HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:21 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องไปใต้แสงตะวัน
สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 11 มกราคม 2551

โดย.....นภา อัมพร

       ย้อนกลับมาที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ ไม่ยิ่งใหญ่อลังการณ์ แต่สวยงาม เพราะได้มีการลงความเห็นในชั้นหลังว่า “สกุลช่าง” ของสุโขทัย เก่งที่สุด มีฝีมือที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

       ผลงานล้วนแต่ลงตัว สวยงามไม่มีที่ติ เจดีย์ก็สวย พระพุทธรูปก็งดงาม  ที่ท่านผู้เป็นนักทัศนศึกษาน่าจะได้ไว้เป็นข้อมูล เพื่อวันหนึ่งได้ไปเห็นไว้เป็นประสบการณ์ชีวิต

       ครับ เราไปดูสุโขทัย ก็เหมือนไปกรีก ไปอาณาจักรโรมัน ไปอินเดีย หรือไปเมืองเพื่อนบ้านอย่าง เขมรหรือพม่า

       เราจะรู้ว่าคนโบราณ ไม่ว่าส่วนไหนของโลก เขามีสุนทรียภาพ ทำสิ่งสวยๆงามๆ ไว้ให้ได้ชื่นชมกัน

       นี่ขนาดไม่มีเครื่องทุ่นแรง ไม่มีเครื่องมีทันสมัย ยังทำได้ขนาดนี้

       ขนาดที่คนปัจจุบันที่เครื่องมือพร้อมยังทำไม่ได้

       ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น วัดศรีสวาย อยูใกล้วัดมหาธาตุ เพียง 300 เมตร ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ สถาปัตยกรรมที่นี่มีลักษณะพิเศษ คือเป็นปรางค์ 3 องค์ คล้ายปรางค์ 3 ยอดที่ลพบุรี  แต่หากพิจารณาฝีมือช่างจะเห็นความ แตกต่างอย่างมาก คือเป็นปรางค์ที่เป็นฝีมือช่างไทย องค์ปรางมีความสูง ดัดแปลงผสมผสานระหว่างอิทธิพลของขอมกับ สุโขทัย

       นอกจากนั้นยังมี วัดตะพังเงิน ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดมหาธาตุ วัดชนะสงคราม หรือวัดราชบูรณะในชื่อเดิม, วัดสระศรี, วัดใหม่, ศาลตาผาแดง หรือศาลพระเสื้อเมือง, รวมทั้งพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงประทับนั่งบนแท่น ศิลาบาตร ทางทิศเหนือของวัดมหาธาตุ, และที่ขาดไม่ได้คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง ที่เปิดให้ชม 5 วัน 9.00-16.00น. ปิดวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดของทางราชการ

       ยังมีสถานที่น่าเทียวอีกหลายแห่ง ที่ไม่อาจกล่าวได้หมด โดยเฉพาะนอกกำแพงด้านเหนือ อย่างเช่นที่วัดสังฆาวาส, วัดคุ้งหวาย, วัดหินตั้ง, วัดศรีชุม มีมณฑปขนาดใหญ่ ประดิษฐาน “พระอัจนะ”

       นอกกำแพงด้านตะวันตก มีวัดสะพานหิน, วัดอรัญญิก, วัดช้างรอบ, วัดเจดีย์งาม, วัดถ้ำหีบ, วัดมังกร, วัดพระยืน,  วัดป่ามะม่วง ฯลฯ

       นอกจากนี้ยังมี “ทำนบพระร่วง” หรือที่เรียกว่า ทำนบ “สรีดภงส์” อยู่นอกกำแพงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นทำนบ ดินเขื่อนกั้นน้ำระหว่าง “เขาพระบาทใหญ่” และ “เขากิ่วอ้ายมา” ด้านหน้าทำนบปูด้วยหินใหญ่ ความกว้างบนสันทำนบ 4 เมตร ยาว 487 เมตร สูง 10.5 เมตร ระดับน้ำลึกเต็มที่ 8 เมตร ปริมาณน้ำเต็มที่ 400,000 ลูกบาศก์เมตร น้ำจากทำนบนี้ ได้ระบายสู่เมืองสุโขทัย ทำให้น้ำในตระพังในเมือง สามารถกักเก็บน้ำได้ตลอดปี

       นอกกำแพงด้านใต้ มีวัดต้นจัน, วัดเชตุพน,วัดเจดีย์สี่ห้อง, วัดตาเถรขึงหนัง, วัดวิหารทอง, วัดอโศการาม, วัดลังการาม          

       นอกกำแพงด้านตะวันออก มีวัดช้างล้อม, วัดตระพังทองหลาง, วัดเจดีย์สูง, ฯลฯ 

       ยังมีอีกเมืองที่ควรรู้จัก นั่นคือ “เมืองศรีสัชนาลัย” หรือเดิมชื่อ “เมืองเชลียง” อยู่ที่ตำบลและอำเภอศรีสัชนาลัย ตรง บริเวณนั้น มีแม่น้ำยมไหลผ่าน มีสันเขาพนมเพลิงและเขาสุวรรณคีรี ขวางกลางแม่น้ำ ทำให้เกิดแก่งหินที่สวยงามและอันตราย ชื่อว่า “แก่งหลวง”

       ศรีสัชนาลัยห่างจากเมืองหลวงอาณาจักรสุโขทัยประมาณ 70 กิโลเมตรเห็นจะได้ มีโบราณสถานที่สวยงามแบบ สุโขทัยประมาณกว่า 200 แห่ง

