|
โดย.....นภา อัมพร
เที่ยวชมจังหวัดสุโขทัยแล้ว ถ้าไม่ไปถึงอาณาจักรเก่า เหมือนกับเราท่านไปไม่ถึงภูมิปัญญาของความเป็น สุโขทัย ในเนื้อที่ประมาณ 70 ตารางกิโลเมตร สามารถมองเห็นร่องรอยของความเจริญรุ่งเรืองปรากฏ ไม่ว่าจะ เป็นแนวผังเมือง สิ่งก่อสร้างที่แม้จะพังทลายเสื่อมสภาพไปตามกาล แต่ยังทิ้งเค้าโครงที่บ่งบอกถึงฝีมือที่เป็นเลิศ ของบรมครูช่างสมัยนั้น
อาณาจักรเก่าหรือเมืองเก่า ถือยุคฝีมือช่างสูงสุด เป็นยุคคลาสสิคของไทย
โดยเฉพาะ ประติมากรรมพระพุทธรูป ถือว่าสูงสุด แม้จะเทียบกับปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเจริญแล้วก็ตาม ทางด้าน สถาปัตยกรรม ตัวอาคารที่เครื่องหลังคาเป็นไม้ ไม่มีเหลือให้เห็นสมบูรณ์ แต่ลวดลายปูนปั้นประดับกำแพงนั้นเยี่ยมยอด
ด้านสถูปเจดีย์ ทรงดอกบัวตูม หรือที่เรียกว่า พุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นแบบที่ช่างพัฒนาจากของเก่า แล้วคิดแบบขึ้นมา ใหม่ ให้เป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัยนี้โดยเฉพาะ
การมาที่นี้ทำให้ได้เห็นความเพียรพยายามของช่างรุ่นบรรพบุรุษ เห็นในภูมิปัญญา และสำนึกในบุญคุณของบรมครู ช่างผู้ล่วงลับไปแล้ว
ปราสาทราชวัง วัดวาอารามโบสถ วิหาร อาคารบ้านเรือน ตั้งแต่อดีต คือผลงานของช่าง ที่แม้ผู้สร้างจะล้มตายไป ตามกาล แต่สิ่งที่เหลืออยู่ คือคุณค่า ที่ต้องมีผู้นำไปประยุกต์ พัฒนา และสืบทอด เพราะแม้บ้านเมืองจะเจริญ ประชาชนจะ อยู่เย็นเป็นสุขเพียงใดก็ตาม
สังคมอารยะ จะต้องมีความงามเป็นองค์ประกอบ และช่างจะต้องมีหน้าที่สร้างสรรค์ความงามนั้น
เมื่อกว่า 40 ปีก่อน วัดมหาธาตุยังเป็นที่รก มีทางเดินเล็กๆเข้าไปยังตัววัด ส่วนที่เป็นโบราณสถานมีคนงานถางป่า พอเตียน มีสถูปเจดีย์ทรงดอกบัวตูมเด่นเป็นสง่า วิหารเหลือเพียงเสาศิลาแลง พระประธานคงมีแต่ฐานชุกชี พระพุทธรูปบาง องค์ถูกโจรใจบาปหั่นเศียร เพียงเพื่อแลกเศษเงินจากนักค้าของเก่า ที่ส่งไปขายต่างชาติอีกทอดหนึ่ง
ตามพื้น ยังพบเห็นข้าวตอกพระร่วงอยู่เกลื่อนกลาด
ที่ลานวัด มีหินแท่งหนึ่งนอนอยู่ มีตำนานกล่าวว่า เป็นศพของขอมดำดิน ที่มาสืบความ แต่ต้องมากลายร่างเป็นหิน ด้วยบุญญาธิการของพระร่วง
วัดมหาธาตุคือส่วนที่สำคัญ แห่งหนึ่ง ของอาณาจักรสุโขทัย
แต่สำหรับวันนี้...คณะของเรา ขับรถมาถึงเมืองเก่าตอนตะวันสาย
บรรยากาศในเมืองโบราณ ถูกตกแต่งให้งดงามอย่างสวนสาธารณะ ถนนหนทางเป็นระเบียบ ต้นไม้สูงถูกตกแต่ง แบ่งกลุ่มอย่างมีจังหวะจะโคน ใต้ต้นไม้ และที่โล่งปลูกหญ้าเขียวขจี ตัดเรียบร้อย มีสถูปเจดีย์ และซากของความรุ่งเรือง เรียงราย
และที่ขาดไม่ได้คือ สระน้ำขนาดใหญ่มีอยู่ทั่วเมือง เท่าที่ทราบ นี่คือระบบชลประทานในสมัยสุโขทัย ที่มีการ วาง ท่อประปา ให้น้ำถ่ายเทถึงกัน
ท่อประปาหรือท่อระบายน้ำสุโขทัย ไม่ขึ้นสนิม เพราะทำด้วยดินเผา แล้วเคลือบสีอย่าง สังคโลก
เงาของมหาวิหาร ทอดทับลงน้ำ บัวในสระกำลังบาน มีทั้งบัวหลวง และบัวนา สีต่างๆ หลับตานึกถึงทัศนียภาพที่เห็น หากเป็นยุคสุโขทัย ครั้งยังมีผู้คนเดินขวักไขว่ สิ่งก่อสร้างยังสมบูรณ์ คงงดงามราวกับเมืองในเทพนิยาย
ย้อนอดีตไป 769 ปี ราชวงค์พระร่วง ที่มีปฐมบรมกษัตริย์ คือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ.ศ. 1781 เป็นการเริ่มต้นของอาณาจักรสุโขทัย ราชธานีอันยิ่งใหญ่ของชนชาติไทย
กลางพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าไชยวรมันที่ 7 กษัตริยขอมได้แผ่อำนาจ ขยายอาณาเขตรวบรวมดินแดนแถบลุ่ม แม่น้ำเจ้าพระยาไว้ในครอบครอง ในขณะนั้นศูนย์กลางของคนไทยที่มั่งคั่งมั่นคงอยู่ที่เชียงแสน ดินแดนทางภาคเหนือ ส่วน ที่เป็นภาคกลาง คนไทยก็มีความเป็นอยู่อย่างสงบสุขมาช้านานไม่น้อยกว่าศตวรรษที่ 17 เช่นกัน
จากหลักฐานฯ ระบุว่า พ่อขุนศรีนาวนำถม ปกครองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ริมแม่น้ำยม เมืองชะเลียง หรือสวรรคโลกในปัจจุบัน ต่อมาเกิดสงครามกับขอม ศรีสัชนาลัยสุโขทัยมีกำลังน้อยกว่า จึงต้องตกอยู่ในอำนาจของขอม สมาดโขลนลำพง
พ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง (ปัจจุบันคือ อ. นครไทย จ. พิษณุโลก) กับพระสหายคือ พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด โอรสพ่อขุนนาวนำถม ช่วยกันยึดเมืองคืนมาได้ ขับไล่ขอมผู้รุกรานให้ถอยร่นไป โดยได้ตั้งกรุงสุโขทัยเป็น ราชธานี สถาปนาพ่อขุนบางกลางหาวเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
คงไม่ต้องเล่าต่อนะครับ เพราะช่วงนี้ เป็นที่ทราบกันว่า สุโขทัยรุ่งเรืองที่สุดในสมัยพ่อขุนรามคำแหง มีการติดต่อการ ค้ากับต่างประเทศ มีการจัดระบบชลประทานด้วยการวางท่อระบายน้ำ ผ่าน ตระพัง สร้างเขื่อน ฝายน้ำล้น ขุดคู คลอง ฯลฯ ได้พัฒนาคุณภาพชีวิต แม้แต่ ระบบ ห้องสุขา ก็ทันสมัย
มีการจัดระบบโรงงานอุตสาหกรรม เครื่องเคลือบดินเผา สังคโลก ที่ทำน้ำยาเคลือบได้เอง ที่เป็นที่นิยมคือน้ำยา เคลือบ สีเขียวไข่กา ส่งสินค้าประเภทถ้วยชาม ขายยังต่างประเทศ วิชาประวัติศาสตร์ช่วงนี้ พวกเราเรียนกันมาตั้งแต่สมัย เด็กๆ
สมัยก่อน ตำรากระทรวงฯ สอนว่า พบเตาเผาหลายแห่ง สมัยหนึ่งเราเคยเรียกเตาเหล่านี้ว่า เตาทุเรียง ความจริง ต่อมาเขาบอกว่าไม่ใช่แล้วนะครับ ที่ถูกควรเรียกว่า เตาเผาสุโขทัย เพียงแต่ เตาทุเรียงเป็นเตาแรกที่ค้นพบ เหมือนกับที่เรา เรียกขานพระนาม พ่อขุนบางกลางหาว ว่า พ่อขุนบางกลางท่าว นั่นแหละครับ
ยังมีอีกที่เราไม่เคยเรียน ในจดหมายเหตุของญวนบันทึกว่า พ่อขุนรามคำแหง ยกทัพไปตีอาณาจักรจามปา หนังสือ ประวัติศาสตร์กัมพูชากล่าวว่า ใน พ.ศ. 1825 พ่อขุนของเราไปรุกรานประเทศเขา คงล้างแค้นที่ครั้งหนึ่งเขาเคยรุกรานเรา นะครับ อันนี้ผมเดาเอาเอง และในเอกสารของจีน ระบุว่า มลายูไปฟ้องให้บอกไทยว่าอย่าไปรุกรานเขา จะเห็นว่า พ่อขุนของ เราไม่เบาเลยทีเดียว
อันนี้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นคนบันทึกไว้.
|