|
โดย.....นภา อัมพร
จังหวัดสุรินทร์อยู่ในเขตที่เรียกว่า อีสานใต้ พื้นที่ประมาณ 8 ล้านตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 5,077,535 ไร่ เท่ากับ10.5 % ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เป็นจังหวัดชายแดนติดต่อกับเขมร หรือ ประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย เป็นพื้นที่ป่าและภูเขา ความยาวตลอดแนว ชายแดนประมาณ 90 กิโลเมตร มีช่องทางไปมา ระหว่างประเทศไทยกับเขมร ถึง 35 ช่องทาง มีเขตแดนติดต่อกับจังหวัด ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ศรีสะเกษและบุรีรัมย์
กล่าวกันว่าสุรินทร์ เป็นชุมชนเก่าแก่มีความเจริญเมื่อประมาณ 2,000 ปี ต่อมาเมื่อแหล่งความเจริญเปลี่ยนไปก็ถูกทิ้ง ร้างจนกลายเป็นป่าดงที่อุดมสมบูรณ์อยู่นาน เป็นแหล่งที่อาศัยของสัตว์ป่านานชนิด มีช้างชุกชุม
ช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา เริ่มมีพลเมืองเข้ามาหักร้างถางพง อาศัยทำมาหากิน จนกลายเป็นหมู่บ้าน
ประวัติศาสตร์มาบันทึกในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงหลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) เป็นหัวหน้าหมู่บ้านเมืองที ได้ย้ายหมู่บ้านมาตั้งอยู่บริเวณบ้านคูประทาย ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้ เพราะเห็นว่ามีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์
เมื่อบ้านคูประทาย เจริญขึ้นเป็นก็ถูกยกให้เป็น เมืองประทายสมันต์ เลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงสุรินทรภักดี เป็นพระสุรินทร ภักดีศรีณรงค์จางวาง ให้เป็นเจ้าเมือง
ในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์ เป็นเมืองสุรินทร์ ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ ของเจ้าเมือง
เมืองสุรินทร์ มีเจ้าเมืองปกครองสืบเชื้อสายกันมารวม 11 คน
ต่อมาได้มีการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดินเป็นแบบเทศาภิบาล เปลี่ยนจากเจ้าเมือง มาเป็นข้าหลวง หรือผู้ว่า ราชการจังหวัด
พระกรุงศรีบุรีรักษ์ (สุม สุมนานนท์) มาดำรงตำแหน่ง จังหวัดเป็นคนแรกของเมืองสุรินทร์
ปัจจุบันมี 13 อำเภอ 4 กิ่ง ได้แก่อำเภอเมืองสุรินทร์ อำเภอกาบเชิง อำเภอจอมพระ อำเภอชุมพลบุรี อำเภอท่าตูม อำเภอบัวเชด อำเภอปราสาท อำเภอรัตนบุรี อำเภอลำดวน อำเภอศีขรภูมิ อำเภอสนม อำเภอสังขะ อำเภอสำโรงทาบ กิ่งอำเภอศรีณรงค์ กิ่งอำเภอพนมดงรัก กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ และกิ่งอำเภอโนนนารายณ์
สมัยก่อนน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำมูล เป็นแม่น้ำสายหลัก นอกจากนี้มีลำห้วยต่างๆ เช่น ลำห้วยชี ลำห้วยพลับพลา ห้วยเสนง ลำห้วยระวี ลำห้วยทับทัน ลำห้วยระหาร และลำห้วยแก้ว
แต่เมื่อป่าไม้ซึ่งเคยอุดมไปด้วย ไม้ประดู่ ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ตะเคียน ไม้ยาง และไม้พลวงฯลฯ ถูกหักร้างถางไป มีผล ทำให้ลำห้วยต่างๆ แห้งขอดในฤดูร้อน มีเพียงลำน้ำมูลเท่านั้นที่มีน้ำขังตลอดปี
ประชากรส่วนใหญ่ จะมีอาชีพทำนา ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกปอและทอผ้าไหม
แต่คนทั่วไปจะรู้จักสุรินทร์ในฐานะที่เป็นเมืองช้าง มีการเลี้ยงช้างเป็นสัตว์เลี้ยงของบ้าน เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน เหมือนกับที่ คนจังหวัดอื่นเลียงสุนัข หรือแมว ป็นช้างบ้านที่เชื่องนอนร่วมชายคาเรือนเดียวกัน
หนุ่มน้อยหลายต่อหลายคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะที่ บ้านตากลาง เติบโตมาด้วยกันกับช้าง มีความรักใคร่ผูกพันรู้จิตใจ กันดังเพื่อนสนิท นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ใช้ฝึกงานสำหรับแสดงในงานแสดงของช้างจังหวัดสุรินทร์เป็นประจำทุกปี
คนเลี้ยงช้างแต่เดิมนั้นมักจะเป็นชนเผ่า ที่คนอื่นมักเรียกพวกเข่าว่า พวกส่วย ต่อมาจึงรู้ว่า คำว่าส่วยเป็นคำที่ไม่สุภาพ เหมือนที่บางคนเรียกคนชาติอื่นว่า ไอ้ผิน ไอ้แหม็ก ไอ้เนี่ยน ฯลฯ
ที่ถูกควรเรียกว่า ชาวกูย ซึ่งชนเผ่านี้เคยมีประวัติอันยิ่งใหญ่ในสมรภูมิรบเคียงคู่มากับช้าง
สมัยที่ป่ายังสมบูรณ์ ช้างป่าชุกชุมมาก จะมีการไปคล้องช้าง โดยผู้ที่มีความชำนาญ งานคล้องช้างเป็นอาชีพที่มีเกียรติ และมีศีลธรรม ต้องถือวาจาเคร่งครัด
หมอช้างจะถูกเรียกว่า พระมอเฒ่า เป็นจอมขมังเวช ศึกษาวิชามนต์โบราณ
บางครั้งพวกเขาอาจถูกเรียกว่า หมอเขมร แต่ชาวกูยไม่ใช่ชาวเขมรครับ
เมื่อสองสามวันก่อนอ่านข่าวจากกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ว่า ททท.จับมือ จ.สุรินทร์ ประกาศปี 2551 ปีแห่งการเดินทาง ท่องเที่ยว จังหวัดสุรินทร์ กำหนดยุทธศาสตร์กิจกรรมท่องเที่ยวเต็มระบบตลอดปี เห็นว่าน่าสนใจ
โดยรองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือ
ททท. จะเป็นหน่วยงานหลัก ในการสนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริม การท่องเที่ยวตลอดทั้งปี
ส่วนฝ่ายจังหวัดฯ ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ด้านการส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพการลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อ ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ โดยกำหนดให้ทุกภาคส่วน จัดกิจกรรมในด้านการท่องเที่ยว ทั้งในด้านการพัฒนา ปรับปรุงภูมิทัศน์ ภูมิปัญญาชาวบ้าน
ส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น ให้เป็นรูปธรรม
ว่าไปแล้ว จังหวัดสุรินทร์ มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และกิจกรรมที่หลากหลายน่าสนใจ เช่น
งานช้างสุรินทร์ ซึ่งเป็นการแสดงภาคสนามที่มีความยิ่งใหญ่ตระการตา งานเลี้ยงช้าง ซึ่งเป็นการรวมช้าง มากกว่า 300 เชือกภายในงาน
และงานแต่งงานบนหลังช้าง หนึ่งเดียวในโลก, งานประเพณีขึ้นเขาพนมสวาย เคาะระฆังพันใบ ไหว้ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วนอุทยานเขาพนมสวาย ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ จัดขึ้นในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุก
งานประเพณีขึ้นเขาพนมสวาย เคาะระฆังพันใบ ไหว้ 9 สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ปรับปรุงภูมิทัศน์ ของวนอุทยานพนมสวาย และเก็บรักษาระฆัง 80 พรรษา จำนวนถึง 1,080 ใบ และขอเชิญไปเยือน หมู่บ้านผ้าไหมท่าสว่าง หมู่บ้านที่ใช้ศาสตร์และศิลปะ บรรจงถ่ายทอดผ่านไยไหม ที่ละเอียดฝีมือชาวบ้าน ออกมาเป็นผ้าไหม ยกทองโบราณที่สวยงาม อ่อนช้อย
อีกทั้งยังมีหมู่บ้านเลี้ยงช้างแห่งเดียวในโลก ที่รวบรวมวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ที่ผูกพันมานานนับร้อยปี ระหว่างชาวกูย กับช้างที่เลี้ยงเสมือนเป็นเพื่อนคู่บ้าน
ในด้านสินค้าและบริการ จังหวัดสุรินทร์มุ่งส่งเสริมให้สินค้าของจังหวัด ได้รับการกล่าวขวัญ และเป็นที่นิยมของนัก ท่องเที่ยว และเป็นหนึ่งเดียวในโลก คือ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ส่วนในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ททท. และจังหวัดสุรินทร์ จะร่วมกันพัฒนารูปแบบกิจกรรม สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกให้สู่มาตรฐานต่อไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเขต 1 (นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยภูมิ) โทร . 044- 213-666, 044-213-030 โทรสาร 044-213-667 องค์การบริหารส่วนจังหวัด สุรินทร์ โทร.044-511-975
|