       สำหรับคนที่รักและหลงไหลโบราณสถาน ผมอยากชวนให้ท่านไปดูสักสองสามแห่งพอสังเขป ที่แรกคือ วัดพระศรีรัตน-มหาธาตุ เมืองเชลียง

       อยู่ริมน้ำยม ชาวบ้านเรียกว่าวัดพระปรางค์ เพราะมีพระปราค์สวยงาม

       ถ้าท่านสังเกตปรางค์แบบขอม จะเห็นว่าองค์ปรางค์ค่อนข้างป้อมและเตี้ยเป็นหิน แต่พระปรางค์ที่นี่ ทรงสูงขึ้น ข้างใน เป็นศิลาแลงข้างนอกเป็นปูนปั้น ใช้วิธีก่อแล้วฉาบ ตั้งร่างร้านสูงขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีปราสาทอยู่ด้านหน้า จะเหลือเพียงที่เรา เรียกว่า “ซุ้มทิศ” ที่ชิดกับองค์ปรางค์

       บริเวณหน้าพระปรางค์ มีพระพุทธรูปปูนปั้น ปางลีลา ที่ผมคิดเอาเองว่า เป็นพระปางลีลาที่สวยที่สุดในประเทศไทย ที่ได้เห็นแล้วน้ำตาซึมด้วยความปิติ

       บรมครูช่างโบราณปู่ย่าตาทวดของเรา ท่านช่างเก่งเหลือเกิน ทำให้รู้สึกภูมิใจในความเป็นไทยจนบอกไม่ถูก ต่อให้ เดินทางไปไกลแค่ไหน ได้เห็นครั้งหนึ่งก็คุ้มครับ

       วัดเขาพนมเพลิง วัดนี้อยู่บนเขาเตี้ยๆ มีเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัย เสน่ห์ของวัดนี้อยู่ที่ทางขึ้น ที่เป็นศิลาแลง อีกวัดที่ คู่กันคือวัดเขาสุวรรณคีรี อยู่ติดกัน แต่อยู่คนละยอด และมีเจดีย์ที่คล้ายกัน

       พูดถึงสถูปหรือเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัย จะมีลักษณะเหมือน “จอมแห” ท่านผู้อ่านที่เป็นชาวชนบท หรือคนในเมือง ก็เถอะ ถ้าผ่านหมู่บ้านริมน้ำ คงเคยเห็นเครื่องมือจับปลาที่เรียกว่า “แห” เวลาเขาตากแห จะเอาส่วนยอดแขวนไว้ที่สูง แล้ว ส่วนล่าง ที่มีโซ่อยู่ เขาจะกางออก ดูรูปทรงโดยรวมจะเรียวแหลมขึ้นฟ้า 

       อีกวัดหนึ่ง ชื่อวัดช้างล้อม นี่ฝีมือช่างชั้นครูเลยครับ เป็นเจดีย์ทรงระฆัง แต่เส้นรอบนอกเหมือนจอมแห ตรงฐานด้านล่าง มีรูปปั้นช้างปูนปั้นทั้งตัว 39 เชือก หันหน้าออกมาจากเจดีย์ มีเครื่องประดับเป็นลวดลายปูนปั้นสวยงาม ลอมรอบเจดีย์ 

       ช่างปูนยุคสุโขทัย สามารถใช้เกรียงอย่างชำนาญปั้นเป็นลวดลายโดยไม่ต้องร่างแบบ

       ปูนปั้น ภาษาฝรั่งเรียกว่า “สตั๊กโก้” แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสตั๊กโก้ของสุโขทัย คุณภาพจะเหมือนสตั๊กโก้ ที่คนอเมริกันมาทำฝา บ้านหรือเปล่า

       คงไม่เหมือนหรอกครับ เพราะของสุโขทัยจะเหนียวและเนียนกว่า ขึ้นลวดลายได้ดีกว่า รู้สึกว่าเขาจะมีส่วนผสมของ ปูนขาว น้ำอ้อย กาวหนัง ยางไม้ ฯลฯ อะไรทำนองนี้ ก็อยู่มาได้เกือบพันปีเหมือนกัน

       ยังมีอีกหลายแห่งครับ ชื่อเป็นไทยๆ เพราะ อย่าง  วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดสวนแก้วอุทยานใหญ่  วัดสวนแก้วอุทยานน้อย วัดนางพญา  วัดชมชื่น  ฯลฯ

       ได้ดูได้เห็นแล้วปลื้มใจ นึกถึงลำนำของ อังคาร กัลยาณพงศ์ ที่จำได้กระท่อนกระแท่นที่ว่า “บุหรงรัตน์ร้องเกาะเครื่อวัลย์ กนกทิพย์บุหงาสวรรค์หอมหวาน กลางวัดนางพญาช้านาน อวสานต์สิ้นชื่อฝีมือไทย”

       สุโขทัย อดีตพระนครที่เคยรุ่งเรืองของชนเผ่าไทย ถูกผู้ที่เห็นคุณค่าบูรณะตกแต่งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ที่งดงาม “ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก” รอลูกหลานไทยรุ่นหลังไปชื่นชม รับความเบิกบานภูมิใจ ในมรดกวัฒนธรรม เป็นการยืนยัน บ่งชี้ว่า ชนชาติที่เรียกตัวเองว่าไทย มีอารยธรรมมาเนิ่นนานสืบทอดมาจนปัจจุบัน

       หากนักท่องเที่ยวชาวไทย เดินทางไปชมด้วยพื้นฐานของคนที่รัก และเห็นคุณค่า ท่านจะได้ความสุขอย่าง เต็มหัวใจ.  

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats