HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:11 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องไปใต้แสงตะวัน
ประวัติศาสตร์ ยังสับสน
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 29 กุมภาพันธ์ 2551

โดย.....นภา อัมพร

       พิษณุโลก อยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่าง ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 377 กิโลเมตร  การที่เรียกว่า “เมือง สองแคว” เพราะอยู่ระหว่างแม่น้ำ 2 สายคือแม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย

       สมัยที่ขอมเรืองอำนาจ พิษณุโลกก็มีฐานะเป็นเมืองแล้ว เมืองเดิมว่ากันว่าอยู่แถบวัดจุฬามณี ต่อมากรุงสุโขทัยไล่ อำนาจขอม พิษณุโลกก็เจริญคู่สุโขทัย มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง

       สุโขทัยร่วงโรยในสมัยอยุธยา ตรงกันข้ามกับพิษณุโลก เพราะอยู่ติดแม่น้ำ การไปมาค้าขายก็สะดวก เจ้านายของกรุง ศรีฯ จะขึ้นเหนือ ก็ต้องพักระหว่างทางที่นี่

       แถมยังเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญที่จะสกัดกั้นกองทัพพม่า

       ที่สำคัญ “พระองค์ดำ” หรือพระนเรศวรมหาราช ไม่ใช่ใคร พระองค์เป็นชาวเมืองนี้ ยิ่งตอนกอบกู้เอกราช พระองค์ก็ได้ หนุ่ม ฉกรรจ์ชาวพิษณุ ไปช่วยชาติ พื้นความจำกันอีกนิด

       ปี พ.ศ. 2127 สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทกประกาศอิสรภาพ ไม่ขึ้นกับพม่า ณ เมืองแครง

       ปี พ.ศ. 2133 พระธรรมราชาสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรขึ้นครองราชย์

       ปี พ.ศ. 2135 (วันที่ 25 มกราคม) สมเด็จพระนเรศวร กระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ทรงใช้พระแสงของ้าวฟัน พระมหาอุปราชาขาดคอช้าง จากนั้นปี พ.ศ. 2138 และ ปี 2142 พระองค์ยกทัพไปตีหงสาวดี นับเป็นเพียง 2 ครั้งที่ไทยยก ไปตีพม่า ในจำนวนสงครามระหว่างไทยกับพม่า 24 ครั้ง 

       สงครามไทยรบพม่าลามมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรี พิษณุโลกเป็นสถานที่ตั้งมั่นรับศึกพม่า ท่านคงจำศึกอะแซหวุ่นกี้มาตี เมืองพิษณุโลก สู้กันไม่เพลี่ยงพล้ำ

       จนอะแซหวุ่นกี้ต้องขอดูตัวเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์

       ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ก็ปรับปรุงเมือง รื้อกำแพง เพราะกลัวว่าพม่าจะได้ประโยชน์ แต่แล้วสงคราม ก็เลิกไปเอง เพราะพม่าถูกรุกรานจากยุโรป แล้วจากนั้นจนบัดนี้ พม่ายังโงหัวไม่ขึ้น

       เที่ยวสุโขทัย พิษณุโลกอยู่หลายวัน ก่อนใช้เส้นทางสาย 117 กลับเข้านครสวรรค์ แล้วต่อสายเอเซีย ไปชัยนาท สิงห์บุรี เข้าอ่างทอง อยุธยา ถึงวังน้อย ก็เข้ากรุงเทพฯ

       แม้จะมีบริการของสายการบิน จากกรุงเทพฯ-พิษณุโลก  ใช้เวลาเพียง 50 นาทีก็จริง แต่กว่าออกจากบ้านไปสนามบิน ผ่านขั้นตอนตั๋ว รอขึ้นเครื่อง กว่าเครื่องจะขึ้น

       ถึงแล้วกว่าจะได้ออกมารับกระเป๋า กว่าสายพานจะเลื่อนถึง กว่าจะได้ออกจากสนามบินกลับบ้าน

        ดีไม่ดี ขับรถไปถึงก่อน แถมยังมีรถไว้ใช้

       ข้อเสียของการขับรถไปเองมีอยู่เรื่องเดียว “น้ำมันแพง  

       ย้อนอดีตไปถึงประมาณ พ.ศ.1800 หรือประมาณ 700 ปีเศษมาแล้ว ยุคของอาณาจักรสุโขทัย รวมไปถึง พิษณุโลก มีความเจริญทางด้านศิลปะสูงสุด โดยเฉพาะงานปั้น งานหล่อพระพุทธรูป

       แม้ในปัจจุบัน วิธีการปั้นวิธีการหล่อก้าวหน้ากว่า แต่ในเรื่องของความงาม ก็ยังสู้ยุคนั้นไม่ได้อยู่ดี

       ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เขาสรุปว่า เพราะประชาชนมีความสุข มีความสบายใจ เมื่อใจสบาย ก็มีเวลาให้กับความสวย ความงาม

       ว่ากันว่านอกจากฝีมือปั้นพระแล้ว การปั้นถ้วยชามรามไห ก็มีชื่อเสียง เป็นสินค้าออกส่งไปขายยังต่างประเทศ แม้กระทั่ง อินโดนีเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น 

