HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2551 08:51 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน


หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องไปใต้แสงตะวัน
หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 16 พฤศจิกายน 2550

โดย.....นภา อัมพร

งานทอดกฐินที่วัดวังกระสูบ เริ่มต้นประมาณ 9 นาฬิกา เมื่อได้เวลาบนศาลาการเปรียญทรงไทยหลังใหญ่ ของวัด มีคนแก่เฒ่า สาวหนุ่มนั่งกันเต็ม ศาลาหลังนี้เป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูงพื้นปูกระดาน ไม่มีฝากั้น นอกจากส่วนที่อยู่ทาง ทิศใต้ยกพื้นสูงยาวตลอดแนว

สำหรับพระภิกษุประกอบการพิธีต่างๆ วันนี้ก็เช่นกัน มีพระหลายสิบรูปนั่งลดหลั่นกันตามอายุพรรษา จนกระทั่งสามเณร ที่อยู่ ปลายแถวสุด ส่วนชาวบ้านนั่งบนพื้นศาลาที่ต่ำลงมา ลาดทับด้วยเสื่อม้วนขนาดยาวที่มีไว้สำหรับงานบุญโดยเฉพาะ ด้านหลัง สุดทางทิศเหนือ เป็นวงปี่พาทย์ ที่โหมโรงด้วยเพลง “สาธุการ” “หนุมาณตวงพระธาตุ” ต่อด้วยเพลงต่างๆ ซึ่งนักดนตรีจะ ทราบดีว่า ช่วงไหนจะต้องเล่นเพลงอะไร เป็นการเพิ่มชีวิตชีวาให้งานบุญ

พวกเรา คณะที่จองกฐิน เป็นแขกมาจากแดนไกลถึงเมืองนอกเมืองนา  คณะเจ้าภาพจึงให้ความสำคัญอย่างมาก ดูแลเป็น พิเศษ เขาจัดโซฟามาให้นั่ง มีผ้าเย็น มีน้ำท่ามาเสิร์พ มีกระดาษเช็ดมืออย่างม้วน ห่อด้วยไหมถักอย่างดี

แต่ตัวตนจริงๆ ของพวกเราไม่ได้รู้สึกว่าเราไม่มีอะไรพิเศษ ตรงกันข้าม กลับรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นลูกหลานที่มีโอกาสไปเยี่ยม บ้าน ได้พบพี่ป้าน้าอาที่แม้ไม่ใช่ญาติโดยตรง แต่ก็เป็นพี่ป้านาอาของชุมชนนั้นๆ ไม่ได้แตกต่างไปจากพี่ป้าน้าอาของเราเอง

คนไทยในต่างแดนจึงเดินทางไปหา ไปทำกิจกรรมร่วมกันด้วยความคิดถึง ด้วยความรักในความเป็นพี่น้องไทยบนแผ่นดิน บ้านเกิดเมืองนอน ไม่ต้องเจาะจงว่าเป็นส่วนใดของประเทศไทย

เมื่อชาวบ้านนั่งพื้นกระดาน มีหรือที่เราอยากจะนั่งสูงกว่า ก็เลยจับกลุ่มนั่งหน้าเก้าอี้รับแขกนั่นเอง

ในขณะที่พระสงฆ์กำลังทำพิธี พวกเรา ล้วงเงินออกจากกระเป๋าของแต่ละคน ซึ่งมัดยางหนังสะติ๊กไว้อย่างแน่นหนา เพราะ กลัวหาย กลัวคนล้วงกระเป๋า เมื่อนับรวมจากทุกคนที่น่าจะได้เกือบ 4 แสนบาท

แต่การนับเงินไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะพวกเราที่ไม่คุ้นกับการนับเงินจำนวนมาก นับเท่าไรก็ไม่ครบ พวกเราบางคน ตอนแรก ใส่สูท ต้องถอดเหลือเสื้อแขนสั้น แต่ถึงกระนั้นเหงื่อก็โทรมกาย นับแล้ว นับอีก ในที่สุดต้องนับทีละกอง แล้วจดจำนวนแต่ละ กองเอาไว้ จึงสำเร็จ รวมยอดแล้วตรงกับเงินที่แลกมา กับที่มีผู้บริจาคเพิ่มในกรุงเทพฯ จึงค่อยโล่งใจ

พิธีกรรมเสร็จ พระฉันเพลเรียบร้อย ก็ถึงเวลารับประทานอาหาร พวกเราแยกย้ายกันไปนั่งกินกับชาวบ้าน ทำให้บรรยากาศเป็น กันเองยิ่งขึ้น พอถึงช่วงขนม ผลไม้ พวกเราในกลุ่ม เอาส้มแคลิฟอร์เนียลูกโตสีส้มสดหลายลัง มาแจก มาสาธิตวิธีปอกส้ม ที่แตกต่างไปจากการปอกส้มบ้านเราที่มีผิวเปลือกไม่เหมือนกัน ปรากฏว่า ส้มแอลเอขายดีกว่าผลไม้อื่น นอกจากพวกเรา ที่ปอกเสร็จแล้วมากินพวก ชมพู่ หรือไม่ก็ผลฝรั่ง

เพื่อนคนไทย ศิษย์เก่าแอลเอ แถบนครสวรรค์ พิษณุโลก พิจิตร ฯลฯ มาขุดทองกลับบ้าน ก็ไม่น้อย เมื่อได้ข่าวงานบุญ ไปร่วมงานสมทบกับพวกเราด้วย พวกเรารวมตัวกันได้ดีมาก

