|
โดย.....นภา อัมพร
มีคนเล่าว่า ที่พิษณุโลก มีต้นมะขามโบราณต้นหนึ่งมีอายุเท่ากับอายุเมืองพิษณุโลก และอาณาจักรสุโขทัย อยู่ที่ตำบลบ้านกอก อำเภอเมืองฯ บนเส้นทางพิษณุโลก-นครสวรรค์ จะต้องผ่านสะพานข้ามแม่น้ำน่าน ตรงคอ สะพานมีทางแยกไปทางซ้าย ไปประมาณ 700 เมตร เขาว่ากันว่าเป็นต้นมะขามที่ดูด้วยตาก็รู้ว่า มีอายุยืนยาว ได้ ผ่านกาลเวลา ความเปลี่ยนแปลงและประวัติศาสตร์อันยาวนานและยังแข็งแรงยืนหยัดอยู่ได้อีกหลายยุคหลาย สมัย ลักษณะต้นใหญ่โต มีกิ่งก้านสาขาร่มรื่นเหมือนคนสูงวัยที่น่าเกรงขาม
ว่ากันว่า บนคาคบ มีกล้วยไม้ติดอยู่ จะมีดอกบานในเดือน 6 ทุกปีในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 6 ชาวบ้านจะจัดงานบุญสักการะ และมีมหรสพสมโภช เขาเล่ามา ยังไม่เคยได้ไปเห็นของจริง คงต้องหาโอกาสไปเห็นให้ได้ แล้วจะนำมาเล่า
มาต่อกันเรื่อง วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ วัดใหญ่ กันต่ออีกหน่อยนะครับ คือนอกจากเป็นที่ประดิษฐาน พระ พุทธชินราช สถานที่แห่งนี้ยังเคยประดิษฐาน พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ซึ่งเป็นพระสามพี่น้องที่สร้างมาพร้อมกัน แต่ สององค์หลัง ถูกอัญเชิญไปกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ ที่วัดใหญ่ได้สร้างพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดาจำลอง ไว้ในวิหารให้ชาวพิษณุโลกได้สักการะ และรำลึกถึง
ด้านหลังวิหาร มี พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ ให้มีความสูงเป็น 8 เท่าของคน อันเป็นคตินิยมอีก แบบหนึ่งของชาวสุโขทัย ที่เชื่อว่าองค์พระพุทธเจ้า สูงใหญ่กว่าคนในยุคปัจจุบัน ถึง 8 เท่า
เมื่อก่อนมี วิหารเก้าห้อง ครอบองค์พระอยู่ แต่เพราะเป็นโครงไม้ กระเบื้องดินเผา จึงปรักหักพังไปตามกาล เหลือ เพียงเสาศิลาแลง พอให้เห็นเป็นหลักฐานอยู่ไม่กี่ต้น
ด้านหลัง พระอัฏฐารส มีพระปรางค์ทรงสูง ที่เชื่อว่าสร้างในปลายสมัยสุโขทัย ต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา
ถ้าจะดูแบบ คงคล้ายกับที่วัดปรางค์หลวงที่ศรีสัชนาลัย และคล้ายที่วัดราชบูรณะ อยุธยา สังเกตุได้ว่า ช่างรุ่นเดียวกัน ก็จะสร้างวัดวาคล้ายๆ กัน
แม้สมัยกรุงเทพฯ ก็ตาม จะเห็นว่าโบสถ์ตามวัดต่างๆ แทบทุกแห่งทัวประเทศ จะสร้างเหมือนๆ กัน สิ่งเหล่านี้เองที่ เราเรียกว่า รูปแบบร่วมสมัย ทำให้สามารถนำมาเปรียบเทียบช่วงเวลาได้ ว่าอะไร อยู่ในยุคใด
ความจริงพระปราค์องค์ที่เราเห็นนั้น ไม่ได้สร้างใหม่ แต่ซ่อมจากของเก่า เพราะนักโบราณคดีเชื่อว่า เดิมพระปรางค์องค์ นี้น่าจะเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือทรงดอกบัวตูม แบบสุโขทัย
คนโบราณมักจะตั้งชื่อวัดซ้ำๆ กัน อย่างวัดช้างล้อม วัดช้างรอบ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ ฯลฯ
พิษณุโลกก็เช่นกัน นอกจากมีวัดมหาธาตุแล้ว ยังมีวัดราชบูรณะ ซึ่งแน่นอนว่า เป็นวัดที่พระราชาทรงสร้างหรือทรง บูรณะแล้วมาเปลี่ยนชื่อใหม่ เพราะชาวบ้านจะตั้งชื่อวัดชื่อนี้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็น วัดราษฎร์บูรณะ ก็คงพอได้
วัดราชบูรณะ อยู่ไม่ไกลจากวัดใหญ่ น่าจะสร้างในรัชสมัยพระบรมไตรโลกนารถ นอกจากนี้ยังมีวัดนางพญา (ชื่อเหมือน วัดนางพญาที่ศรีสัชนาลัย) อันเป็นที่มาของ พระกรุนางพญาพิษณุโลก ที่เซียนพระรู้จักดี
อีกวัดชื่อวัดวิหารทอง ไม่ไกลจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเช่นกัน เป็นวัดร้างมีเนินดินเป็นฐานพระสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่ มาก วัดนี้ประดิษฐาน พระอัฏฐารส แต่น่าเสียดาย ที่องค์พระถูกฉุดลากไปไว้ที่วัดสระเกศ กรุงเทพฯ
ซึ่งปัจจุบัน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยรู้เท่าไม่ถึงการ
ที่สำคัญ คนโบราณเขาถือ เขาว่าเป็นอาถรรพ์ คนที่กระทำอาจมีอันเป็นไป
อย่างเช่น ในสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ไป อัญเชิญเอาพระชินสีห์ลงแพล่องมายังกรุงเทพฯ
ในหลวง ร. 5 ทรงบันทึกไว้ว่า ราษฎรพากันมีความเศร้าโศกร้องไห้เป็นอันมาก เงียบเหงาสงัดกันทั้งเมืองเหมือนศพ ลงเรือน และแต่นั้นมาฝนก็แล้งไป 3 ปี ชาวเมืองพิษณุโลกได้รับความยากยับไปเป็นอันมาก ตั้งแต่พระพุทธชินสีห์ลงมาถึง กรมพระราชวังบวรมหาศักดิเสพก็ทรงพระประชวรพระโรคมานน้ำได้ปีเศษก็เสด็จสวรรคต ราษฎรพากันกล่าวว่า เพราะเหตุที่ ท่านไปเชิญพระพุทธชินสีห์อันเป็นศิริมงคลของชาวพิษณุโลกลงมา
ฟังแล้วก็ขนลุกนะครับ
ผมนำเรื่องวัดวามาเล่าด้วยปากเปล่า ไม่ได้เห็นรูปแบบ จึงเป็นการยากที่จะทำให้ท่านผู้อ่านกับผู้เขียน มีความรู้สึก ร่วมกัน
สิ่งที่เล่า แม้เป็นเพียงเศษอิฐกากปูน แต่ก็เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อบ่งบอกให้รู้ถึงรากฐานทางวัฒนธรรม ของชนเผ่าของพวกเรา
อเมริกา ไม่มีสิ่งเหล่านี้ เขาโหยหาอยากได้ แค่ตึกเก่าที่มีอยู่ เขาก็พยายามรักษาไว้ บางที ต้องไปซื้อสะพานเก่า มา จากประเทศอื่นเพื่อให้เห็นว่าเขาก็อยากมี อยากได้
บ้านเรามีสมบัติล้ำค่ามากมาย ที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน แต่กลับมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปอย่างน่าเสียดาย
พิษณุโลก เป็นส่วนหนึ่ของอาณาจักรสุโขทัย
ถือเป็นต้นแบบ ในการจัดระเบียบวัดโดยแบ่งเป็นฝ่ายคามวาสี เป็นวัดบ้าน หรือวัดในเมือง สำหรับพระสงฆ์ที่ประกอบ พิธีกรรมควบคู่ไปกับประพณีการเกิดแก่เจ็บตาย หรืองานมงคลต่างๆ
อีกฝ่ายคือฝ่ายอรัญวาสี ตรงตัว อรัญแปลว่าป่า หรือวัดป่า สำหรับพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสีที่ต้องการความสงบ ศึกษา ธรรมเงียบๆ
ที่พิษณุโลกจึงมี วัดอรัญญิก อยู่นอกกำแพงเมือง มีวีด วัดเจดีย์ยอดทอง เป็นวัดป่า ปัจจุบันยังหลงเหลือเจดีย์ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่ทรงคุณค่ายิ่ง
จากเรื่องวัด มาดูเรื่องวังบ้าง เป็นที่ทราบว่า พระองค์ดำ หรือสมเด็จพระนเรศวรฯ เป็นชาวพิษณุโลก และเป็นที่น่า ปลื้มใจว่า นักโบราณคดีได้ค้นพบพระราชวังของพระองค์ท่าน โดยกรมศิลปากรได้ขุดค้นพบแนวเขตพระราชฐาน พระราช วังจันทน์ อันเป็นสถานที่เกิดของพระองค์ท่าน และสมเด็จพระเอกาทศรถ ในบริเวณโรงเรียน พิษณุโลกพิทยาคม
รอเพียงการศึกษาอย่างละเอียด และการขุดแต่งอย่างถูกวิธี และที่สำคัญ คงรองบประมาณสนับสนุน
นอกจากนี้ ยังพบแนวกำแพง คูเมืองพิษณุโลกเดิม ที่ใช้ป้องกันข้าศึกรุกราน จากหลักฐานพบว่า มีการสร้างและซ่อม หลายครั้ง
เชื่อว่าสร้างสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ต่อมาซ่อมสมัยพระมหาจักรพรรดิ์ ซ่อมอีกครั้งสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ใช้ช่างฝรั่งเศส ก่ออิฐให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
มารื้อในสมัยรัชกาลที่ 1 เพราะเกรงว่าพม่าเมื่อมารุกรานไทยจะใช้เป็นที่มั่น แต่กระนั้นก็ตาม ยังมีรากฐานของกำแพง และคูเมือง หลงเหลืออยู่.
|