HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:05 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องไปใต้แสงตะวัน
บินข้ามฟ้ากลับมาบ้านเรา
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 2 พฤศจิกายน 2550

โดย.....นภา อัมพร

                เมื่อก่อน ถ้าเดินทางกลับบ้านโดยสายการบินไทย เครื่องบินต้องแวะพักประมาณ 45 นาทีที่สนามบิน โอซาก้า แต่ต่อมาสายการบินแห่งชาติของเรา ก็ปรับปรุงตารางการบินอีกครั้ง จากแอลเอ บินตรงลัดฟ้าสู่ กรุงเทพฯ ทำให้ย่นระยะเวลาลงได้อีกมาก แม้ราคาอาจแพงกว่านิดหน่อยแต่ก็คุ้มค่า

                การบริการของสายการบินไทย ที่ไม่เคยน้อยหน้าชาติใด เพราะนี่คือ “บริการเอื้องหลวง” ที่ลูกค้าต้องมาก่อน เสมอ การบินขึ้นลงกับคำโฆษณาที่ว่า “นุ่มราวกับแพรไหม” ซึ่งไม่ได้เกินความจริงแม้แต่น้อย

                มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลาย มีอาหารพิเศษสำหรับพี่น้องมุสลิม แม้กระทั่งเนื้อที่นำมาประกอบอาหารก็ผ่าน ขั้นตอน ได้รับการรับรองจากองค์กรทางศาสนาอย่างถูกต้อง

                การบินไทยที่ไม่เคยละเลยต่อสิ่งจำเป็นของผู้โดยสาร เช่นมีบริการพิเศษสำหรับผู้โดยสารชาติเดียวกันที่ เดินทางสู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการกรอกเอกสารเข้าเมือง เอกสารสำหรับศุลกากร ให้เขารู้ว่า ทันทีที่คุณเดินทาง ไปเยือนประเทศไทย จะได้รับการดูแลตั้งแต่อยู่บนฟ้า

                ผมค้นจากบันทึกเก่า เมื่อครั้งที่ไปทอดกฐิน ที่จังหวัดพิจิตร กับสมาชิกชมรมอดีตทหารไทยอีกกลุ่มใหญ่ รวมทั้งเพื่อนๆ คนคุ้นเคยหลายคน มาเล่า เป็นเรื่องราวของการเดินทางกับ “ทัวร์เล็กๆ” ที่จัดกันเอง ซึ่งถ้าไปกันเป็นกลุ่ม 7-8 คน ก็คุ้มค่า

                วันนั้น เราถึงกรุงเทพฯ ทุกคนแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน เพื่อเอากระเป๋าใบใหญ่ไปเก็บ พบญาติๆ พักผ่อน พอให้หายเมื่อยล้า แล้วนัดเจอกันอีกครั้งช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้น

                เราเช้ารถตู้พร้อมคนขับมาคันหนึ่ง แบบไปไหนไปกันสำหรับชาวคณะ มุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อไปร่วม งานกฐิน  

                กรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายวันที่ฝนตกพรำ ยังคลาคล่ำไปด้วยยวดยานหลากชนิด การก่อสร้าง การซ่อมถนนเป็นเรื่อง ปกติ รถไฟลอยฟ้า รถใต้ดินยังเป็นความหวังและความฝันของคนเมืองหลวง

                รถติดมาตลอดกว่าจะออกนอกเมืองเสียเวลาไปมากมาย เราใช้เส้นทางหมายเลข 304 แจ้งวัฒนะ ออกปทุมธานี สามโคก-เสนา ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3111 สู่พระนครศรีอยุธยา เข้าอ่างทอง ทางหลวงหมายเลข 32 สิงห์บุรี เมือง พรหม เมืองอินทร์ ผ่านอุทัย เข้าพยุหะคีรี โกรกพระ เลียบเจ้าพระยาสู่จังหวัดนครสวรรค์

                ฝนปลายฤดูหยุดบ้างตกบ้าง แต่ก็ทำให้สองข้างทางนอกเมืองชุ่มฉ่ำชื่นใจ แดดอ่อนสาดแสงส่อง ทำให้นึกถึง บทเพลง ของคุณยอดรัก สลักใจ

                “อ่อนแสงแดดคลายร้อนตอนเย็นเย็น เห็นนกบินน่าชม ขี่รถแล่นชวนน้องมากินลม ชี้ชวนชมเพลินใจ ทิวสอง ข้างทางสวยแลวิไล เห็นข้าวงามทั่วนา เขียดน้อยเจ้าแผดเสียงเจรจา สายลมพาเพลินใจ”

                นาข้าว ท้องทุ่งเขียวชะอุ่มสุดสายตา ท้องฟ้าและภูเขาเป็นฉากหลังไกล ภาพงามรอบตัวทำให้หายเหนื่อยเป็น ปลิดทิ้ง ตรากตรำทำงานตลอดปี มีโอกาสไปเที่ยวไกลๆ โดยเฉพาะเมืองไทยบ้านเรา นอกจากได้สัมผัสธรรมชาติแล้ว ยังได้ความรู้สึกย้อนสู่ความหลังกับความคิดถึงลึกๆ ที่เก็บไว้ในความทรงจำอันอบอุ่นอีกด้วย

                รถแล่นผ่านเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์หลายแห่ง ดังคำของทหารท่านว่า บรรพบุรุษเหล่านั้นแลกมาด้วยเลือด เนื้อ และชีวิต จนมาเป็นไทยได้ในทุกวันนี้

                เมืองสิงห์ บ้านบางระจัน ฯลฯ เคยเป็นที่นอนตายของเหล่าชาวบ้านและทหารไทย ที่ต่อสู้อริราชศัตรู ด้วย ปณิธาน “หากพวกเอ็งจะมาเอาบ้านเอาเมืองก็จงข้ามศพข้าไปก่อน”

                วีรกรรมของท่านเหล่านั้น บ้างก็ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ บ้างก็สู้จนเลือดหยดสุดท้าย ต้องนอนเดียวดายไร้ คนรู้เห็น นอกจากพระเสื้อเมืองทรงเมืองที่รับรู้ กับคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ที่เกิดมาไม่เสียชาติ

                แม้บ้านเมืองเราจะไม่มี “เรสท์ เอเรีย” แต่ปั๊มน้ำมันที่อยู่ข้างทางของเอกชนก็มีอยู่ตลอดแนว ทุกที่ล้วนกว้าง ขวาง แข่งขันกันทั้งด้านบริการและความสะอาดสะอ้าน จะเติมน้ำมันเติมลมหรือเช็ดกระจก มีเด็กๆกุลีกุจอ ช่วยงานอย่าง รวดเร็วทันใจ ห้องน้ำห้องท่ามีมากมายพอเพียง เป็นที่พักทั้งคนทั้งรถ มีร้านข้าวแกง และอาหารตามสั่ง มินิมาร์เก็ต ขายทั้ง ของใช้กระจุกกระจิก ไปจนถึงเครื่องดื่มประเภทเพิ่มพลังบรรจุขวด เช่นพวกลิโพฯ กระทิงแดง เอ็ม 150 ฯลฯ

                บางแห่งก็มีสาวน้อยหน้าใส มากับรถกระบะที่ดัดแปลงช่วงท้ายรถให้เป็นตลาดเคลื่อนที่ ขายของพื้นบ้าน พุทราถุงใหญ่ๆ มะละกอลูกอวบๆ กล้วยน้ำว้างามๆ มาจ๊ะจ๋ากับนักเดินทางประเภทขาจร พวกเราคนอิ่มเห็นอะไรก็ไม่อยากกิน ติดแต่เกรงใจหน้าหวาน ไม่อาจปฏิเสธได้ลงคอ

                เราถึงปากน้ำโพตอนค่ำ เราพักกันที่โรงแรมพิมาน

                มีคนบอกว่าที่นครสวรรค์ กุนเชียงมีชื่อมาก ร้านอยู่ถนนจุฬามณี ส่วน ขนมเปี๊ยะนมสดที่แสนอร่อย และ แหนม เนื้อ มีที่ถนนสวรรค์วิถี นอกจากนี้ยังมีน้ำผึ้งที่มาจาก เขาทอง และเขาโยงว่ากันว่าเป็นยาอายุวัฒนะเอาไปฝากผู้ใหญ่น่าจะดี แต่เสียดายที่เป็นเวลาค่ำไม่งั้นคงได้เที่ยวชมเมืองให้ทั่ว

                จังหวัดนครสวรรค์นับเป็นเมืองอุดมสมบูรณ์มาก เพราะเป็นที่บรรจบกันของแม่น้ำสำคัญถึง 4 สาย ปิง วัง ยม และแม่น้ำน่าน มารวมกันที่ปากน้ำโพ มีตำนานความรัก ความหลังของหลากชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำมายาวนาน

                เมืองนครสวรรค์ มีชื่อเรียกที่นอกเหนือจาก “ปากน้ำโพ” ว่า “เมืองชอนตะวัน” คงหมือน ถนนซันเซ็ท ที่หาก ใครขับรถไปทางตะวันตกในตอนเย็น แสงก็จะเข้าตา ตรงกับคำที่เขาเรียกกันว่า ชอนตะวัน

                ส่วนอีกชื่อคือ “เมืองพระบาง” เล่าขานกันว่า พระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี พระเจ้ามหาชีวิตแห่ง “เชียงทอง” ครั้งที่พระองค์ได้อัญเชิญ พระพุทธรูปประทับยืนปางห้ามญาติสูง 50 นิ้ว เป็นทองคำหนัก 42 ชั่ง จากขอมไปสู่ เชียงทอง ได้พักพระพุทธรูประหว่างทางที่นครสวรรค์

                พระพุทธรูปองค์นั้นคือ “พระบาง” ศรีสง่าแห่งเมืองเชียงทอง หรือเมืองหลวงพระบาง แห่งอาณาจักรล้านช้าง

                เขาว่ากันว่า “เมืองชอนตะวัน” ต่อมาเพี้ยนเป็น “นครสวรรค์” ข้อสังเกตนี้ ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้

                ที่เที่ยวในนครสวรรค์มี “บึงบรเพ็ด” อยูใกล้สถานีรถไฟปากน้ำโพไปทางเหนือ เป็นบึงขนาดใหญ่ สมัยก่อน จระเข้ชุกมาก แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ถ้าจะมีก็เป็นจระเข้เลี้ยง บรรยากาศดีเหมาะสำหรับเป็นที่หย่อนใจ นอกนั้นก็มี “วัดเขากบ” มีพระพุทธบาทจำลองนำมาจากแคว้นสิงหล “วัดเขาจอมคีรีนาคพรต” อยู่ที่เขาจอมคีรีฯ

                ช่องเขาขาดหรือ “โกรกพม่า” ช่องแคบของภูเขาที่มีตำนานเกี่ยวกับสงครามพม่าในสมัยอยุธยา นอกจากนี้ยังมี “วัดหัวเมือง” ซึ่งประดิษฐาน “พระผู้ให้อภัย”

                สำหรับโรงแรมที่พัก นอกจากที่ “พิมาน” บนถนนสายเอเซียแล้วยังมี “เอ็น เอส ซี สปอร์ต โฮเต็ล” บนถนน จักรวาล “ฮิม  พาเลซ” บนถนนดาวดึงส์ ที่ได้มาตรฐานระดับสากล และที่ถูกกว่านั้นก็มีให้เลือกอีก

                คืนนั้นที่นครสวรรค์ เราไปรับประทานอาหารค่ำแถวถนนโกสีห์ เป็นห้องอาหารริมน้ำ อยู่ในแพ มองดูสายน้ำที่ เอื่อยไหล ฟังเพลงจากนักร้องไปด้วย มีทั้งลูกทุ่ง ลูกกรุง สตริง ที่ผลัดเปลี่ยนมาให้ความบันเทิง รับประทานอาหารประเภท ปลาแม่น้ำทอดกรอบๆ          

                ที่ ต.โพธิ์ไทรงาม กฐินของชมรมอดีตทหารฯ ครั้งนั้น เป็นการนำความปรารถนาดีสู่บ้านเกิด ถือเป็น เรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ชาวบ้านชื่นใจที่ลูกหลานไม่เคยลืม ไปแล้วไม่ไปลับยังกลับมาห่วงคนข้างหลัง ซึ่งถ้าลูก หลานทุกบ้านเป็นแบบนี้ ไม่ปล่อยให้ชนบทถูกทอดทิ้ง บ้านเมืองเราก็คงเจริญขึ้นอีกมาก.
กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats