|
โดย.....นภา อัมพร
ในวิหารวัดทุ่งเสลี่ยม มีแผ่นป้ายแผ่นหนึ่งประกาศไว้ว่า หลวงพ่อศิลา คืนไทยในปีกาญจนาภิเษก คณะ ทำงาน ด้วยการประสานงานอย่างดีของนายสุพจน์ ธีรเกาศัลย์ กงสุลใหญ่ประจำนครลอสแองเจลิส ได้นำข้อมูล ลับป้อนให้ตำรวจเอฟบีไอ ให้ช่วยสืบหาเบาะแส พร้อมประสานงานกับผู้ครอบครอง
มีการเจรจาผ่านทนายความซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทน ซึ่งสรุปผลว่า ผู้ครอบครองยินดีคืนสมบัติล้ำค่าของไทยให้ แต่มี เงื่อนไขว่าฝ่ายไทยต้องนำเงินสดจำนวน 5 ล้านบาทไปแลกเปลี่ยน ตามราคาที่ประมูลจากอังกฤษ
ด้วยบารมีของหลวงพ่อศิลาดลบัลดาลให้ความรู้ถึง นายธนินท์ เจียรวนนท์ ผู้เป็นประธานกรรมการ และประธานคณะ ผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนินท์ได้บริจาคเงินจำนวน 5 ล้านบาท โดยไม่ลังเลและไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ด้วยเห็น ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องมีจิตสำนึก ในการปกป้องรักษาและหวงแหนสมบัติล้ำค่าของชาติ ให้อยู่คู่ บ้านคู่แมือง เพื่อเป็นหลักฐานแสดงความเจริญทางอารยธรรม และศิลปวัฒนธรรมที่มีมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมบัติ ล้ำค่าที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพบูชาของชาวไทยที่มีอายุเก่าแก่อย่างเช่น พระพุทธรูปหลวงพ่อศิลา ฯลฯ
บันทึกนี้ คือความทรงจำโดยไม่มีวันลืมของชาวทุ่งเสลี่ยมที่มีต่อผู้มีน้ำใจ ช่วยกันนำหลวงพ่อศิลาคืนถิ่นให้เป็นคูนย์ รวมของจิตใจของทุกคน
เย็นวันนั้น พวกเรา ผมและเพื่อนๆ ลาจากทุ่งเสลี่ยมและหลวงพ่อศิลา ขับรถมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สู่อำเภอศรีสัชนาลัย รับประทานอาหารเย็น แล้วพักผ่อน เพื่อตื่นขึ้นมาชม เมืองศรีสัชนาลัยในวันรุ่งขึ้น
ฝนที่ตกบ้างหยุดบ้างในตอนกลางวัน กลับตกหนักอีกตลอดทั้งคืนทำให้คนที่อ่อนเพลียเพราะอากาศร้อนมาทั้งวันนอน หลับเป็นตาย
เช้าตรู่ท้องฟ้าเปียกเป็นสีขาวโพลนทั่วฟ้า ฝนยังปรอยเป็นฝอยละออง ม่านหมอกบดบังบ้านเมืองให้เห็นเพียงเลือน ลาง รถเก๋งสีขาวยานพาหนะของเราเป็นสีโคลน ไม่มีแดดให้ถ่ายภาพ แต่ชาวคณะก็ไม่ย่อท้อ คงมุ่งหน้าไปชมอุทยาน ประวัติศาสตร์ ศรีสัชนาลัยตามที่ตั้งใจไว้
จากนั้นก็มุ่งหน้ากลับมาที่เมืองสองแควพิษณุโลก
ศรีสัชนาลัยนั้นอยู่ส่วนบนของสุโขทัย เราต้องขับรถลงใต้ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ผ่านสวรรคโลก ผ่านศรีสำโรง เฉียดๆ ตะวันออกของตัวเมืองสุโขทัย แล้วต่อสาย 1054 มาที่กงไกรลาศ เข้าสาย 12 ทางตะวันออกเฉียงใต้ เข้าสู่พิษณุโลก กะระยะทางคร่าวๆ จากศรีสัชฯ สู่สุโขทัยราวๆ 60 กิโลฯ จากสุโขทัย มาพิษณุโลก ก็คงพอๆ กัน รวมแล้ว 120 กิโลเมตร เหยียบ 80-90 ขับสบายๆ
ท่านผู้อ่านที่เป็นคนแถบนั้น อย่าหัวเราะเยาะผมนะครับ เพราะท่านอาจจะมีทางที่ลัดและดีกว่านี้
ถ้าเรายอมรับว่า เมืองใดก็ตามที่มีพระมหากษัตริย์ปกครอง เมืองนั้นคือเมืองหลวงหรือราชธานี เมือง พิษณุโลกก็จะต้องถือว่าเป็นราชธานีของไทย เพราะมีพระมหากษัตริย์ปกครองอยู่นานถึง 25 ปี
ประวัติศาสตร์ยุคกรุงศรีอยุธยาได้บันทึกเอาไว้ว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2006 พระเจ้าติโลกราช เจ้าเมืองเชียงใหม่ แข็งเมือง ขยายอำนาจยกทัพมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ ไล่ลงมาทางใต้ถึงพิษณุโลก ช่วงนั้นตรงกับรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ยกทัพหลวงไปปราบจนพระเจ้าติโลกราชแตกพ่ายไป เสร็จศึกแทนที่พระองค์จะเสด็จกลับพระนคร (ศรีอยุธยา) กลับ ประทับอยู่พิษณุโลกยาวนานถึง 25 ปี จนสิ้นรัชกาลเมื่อพ.ศ. 2031 ส่วนศรีอยุธยาโปรดฯ ให้ราชโอรส ขึ้นเป็นมหาอุปราช ปกครองแทน
ผมเคยไปพิษณุโลกตั้งแต่ครั้งพระปรางค์วัดจุฬามณียังอยู่ในป่ารก มีต้นก้ามปูสูงใหญ่ ซึ่งครูเคยสอนว่าถ้าจะศึกษา พิษณุโลกให้เริ่มที่วัดนี้ เพราะที่นี่คือร่องรอยอารยธรรมของขอม
พิษณุโลกซึ่งอยู่ใกล้สุโขทัย จึงมีความเป็นมาที่ไม่แตกต่างกัน นั่นคือ ก่อนสุโขทัยเป็นราชธานี ดินแดนแถบนี้ก็อยู่ใต้ อิทธิพลของขอมสมาดโขลญลำพง เช่นกัน
วีรบุรุษกู้ชาติก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ปฐมบรมกษัตริย์ ท่านก็ เป็นชาวอำเภอนครไทย (เมือง บางยาง) พ่อขุนผาเมืองมาจากเพชรบูรณ์ (เมืองราด)
ขุนผาเมืองเป็นพี่ชายของ นางเสือง พระมารดาของพ่อขุนรามคำแหง นั่นเอง
พิษณุโลกในอดีตจึงมีความสำคัญอันยิ่งใหญ่
อีกครั้งในสมัยกรุงธนบุรี แต่คราวนี้ไม่เป็นทางการ คือหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า บรรดาเมืองต่างๆ ตั้งตน เป็นใหญ่ เจ้าเมืองพิษณุโลกก็เช่นกัน จนพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรียกทัพมาปราบ แต่คราวนั้นพระเจ้ากรุงธน ต้องพระแสง ปืนจึงยกทัพกลับ เจ้าเมืองพิษณุโลกคิดว่าชนะ จึงทำพิธีราชาภิเษก ตั้งตนเป็นกษัตริย์ แต่บุญน้อยเป็นได้แค่ 7 วัน ก็ทรง ประชวร แล้วสวรรคต
เมืองพิษณุโลก มีชื่อเรียกอื่นๆ อีก คือเมือง สองแคว และเมือง อกแตก คำว่า สองแคว มาจากแม่น้ำสองสาย ไหลผ่าน คือแม่น้ำน่าน ไหลผ่านตัวเมืองไปทางตะวันตก และแม่น้ำแควไหลผ่านตัวเมืองไปทางตะวันออก แต่ปัจจุบันแม่น้ำ สายนี้ตื้นเขินไปหมดแล้ว
เดิมพิษณุโลกอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำน่าน ต่อมามีการขุดคูจากแม่น้ำด้านเหนือ เชื่อมแม่น้ำด้านใต้ เพื่อเอาน้ำมาใช้ ในตัวเมืองแต่ปรากฎว่าคูนั้นกลายเป็นทางน้ำที่ไหลสะดวกและกว้างขึ้นทุกที กระแสน้ำจึงเปลี่ยนเส้นทาง คูกลายเป็นแม่น้ำ อย่างที่เห็นปัจจุบัน และทำให้แม่น้ำสายเก่าตื้นเขินไปในที่สุด และพิษณุโลก ก็กลายเป็นเมืองที่มีแม่น้ำผ่ากลาง ชื่อ เมืองอกแตก จึงปรากฎตั้งแต่นั้น
เมื่อไปเที่ยวพิษณุโลก มีที่แห่งหนึ่งถ้าไม่ไปก็ถือว่าไม่ถึงพิษณุโลก นั่นคือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ที่ประดิษฐาน พระพุทธชินราช พระพุทธรูปสุดยอดของฝีมือช่างแบบสุโขทัย
ตามพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ซึ่งทรงสร้างเมืองพิษณุโลกนั้น ทรงดำริสร้างพระพุทธรูป 3 องค์ คือพระพุทธชินราชหน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้วเศษ ประดิษฐานอยู่ในวิหารใหญ่ทางทิศตะวันตก หันพระพักตร์ ไปสู่แม่น้ำน่าน
พระศาสดามีหนัาตักกว้าง 4 ศอก 8 นิ้ว อยูในวิหารด้านใต้
และพระพุทธชินสีห์ หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว อยู่ในวิหารด้านเหนือ
เททองแล้ว ยังมีทองเหลือ จึงได้สร้างพระพุทธรูปเล็กได้อีกองค์ ชาวบ้านเรียกว่า พระเหลือ ประดิษฐานไว้ในกุฎิ ใต้ต้น โพธิสามเส้า
แต่ในปัจจุบันที่พิษณุโลกมีเพียงพระพุทธชินราช ส่วนพระศาสดา และพระชินสีห์ ถูกอัญเชิญมาอยู่ใน พระวิหารวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ไม่ได้ย้อนกลับไปพิษณุโลกอีกเลย.
|