       น่าเสียดายตรงที่เราไม่ได้บันทึกประวัติศาสตร์เอาไว้เลย อยากรู้ว่าวิถีชีวิตผู้คนว่าอยู่กันอย่างไร มีหลักคิดหลักธรรม แบ่งเวลาทำงาน พักผ่อน ดูแลครอบครัวลูกเต้า ร่ำเรียนหนังสือหนังหา เจ็บไข้ได้ป่วยใครรักษา ฯลฯ ฯลฯ

       ล้วนเป็นคำถามที่อยากรู้

       บ่อยครั้งที่เดินอยู่ท่ามกลางโบราณสถาน ถ้าย้อนเวลาหาอดีตได้ อยากรู้ว่าจะสวยงามแค่ไหน ทุกอย่างก็จบลงเพราะ ไม่มีการบันทึก ไม่เหมือนประวัติศาสตร์จีนที่ขยันเขียน ขยันบันทึกมายาวนาน

       เห็นปราสาทราชวัง วัดวาอาราม ก็อยากรู้ว่าบ้านช่องของผู้คน เป็นแบบไหนอย่างไร รูปร่างหน้าตา ผมเผ้า เขาแต่งตัว กันแบบไหน ร้องรำทำเพลงอย่างไร

       ที่เห็น ชุดประจำเผ่าโน้นเผ่านี้ ส่วนใหญ่ก็เอามาจากรูปวาด ผสมกับจิตนาการของคนรุ่นหลัง

       แม้แต่หลักศิลาจารึก ซึ่งก็ยังถกเถียงกันไม่เสร็จว่า เป็นของจริง หรือทำขึ้นมาในสมัยหลัง บางคนว่าทำในช่วงสมัย รัชกาลที่ 4 นี่เอง

       เท็จจริงอย่างไร ลองหาอ่านสืบคนดูจากความเห็นของนักวิชาการด้านนี้

       หลายเรื่องยังเป็นประเด็นถกเถียง

       ดังเช่น มีผู้เคยพบข้อมูลใหม่ว่า สถานที่ทำยุทธหัตถี อาจอยู่ที่เมืองกาญจน์ ไม่ได้อยู่ที่สุพรรณบุรี  ซึ่งถ้ามองอย่างนัก ประวัติศาสตร์ ย่อมเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ จะอยู่ที่ไหนคนพูดก็ต้องหาหลักฐานมาสนับสนุนความคิดของตน เพื่อความถูกต้อง แท้จริง ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ หรือสถานศึกษา จะยอมเปลี่ยนเนื้อหาในตำราหรือเปล่า ก็ต้องดูก่อนว่า หลักฐานที่หามา สามารถลบล้างของเก่าได้หรือไม่

       อย่างเช่นสมัยก่อน ไม่มีใครเชื่อหรอกครับว่าโลกกลม เพราะใครๆ ก็คิดว่าโลกบนกันทั้งนั้น

       ซึ่งถ้าเราใจกว้าง ปล่อยให้ข้อมูลประวัติศาสตร์ ถูกเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ ไม่ช้า เราก็จะได้รู้ความจริงครบถ้วน

       กลับมาเรื่องยุทธหัตถี ในที่สุดผู้สืบค้นก็ต้องล้มเลิกที่จะค้นคว้า เพราะคนสองจังหวัดยอมไม่ได้ เตรียมจะเผชิญหน้ากัน ต่างฝ่ายอยากให้การทำยุทธหัตถี อยู่ในจังหวัดของตน โดยไม่สนใจความถูกต้อง

       และเมื่อไม่นาน มีนักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่ง พบหลักฐานว่า เรื่องของวีรสตรีท่านหนึ่งเป็นเรื่องแต่งขึ้นด้วยจุดมุ่งหมาย เพื่อปลุกสำนึกรักชาติ แต่เมื่อข่าวแพร่ไป นักประวัติศาสตร์ท่านนั้น เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากการถูกประชาทัณฑ์ เพราะชาว จังหวัดเขาไม่ยอม

       แต่สำหรับผู้ที่เรียนประวัติศาสตร์ จะต้องใจกว้าง สามารถแยกแยะออกจากกันให้ได้ ว่าส่วนไหนเป็นนิยาย ส่วนไหนคือ ประวัติศาสตร์ที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ด้วยการคาดคะเน ด้วยการเข้าฝัน  ไม่ใช่เรื่องความเชื่อหรือการลบหลู่ แต่ด้วยหลักฐาน ที่จะต้องนำมารองรับ และหากได้ข้อมูลเพิ่ม หรือข้อมูลที่คัดค้าน ก็ต้องมาหาข้อสรุป จากข้อมูลที่ได้รับ

       ส่วนนิยายอิงประวัติศาสตร์ ใครเป็นผู้แต่ง ใครจะเชื่อ หรือเคารพบูชาใคร ก็เป็นสิทธิ เป็นพุทธิปัญญา หรือ ความพอใจของคนๆนั้น ก็คงเหมือนกับคนที่ไปไหว้ต้นกล้วย ไหว้งูสองหัว ไหว้มะพร้าวแฝด ฯลฯ ถ้าทำแล้วสบาย ใจ ก็ทำไปเถิดครับ

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats