|
โดย.....นภา อัมพร
|
|
หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง จ.พิจิตร |
หลวงพ่อเพชร วัดท่าถนน จ.อุตรดิตถ์ |
คนส่วนใหญ่รู้จ้ก หลวงพ่อเพชร แห่งวัดท่าหลวง จังหวัดพิจิตร ก็เพราะบทเพลง สาวงามเมืองพิจิตร ที่ขับร้องโดยคุณยอดรัก สลักใจ ซึ่งโด่งดังมากในระยะหนึ่ง เนื้อหาของเพลงตอนหนึ่งได้กล่าวว่า งานวัด ท่าหลวงบวงสรวงพ่อเพชร แล้งหน้านาเสร็จ ลูกใคร่จะไปสู่ขอ ทำนาหาทุนบนบานพึ่งบุญหลวงพ่อ ขายข้าวในนา หากหาเงินพอ จะขอแต่งงานกับน้อง
ตามประวัติ และตำนาน พระพูทธรูปหลวงพ่อเพชร แห่งวัดท่าหลวงได้เล่าขานเอาไว้ว่า เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร บนฐานดอกบัวบานรองรับ พระเกศมาลาเป็นดอกบัวตูม หน้าตักกว้าง 1 เมตร 40 เซ็นติเมตร (กว้าง 2 ศอก 1 คืบ 6 นิ้ว สูง 3 ศอก 3 นิ้ว) สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1660-1800 เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนรุ่น แรก
ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้เกิดกบฎจอมทองขึ้นที่ภาคเหนือ ทางเมืองหลวงส่งกองทัพไปปราบ พอกองทัพถึงเมือง พิจิตร ก็หยุดพักเพื่อสะสมเสบียง 2-3 วัน ในตอนนั้นพระพิจิตร กำลังดำเนินการก่อสร้างวัดนครชุม แม่ทัพอยุธยา รับปาก หาก รบชนะ จะหาพระพุทธรูปจากหัวเมืองฝ่ายเหนือมาฝาก
ครั้นได้ชัยชนะ แม่ทัพจึงได้อาราธนา หลวงพ่อเพชร จากเมืองเหนือ นำลงแพลูกบวบล่องมาตามลำน้ำปิงมา ประดิษฐานที่วัดนครชุม (ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองพิจิตร) ตามที่ได้รับปากเอาไว้
ล่วงมาจนถึงสมัยพระพุทธเจ้าหลวง แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้หาพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามนำมาพระนคร เจ้าพระยาศรีสุรศักดิ์ฯ สมุหเทศาภิบาล มณฑลพิษณุโลก จึงได้สั่งการให้พระยาเทพาธิบดี(อิ่ม)เจ้าเมืองพิจิตร แสวงหา พระพุทธรูปตามพระราชประสงค์ เจ้าเมืองฯ เห็นว่าหลวงพ่อเพชร มีลักษณะงดงาม จึงจ้างชาวญวนชื่อ อาง ทะลวงหุ่นดิน ภายในองค์พระเพื่อให้น้ำหนักเบา นำขึ้นเกวียนมาลงเรือชะล่า เข้าสู่เมืองพิษณุโลก เพื่อรอนำเข้ากรุงพร้อมพระพุทธชินราช
แต่ปรากฎว่า ชาวเมืองพิจิตร และชาวพิษณุโลก เมื่อทราบข่าวก็โศกเศร้าเสียใจมาก เจ้าเมืองเกรงมีปัญหากับ ประชาชนจึงล้มแผนการที่จะนำพระพุทธรูปทั้งสองสู่พระนคร แล้วได้นำหลวงพ่อเพชรล่องเรือกลับพิจิตร แต่ไม่ส่งถึงที่ คงฝาก ไว้ที่วัดท่าหลวง รอขึ้นเกวียนกลับวัดนครชุม แต่เนื่องจากเจ้าเมืองสมัยก่อน ทำงานเพียงแค่ให้พ้นตัว จึงได้ลืมทิ้งหลวงพ่อ เพชรไว้ตั้งแต่นั้น
ส่วนหลวงพ่อเพชรในพระวิหารวัดท่าถนน (วัดวังเตาหม้อ) ตลาดบางโพ อำเภอเมืองฯ จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนรุ่นแรก สร้างประมาณ พ.ศ. 1600-1800 หล่อด้วยสำริด ปางมารวิชัย ขัดสมาธิ เพชร พระเกศมาลาเป็นลูกแก้ว สังฆาติสั้น หน้าตักกว้าง 80.3 เซ็นติเมตร สูง 1เมตร 2.6 เซ็นติเมตร (กว้าง 32 นิ้ว สูง 41 นิ้ว)
ตามประวัติความเป็นมากล่าวว่า เมื่อพ.ศ. 2436 หววงพ่อด้วง เจ้าอาวาสวัดหมอนไม้ บางโพ (อยู่ในอำเภอเมือง อุตรดิตถ์) รับนิมนต์เดินทางไปเมืองลับแล ผ่านวัดร้างในป่าสะแก มีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น บนซากโบสถ์วิหารที่ปรักหักพัง พบจอมปลวกมีรูปร่างสูงแหลมผิดปกติ จึงได้เคาะยอดแหลมนั้น จึงได้เห็นเป็นพระเกศมาลา ก็รู้แน่ชัดว่าต้องเป็นพระพุทธรูป วันต่อมาจึงให้ลูกศิษย์ช่วยกันขุดรื้อจอมปลวกออก แล้วอัญเชิญพระพุทธรูปไปวัดหหมอนไม้ แต่เนื่องจากที่วัด ไม่มีอุโบสถ มิดชิด จึงได้นำไปไว้กับลูกศิษย์ชื่อหลวงพ่อเพชรเช่นกัน ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดวังเตาหม้อ เพราะวัดนี้อยู่ในแมือง และมี อุโบสถมิดชิดปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย
หลวงพ่อเพชร เจ้าอาวาสชื่นชมต่อพุทธลักษณะที่งดงามของพระพุทธรูป จึงได้นำไปไว้ในพระอุโบสถ ชาวบ้านเห็น เป็นพระเก่าแก่ จึงมานมัสการเป็นจำนวนมาก และเรียกขานนามท่าน ตามท่านั่งขัดสมาธิ และตามชื่อเจ้าอาวาสว่า หลวงพ่อ เพชร
ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงเดียวกับที่หัวเมืองต่างๆ ส่งพระพุทธรูปเข้ากรุง หลวงพ่อเพชร ถูกอัญเชิญไปไว้ที่วัด เบญจมบพิตร สร้างความเสียใจสะเทือนใจให้เจ้าอาวาสเป็นที่สุด ท่านจึงธุดงค์เข้าป่าเขา ไม่ยอมกลับมาวัดอีกเลย สุดท้าย มีคนพบท่านมรณภาพอยู่ในป่าบนเขา บ้านนาตารอด ตำบลบ้านด่าน จึงนำศพกลับมาฌาปนกิจที่วัดวังเตาหม้อ นำกระดูกของ ท่านบรรจุไว้ใกล้กับที่พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรเคยอยู่ จากนั้นชาวบ้านก็ทำเรื่องร้องขอไปยังพระนคร จนกระทั่งปี พ.ศ. 2453 ก่อนพระพุทธเจ้าหลวงจะเสด็จสวรรคตไม่นาน ก็โปรดเกล้าฯ ให้นำพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรกลับคืนสู่วัดวังเตาหม้อ อุตรดิตถ์
ทั้งเมืองพิจิตร และอุตรดิตถ์ ถ้าจะเกี่ยวเนื่องกับอาณาจักรเชียงแสนในอดีต ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในเขตเชียงรายปัจจุบัน ก็ถือได้ว่าเมืองทั้งสองอยู่ชายแดนตอนล่าง ย่อมจะได้รับเอาอิทธิพลทางศิลปะวัฒนธรรมเชียงแสนมามาก และก็เป็นไปได้ มากว่า พระพุทธรูปเชียงแสนจะมีหลงเหลืออยู่ในจังหวัดทั้งสอง
ในฐานะที่ผมเป็นเพียงนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง หากจะแสดงความคิดเห็นก็อย่าได้ถือเอาเป็นบรรทัดฐานว่า ถูกต้อง เพียงแต่อยากตั้งข้อสังเกต ให้ผู้ที่มีความรู้มากกว่าได้โปรดนำไปพิจารณา ว่าข้อคิดนี้ จะเป็นไปได้มาก น้อยเพียงใด และถ้าผิด ก็ขออภัยเอาไว้ด้วย
ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมกำลังจะกล่าวถึงยุคสมัยของพระพุทธรูปทั้งสององค์
ในส่วนของหลวงพ่อเพชรที่อุตรดิตถ์ เป็นเชียงแสนรุ่นแรกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สำหรับหลวงพ่อเพชรวัดท่าหลวง ยังไม่ค่อยมั่นใจ เพราะลักษณะของพระเกศมาลาที่สูงแหลม กับไรพระศก (เส้นขอบระหว่างหน้าผากกับผม) นิยมมากในสมัย อยุธยา ซึ่งในยุคนี้ มีการสร้างพระพุทธรูปตามแบบเชียงแสน โดยเฉพาะสกุลช่างนครศรีธรรมราช จะคล้ายพระพุทธรูป เชียงแสนมาก เพียงแต่บางครั้งก็ดัดแปลงสังฆาฏิให้เป็นแฉก และมีไรพระศก
ผู้เขียนจะไม่ขอด่วนสรุป แต่ถ้าหากท่านผู้รู้ได้อ่านพบ ก็ขอความกรุณาได้ช่วยชี้แนะ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ด้านการ ศึกษา สำหรับผู้สนใจในแขนงนี้
เรื่องของประติมากรรมพระพุทธรูป นักศึกษาหรือผู้สนใจไม่อาจกำหนดแน่ชัดลงไปว่า ยุคนั้นต้องเป็นอย่างนั้น ยุคนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ แต่จะเรียนรู้ได้มากด้วยการดูมากเห็นมาก ดูจนจำความรู้สึกได้เหมือนกับที่เรียกว่า จำหน้าได้ การจำใน ลักษณะนี้ จะลึกซึ้งกว่าถูกต้องแม่นยำกว่าท่องจำ
เหมือนกับเราดูเทวรูป หรือพระพุทธรูปขอม จะรู้ได้ทันทีเมื่อเห็นหน้า
ดูอย่างรูปปั้น พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เห็นด้วยตาที่ใด ก็จะรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นพระองค์ท่านแน่นอน แต่เมื่อเรามาดูพระ อู่ทองของบ้านเรา ทั้งที่อู่ทองรับอิทธิพลขอม แต่ก็ไม่เหมือนขอมเสียทีเดียว ยังมีลักษณะเป็นแบบไทย
เชื่อกันว่า พระพุทธรูปเชียงแสน รับอิทธิพลจากสกุลช่าง ปาละ และ ปาละวะของอินเดีย รวมทั้งอิทธิพลจาก ศรีวิชัย หมายความว่าสกุลช่างที่กล่าวมาถือว่าเป็นครู แต่เชียงแสนก็จะมีความเป็นเชียงแสนที่แตกต่างไปจากครูที่ได้รับ อิทธิพลมา
เหมือนกับ พิซซ่า หรือ แมคโดนัล ในประเทศไทย ต่อให้สูตรเดียวกับที่อเมริกา แต่รสชาติจะไม่เหมือนของเดิม จะมีความเป็นไทยเข้าไปผสมอยู่ในสูตรนั้น
เรื่องของศิลปะพระพุทธรูป ถ้าสนใจ และชอบเราจะรู้สึกสนุก ยิ่งค้นคว้าก็ดูจะยิ่งห่างไกล ดังคำที่เขาว่า ยิ่งรู้มากยิ่งไม่รู้ เหมือนคนเราบางคนที่วันๆ นั่งส่องดูพระเครื่อง แล้วเขาก็มีความสุขนั่นละครับ.
|