เสร็จงาน พระอาจารย์จรูญเจ้าอาวาส แจกพระบูชารูปหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน โลหะรมดำคนละองค์ แจกพระเครื่องรูป หลวงพ่อเพชรและวัตถุมงคลต่างๆ ให้พวกเรา ท่านย้ำว่า นี่เป็นของสูงค่าที่ชาวพิจิตรมอบให้ และยังฝากอนุโมทนากับทุกท่าน ที่ได้ร่วมกุศลในครั้งนี้

สำหรับหลวงพ่อเงิน เป็นพระปฏิบัติ ที่โด่งดังมากของชาวพิจิตร เหรียญของหลวงพ่อเงินที่แท้ ถือได้ว่าเป็น ของหายากในปัจจุบัน ท่านอยู่ที่ “วัดวังตะโก” ในเขตพื้นที่บางคลาน คนจึงมักเรียกท่านว่า หลวงพ่อเงินวัด บางคลาน

ไหนๆ ก็ไปถึงพิจิตร จึงขอนำเอาประวัติของหลวงพ่อ มาเป็นของฝากให้กับท่านผู้อ่านด้วย

หลวงพ่อเงิน พุทฺธโชติ เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2353 ตรงกับวันทางจันทรคติคือ วันศุกร์ เดือน 10 ปีฉลู เป็นชาวบ้านบางคลานโดยกำเนิดมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ส่วนแม่ พื้นเพอยู่ที่บ้านแสนตอ จังหวัดกำแพงเพชร

เมื่ออายุได้ 3 ขวบ ลุงชื่อช่วง รับไปอยู่ที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งถึงวัยเรียน ลุงนำเด็กชายเงิน ไปฝากไว้ที่ “วัดตองปู”  หรือวัดชนะสงคราม

อายุ 12 ปี บรรพชาเป็นสามเณร ค่อยๆ ศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน เมื่อถึงวัยใกล้อุปสมบท ท่านสึกมาเป็นฆารวาส จากนั้นก็บวชเป็นพระ จำพรรษาอยู่ที่วัดชนะสงคราม ปฏิบัติธรรมเรียนวิปัสสนาอยู่อีก 3 พรรษา  

ท่านได้ทราบข่าวจากโยมพี่ชายชื่อทอง ว่าโยมปู่ป่วยหนักมาก หลวงพ่อเงินจึงเดินทางกลับพิจิตร มาจำพรรษาที่วัด บางคลานใต้ หรือวัดคงคาราม เพื่อจะได้ดูแลทดแทนพระคุณโยมปู่อยู่ได้ 1 พรรษา ปรากฎว่าในช่วงนั้น ท่านเจ้าอาวาส ชื่อพระอาจารย์โห้ เป็นพระเรืองวิชา แต่ชอบเล่นแร่แปรธาตุ ในขณะที่หลวงพ่อเงินชอบความสงบ

จึงได้ย้ายจากวัดไปปลูกกุฎิด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงแฝกอยู่ลึกเข้าไปในป่าทางลำน้ำสายเก่า ซึ่งเป็นเขตบ้านวังตะโก พร้อมกับ ปลูกต้นโพธิ์ไว้ต้นหนึ่ง จากกระท่อมมุงแฝก กลายเป็นวัดวังตะโก ที่มีความเจริญขึ้นตามลำดับ ถูกเรียกชื่ออย่างเป็น ทางการว่า วัดหิรัญญาราม

หลวงพ่อเงินเป็นที่รู้จัก ศรัทธาอย่างกว้างขวาง นอกจากท่านจะเป็นที่พึ่งทางใจแก่ชาวบ้านชาวเมืองแล้ว ท่านยังเป็นนัก พัฒนา และยังใช้ชื่อของท่านช่วยวัดต่างๆในการก่อสร้างถาวรวัตถุเป็นสมบัติของพระศาสนาอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะ ศาลา พักร้อนสาธารณะ เป็นสิ่งที่หลวงพ่อชอบสร้างมากที่สุด

หลวงพ่อเงินยังใช้เวลาศึกษาด้านการแพทย์แผนโบราณด้วยท่านนำความรู้ไปรักษาอาการป่วยไข้ของชาวบ้านอยู่เสมอ แม้ท่านจะเป็นหมอ   แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บได้ เป็นสัจธรรมของสรรพสิ่งที่มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

เมื่อวันศุกร์ แรม 11 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแม พ.ศ. 2462 หลวงพ่อเงินก็ละสังขารด้วยความชราและโรคประจำตัวที่เรื้อรังมานาน รวมอายุได้ถึง 109 ปี

จากวันนั้นถึงปัจจุบันเนิ่นนาน แต่ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อหลวงพ่อ ยังไม่เคยเสื่อมคลาย สิ่งที่เหลือเป็นอนุสรณ์ของท่าน คือพระเครื่อง มีหลวงพ่อเงินชนิดกลม หลวงพ่อเงินชนิดแบนหรือสามเหลี่ยมหน้าจั่ว หลวงพ่อเงินชนิดสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ไข่ปลา พระเจ้า 5 องค์ ชานหมาก และตะกรุดสามกษัตริย์

บรรดานักสะสมต่างค้นหา เพื่อมีไว้เป็นของดีติดตัว บ้างก็สร้างเหรียญหลวงพ่อขึ้นมาใหม่ หรือแม้แต่ต้นโพธิ์ที่ท่านปลูกเอาไว้ ยังมีคนไปตัดกิ่งเก็บไปบูชาบ้าง ไปแกะสลักเป็นพระบ้าง ตัดจนปัจจุบันไม่เหลือแม้แต่ราก

นอกจากนี้ ชาวบ้านชาวเมืองยังเชื่อว่า ชื่อ หลวงพ่อเงิน นั้นเป็นมงคลนัก จึงได้สร้างพระเครื่อง รวมชื่อมงคล เกจิอาจารย์ ไว้เป็นชุดไว้บูชาจนถึงปัจจุบัน.
กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats