปาถะ ชาย หนุ่มที่จะเป็นมะจะต้องสมัครเข้าร่วมพิธีกรรมและปฏิบัติตามข้อห้ามข้อพึงกระทำอย่างเคร่งครัด
ควาญจา หรือจ่า คือผู้ที่อยู้ท้ายช้างต่อ มีหน้าที่คอยช่วยเหลือหมอช้าง เคยเป็นมะจนมีความรู้ความเข้าใจในอุปกรณ์ จับช้างต่างๆพอสมควรไม่ต้องปะชิ (ยกครู) ก็เลื่อนขึ้นมาเป็นจาได้เลยถ้าหมอช้างมอบหมาย จาที่ดีจะรู้ใจหมอช้างทุกอย่าง ในช่วงการกูบเทวดาจาจะเป็นคนช่วยหยิบเครื่องมือต่างๆให้หมอ ข้อห้ามพิเศษที่มะเเละจาจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดก็คือ เวลาอยู่บนหลังช้างและประกอบพิธีกรรม ห้ามสูบยา ห้ามกินขา หัวและเครื่องในสัตว์
หมอเสดียง เสดียงแปลว่าซ้าย หรือที่ทางพระนครศรีอยุธยาเรียกว่า ควาญช้าง เคยเป็นจา มาจนชำนาญและผ่าน พิธีปะชิมาแล้ว ขณะทำการเซ่นไหว้ หมอเสดียงจะทำหน้าที่เป็นลูกมือ ขณะทำการคล้องหรือกูบจะได้รับการมอบหมายให้ เป็นหมอซ้ายของครูบา ถ้าหมอเสดียงทำผิดข้อห้ามต่างๆ หลังถูกสอบสวนแล้วจะถูกลดขั้นลงมาเป็นจา การเลื่อนหมอเสดียง ขึ้นเป็นหมอสดำให้ทำโดยวิธีประชิ
หมอสดำ ตรงกับตำแหน่งควาญขวา เคยเป็นหมอเสดียงมาก่อน แล้วจับช้างได้ตั้งแต่ 5 เชือกขึ้นไป มีความชำนาญ ในการจับช้าง เคยควบคุมการจับช้างด้วยตนเอง เป็นหมอมือรองจากครูบา หมอสดำที่ไม่มีผลงานหรือไม่ผ่านพิธีปะชิให้ เป็นครูบาเรียกว่า หมอสะดำแก่
ครูบา หรือปะกำหลวง คือหมอเฒ่า หรือ พระมอเฒ่า ที่มีความชำนาญทางคชลักษณ์ คชกรรมทั้งปวง เคยเป็นหมอ สดำมาก่อนเเล้วจับช้างได้ตั้งแต่ 20 เชือกขึ้นไป และได้รับการปะชิเลื่อนให้เป็นครูบา เป็นหัวหน้าควบคุมสูงสุด
เป็นที่เคารพของหมอและควาญทุกคน มีอำนาจระงับข้อพิพาทตลอดจนควบคุมการจัดการผลประโยชน์ที่ได้จากการ จับช้างแต่ละครั้ง ในการจับช้างแต่ละครั้งอาจมีควาญ หมอสดำ หมอเสดียง หลายคน แต่จะมีครูบาหรือหมอใหญ่เพียงแค่ คนเดียว
เคยมีตำนาน พระมอเฒ่า หรือ ตาหมอเฒ่า ผู้มีอาคมแก่กล้า ชำนาญทางพิธีกรรม หาฤกษ์หายาม เชื่อกันว่าเป็นผู้ออก กฎ, ข้อปฏิบัติให้ผู้เดินป่าและทางบ้านต้องถือปฏิบัติ เรียกได้ว่าเป็นศาสดาของตำนานคชศาสตร์ก็ได้
หมอเฒ่าที่เป็นตำนานมุขปาฐะใน จ.สุรินทร์นั้น คือ อาคง (ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าหมอเฒ่าเป็นตำแหน่งของบิดาอาคง หรือว่าของอาคง)
มีเรื่องเล่าอยู่ว่า ตากูกเป็นหมอช้างที่ยิ่งใหญ่มาก ได้รับการยกย่องให้เป็นตาหมอเฒ่า มีลูกชายคนหนึ่งชื่อคง ซึ่งเป็น ผู้ช่วยจับช้างป่ากับพ่อมาหลายครั้ง ครั้งล่าสุดตาหมอเฒ่าได้นำครอบครัวออกจับช้างด้วย(ผิดข้อห้ามร้ายแรงครั้งที่ 1) จาก นั้นขณะกำลังกูบเทวดาตาหมอเฒ่าได้พยายามจะคล้องเอาลูกช้างป่าติดแม่ (เป็นความผิดร้ายแรงครั้งที่ 2)
อาคงซึ่งเป็นท้ายช้างได้พยายามคัดค้านบิดา เมื่อเห็นว่าไม่เป็นผลจึงกระโดดขึ้นหลังช้างป่าตัวนั้นหายไป ฝ่ายบิดา ร้องเรียกเท่าไหร่ก็หาลูกชายไม่พบ
เมื่อตาหมอเฒ่ากลับมายังที่พักก็ต้องพบกับความเจ็บปวดครั้งที่สองอีกเมื่อพบว่า ภรรยาได้ถูกเสือจับกินเป็นอาหาร เหลือเเต่นิ้วมือกำบ่วงบาศไว้ 3 นิ้วเอาไว้ดูต่างหน้า ตาหมอเฒ่ากูกเสียใจมาก วิ่งเสียสติหายเข้าไปในป่าอีกคน
ตำนานพระมอเฒ่าเป็นเรื่องเล่าจึงอาจมีคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ตามความเชื่อและคติโบราณแล้ว ตำแหน่งพระมอเฒ่า เทียบได้กับตำแหน่งปฏิยาย ซึ่งสามารถทำการใดใดก็ได้ เป็นผู้อยู่เหนือกฎทั้งปวง ดังนั้นเภทภัยต่างที่พระมอเฒ่าได้รับ อาจแปลความหมายได้ว่าไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่ถึงเวลาที่ท่านเหล่านั้นจะกลับไปสู่ภพชาติปกติ
อาคงกลับไปเป็นเจ้าป่า ส่วนตาหมอเฒ่ากลับไปเป็นเทพารักษ์ที่สิงสถิตอยู่ในป่า นี่คือความเชื่อของชาวกูยแต่เก่าก่อน
เพื่อนชาวสุรินทร์บอกว่า ถ้ามองอย่างปัจจุบัน เรื่องของพระมอเฒ่า เป็นการปลุกใจให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้า นายพราน เชื่อมันในอาคมอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นการให้ลูกทีมรักษาวินัยอย่างเคร่งครัดในการอยู่ร่วมกันในป่า
เพราะงานคล้องช้างเป็นงานอันตรายที่สุด เพราะช้างนอกจากดุร้ายแล้ว ยังอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ที่เรียกว่า โขลง ใจจะต้องไม่วอกแวก
การจับช้างแต่ละครั้ง ต้องเผชิญกับช้างทั้งโขลง ที่จะมาช่วยเหลือ
นักล่าช้างที่ชำนาญ ต้องรู้ว่าในสถานการณ์ที่อันตรายทั้งที่เป็นฝ่ายล่า และเป็นฝ่ายถูกล่าในเวลาเดียวกัน จะต้องแก้สถานการณ์ที่คับขันอย่างไร.
|