HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2551 01:10 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน


หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องไปใต้แสงตะวัน
สุโขทัยและ “พระศรีศากยมุนี”
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 4 มกราคม 2551

โดย.....นภา อัมพร

       หลังจากสิ้นราชวงค์พระร่วง ศูนย์กลางของความเจริญของบ้านเมืองก็ย้ายมาจากลุ่มแม่นำยม สู่ลุ่มเจ้า-พระยาอย่างสมบูรณ์ ตลอดระยะเวลา 417 ปี ของกรุงศรีอยุธยา สุโขทัยก็ถูกทอดทิ้ง เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ สังคมที่เป็นแบบ นครรัฐ ในอดีต เมื่อมีศูนย์กลางแห่งใหม่เกิดขึ้น ก็ทิ้งเมืองเก่าไป

       สุโขทัย กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อประมาณ พ.ศ. 2496 โดยรัฐบาลให้งบประมาณกรมศิลปากร เพื่อสำรวจ ขุดแต่งบูรณะ และมาลงมืออย่างจริงจังในปี พ.ศ.2517 นี่เอง ซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์แห่งหนึ่ง ของโลก

       จากเอกสารของพิพิธภัณท์สถานแห่งชาติรามคำแหงระบุว่า ภายในพื้นที่อุทยานฯ มีโบราณสถานที่กำหนดตำแหน่งได้ 193 แห่ง แต่ที่น่าสนใจสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกปีละมากมาย ยกเว้นนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ยังน้อยเพราะ ไม่คุ้นเคยกับการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์

       ในกำแพงเมือง แนวกำแพงด้านเหนือและด้านใต้ ยาวด้านละ 1,800 เมตร ด้านตะวันออก และตะวันตก ด้านละ 1,600 เมตร ภายนอกยังมีกำแพงดิน 3 ชั้น และคูน้ำ 3 ชั้น ที่เรียกว่า “ตรีบูร” ประตูกำแพงมีทั้ง 4 ทิศ ประตูศาลหลวงอยู่ทิศเหนือ, ประตูนะโม ทิศใต้, ประตูกำแพงหัก ทิศตะวันออก, ประตูอ้อ ทิศตะวันตก ภายในมีโบราณสถาน 60 แห่ง

       พระราชวัง พบร่องรอยของอาคารที่เรียกว่า เนินปราสาท เป็นที่พบหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 และพระแท่น “มนังคศิลา-บาตร” เป็นที่ประทับว่าราชการ “กลางดงตาล” ของพ่อขุนรามคำแหง และหากเป็นวันพระ สถานที่แห่งนี้จะเป็นที่แสดงธรรม ให้ประชาชนพลเมืองสามารถมาร่วมฟังได้

       กรมศิลปากร ใด้ตกแต่ง ปลูกต้นตาลใหม่ จัดให้มีบรรยากาศคล้ายของเดิมให้มากที่สุด เสียดายส่วนที่เป็นพระราชวัง เป็นอาคารก่ออิฐ เครื่องโครงหลังคาทำด้วยไม้จึงผุพังไปตามเวลาไม่เหลือให้เห็น

       ติดกับพระราชวังด้านทิศตะวันตก คือวัดมหาธาตุ เป็นวัดใหญ่ที่สุดศูนย์กลางของอาณาจักร มีมหาเจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  รวมเจดีย์แบบต่างๆจำนวนถึง 200 องค์

       ที่วิหารใหญ่ มีพระพุทธรูปสำริดที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ และงดงามมาก ในสมัยรัชกาลพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถูกอัญเชิญ มาประดิษฐานไว้ในวัดสุทัศน์ฯ ได้ชื่อว่า “พระศรีศากยมุนี”

       ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ได้บันทึกไว้ว่า พระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้าฯ โปรดให้สร้างวัดที่มีวิหารใหญ่ เท่าวัดพนัญเชิงที่กรุงเก่าอยุธยา พระราชทานนามไว้ล่วงหน้าว่า “วัดมหาสุทธาวาส”

       ในขณะที่ช่างวางผังอยู่นั้น ก็โปรดให้พระพิเรนทรเทพ ขึ้นไปอัญเชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หน้าตักกว้างถึง 3 วาคืบ (ประมาณ 25 ฟุต หรือ 7.5 เมตร) จากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุสุโขทัยซึ่งเป็นวัดร้าง ที่พระองค์เคยทอดพระเนตร ตั้งแต่ ครั้งไปทัพที่พิษณุโลกก่อนขึ้นครองราชย์

       เหตุผลที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงโปรดให้สร้างวัด และสร้างกรุงเทพฯอย่างอยุธยา  ก็เพราะพระองค์ได้เคยเห็น ความรุ่งเรือง งดงาม และความยิ่งใหญ่ของพระนครศรีอยุธยาก่อนเสียกรุง ครั้นเมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ อยุธยาซึ่งถูกเผา และทิ้งร้างมานาน ก็ยับเยินเกินกว่าจะบูรณะ พระองค์จึงมาสร้างกรุงใหม่ โดยเก็บภาพเก่าไว้ให้ได้มากที่สุด

       พระหล่อสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่เดียวดายอยู่กลางไพรในวิหารร้าง ถูกลำเลียงล่องแพจากแม่น้ำยม เอื่อย ไหลลงมาสู่ปากน้ำโพ มาเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาถึงบางกอก  ทอดหุ่นอยู่กลางแม่น้ำ พระองค์โสมนัสยิ่งนัก โปรดให้จัดงาน สมโภชพระพุทธรูป ในวันอังคาร แรม 9 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง พ.ศ. 2314

       ครั้นถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รากฐานพระวิหารสำเร็จ ก็เคลื่อนแพมาที่ “ท่าช้างวังหลวง” แล้วทำเลื่อนชักลากขึ้นบก แต่องค์พระเข้าประตูพระนครที่ท่าช้างไม่ได้ เพราะองค์พระใหญ่โตมาก ต้องรื้อขยายประตูให้กว้าง จึงสามารถลากเลื่อนไป ถึงเสาชิงช้า ชาวบ้านจึงเรียกขาน พระสุโขทัยองค์งามนี้ว่า “หลวงพ่อโต” ตั้งแต่นั้น

       งานสร้างวิหาร “หลวงพ่อโต” เป็นงานทนุบำรุงพระศาสนาชิ้นสุดท้ายที่ในหลวงรัชกาลที่ 1 ทรงมีความปรารถนาอย่าง แรงกล้าที่จะทำให้สำเร็จ ก่อนที่พระองค์จะสวรรคต แม้ขณะนั้น พระองค์ทรงประชวร และรู้พระองค์ว่าคงไม่มีวันหายแล้วก็ตาม จากพระบรมมหาราชวัง ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปอย่างช้าๆ ด้วยพระบาทเปล่า เพื่อทอดพระเนตรการก่อสร้าง ทรงเหน็ด-เหนื่อยมาก ตามบันทึกกล่าวว่า แม้กระทั่งขึ้นพลับพลาก็สิ้นแรงเซพลาด แต่พระองค์ก็ไม่ย่อท้อ

       งานสร้างฐานชุกชี และพระราชพิธีเททอง ซ่อมแซมพระพุทธรูปที่ชำรุดจากการทิ้งร้างไม่น้อยกว่า 300 ปี เป็นไปอย่าง ไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งปีมะเส็ง พ.ศ. 2352 พระองค์ เสด็จ ไปอัญเชิญพระขึ้นประดิษฐาน บนฐานชุกชีรัตนบัลลังก์ ที่สร้างเสร็จ แม้ยังไม่สมบูรณ์ ในขณะนั้นทรงประชวรมากแล้ว แต่ก็ทรงปีติโสมนัส

       พระองค์ตรัสกับเหล่าช่างว่า “สิ้นธุระแล้ว”

       จนกระทั่งข้างแรมแก่คืนที่ท้องฟ้าเหนือพระนครมืดมิด ตรงกับแรม 13 ค่ำ เดือน 9 ปีนั้นเอง

       องค์สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็เสด็จสวรรคต

       ฝากพระและแผ่นดินไว้ให้คนรุ่นหลัง ไม่ทันได้ทอดพระเนตร อาคารพระวิหารที่ทรงวาดฝันไว้

       ขอเล่าต่อถึงการสร้าง “วัดมหาสุทธาวาส” ที่ต่อเนื่องมาในสมัยรัชกาลที่ 2 โปรดให้สร้างวัดต่อไม่หยุดยั้ง พระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงแกะสลักบานประตูด้วยพระองค์เอง ร่วมกับช่างหลวง โดยโปรดให้กรมหมื่นจิตรภักดีเป็น นายงาน การก่อสร้างดำเนินไปอีก 16 ปี จนสิ้นรัชกาลก็หาแล้วเสร็จไม่

       วัดนี้มาเสร็จสมบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชทานชื่อวัดใหม่ว่า “วัดสุทัศน-เทพวราราม”

       ในสมัยรัชกาลที่ 4 สมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระราชทานนามพระโตว่า “พระศรีศากยมุนี” และโปรดให้ซ่อมแซมเพิ่มเติม พระวิหารอีกครั้ง โดยในช่วงนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งเป็นบรมครูช่างพระองค์หนึ่ง ของกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงวิจารณ์ว่า เท่าที่ช่างทำไว้ในรัชกาลที่ 2 พระวิหารมีส่วนสูงมากเกินไป ไม่รับกับส่วนกว้าง ทำให้ ดูไม่งาม จึงได้แก้โดยการเพิ่มหลังคาส่วนหน้า และหลังให้ส่วนสัดน่าดูขึ้น (อย่างปัจจุบัน) ไม่ผอมชะลูดโดดเด่นอย่าง พระวิหารวัดพนัญเชิง กรุงเก่า อยุธยา

       สำหรับพระศรีศากยมุนี เป็นพระสุโขทัยรุ่นหลัง จากหลักศิลาจารึกหลักที่ 4 และหลักที่ 5 ระบุว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้าง ในสมัยพระธรรมราชาลิไท เป็นปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ พระพักตร์เป็นรูปผลมะตูม หรือรูปไข่ พระเกศมาลาเป็นเปลว นิ้ว พระหัตถ์ทั้ง 4 ยาวเสมอกัน

       ไม่ค่อยมีคนทราบมากนักว่า ที่รัตนบัลลังก์ หรือฐานชุกชี บรรจุพระบรมราชสรีรังคาร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล ในหลวงรัชกาลที่ 8 ของเรา.

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats