|
โดย.....นภา
3.ยะลา
ยะลาเป็นเมืองใต้สุดของสยาม เป็นจังหวัดเดียวในภาคใต้ที่ไม่มีพื้นที่ติดต่อกับทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ พื้นที่ราบมีน้อย
ยะลาแบ่งการปกครองออกเป็นอำเภอต่างๆ เช่น อำเภอเมือง อำเภอเบตง อำเภอบันนังสตา อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอธารโต อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง
ซึ่งชื่อำเภอทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เป็นภาษายาวี แม้ชื่อ ยะลา ก็ไม่ใช่ภาษาไทยหรอกครับ
เพราะยะลา เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐปัตตานี
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ยะลาก็ยังมีร่องรอยของพุทธศาสนาเพราะก่อนหน้าที่ชาวมลายูปัตตานี จะมาครอบครอง ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย
อย่างเช่น ที่ถ้ำแม่นางมณโฑ ที่วัดคูหาภิมุข (วัดหน้าถ้ำ) ถือเป็นหนึ่งในสามปูชนียสถานที่สำคัญของภาคใต้ เช่นเดียวกับพระบรมธาตุเมืองนครฯ และพระบรมธาตุไชยา
ภายในถ้ำเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์สร้างในสมัยศรีวิชัย ขนาดความยาว 81 ฟุต เศษ
และยังพบถ้ำศิลป์ มีภาพจิตรกรรมพระพุทธเจ้าปางต่างๆ เป็นภาพเขียนสมัยศรีวิชัยตอนปลาย
ตามเส้นทางสายยะลา-เบตงมีน้ำตกสำคัญหลายแห่ง เช่น น้ำตกกือลอง บนเขาปกโยะ น้ำตกธารโต เป็นน้ำตก 7 ชั้น น้ำตกละอองรุ้ง เป็นละอองน้ำฟุ้งกระจายชุ่มชื้นไปทั่วบริเวณ ยามต้องแสงแดดและเกิดเป็นรุ้ง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อน้ำตก
และไม่ไกลกันนัก เป็นหมู่บ้านซาไก เป็นที่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมือง ที่เรียกว่า เงาะซาไก
ต่อสมเด็จย่า พระราชทานนามสกุลให้ว่า ศรีธารโต
บนเส้นทางยะลา-โกตาบารู พบน้ำตกบูเก๊ะปิโล หรือน้ำตกตะวันรัศมี
จังหวัดยะลา มีอำเภอเบตง เป็นอำเภอที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย ตัวเมืองโอบล้อม ด้วยขุนเขา อากาศเย็นสบาย มีฝนตกชุก และมักมีหมอกปกคลุมในยามเช้า จนได้รับสมญานามว่า เมืองในหมอก ดอกไม้งาม
มีตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างขึ้น ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ยามค่ำคืนย่านชุมชนกลางเมืองเบตง เต็มไปด้วยนกนางแอ่นที่บินมาอาศัยหลับนอน เกาะอยู่ตามอาคารบ้านเรือนและสายไฟฟ้าอยู่มากมาย และเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเบตง นกนางแอ่นเหล่านี้บินหนีความหนาวมาจากไซบีเรีย
เบตง มีบ่อน้ำร้อนเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ มีน้ำพุเดือดขึ้นมาจากพื้นดิน ตรงจุดบริเวณที่น้ำเดือด สามารถต้มไข่สุกภายใน 7 นาที มีบริการห้องอาบน้ำแร่
ที่เบตง ยังพบอุโมงค์สำคัญ เคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา คดเคี้ยวเข้าไปในภูเขา ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ความกว้างประมาณ 50-60 ฟุต มีทางเข้าออกหลายทาง ใช้เป็นที่หลบภัยทางอากาศและสะสมเสบียง
ปัจจุบัน บริเวณนี้จัดให้มีนิทรรศการแสดงภาพประวัติศาสตร์ รวมทั้งวิถีการดำเนินชีวิตภายในป่า
เบตง คือหนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เคยเป็นรัฐปัตตานี ที่ยังอยู่ในปัญหาของการเมืองการปกครอง ดังเช่นที่ อาจารย์ "ชาญวิทย์ เกษตรศิรินักประวัติศาสตร์ เคยกล่าวไว้
อาจารย์ย้ำว่า ในอดีตรัฐปัตตานี เป็นอาณาจักรโบราณที่มีความเจริญอย่างมาก โดยปกครองแบบรัฐสุลต่าน
และว่าในแง่ของกลุ่มเชื้อสายมลายู ศูนย์กลางที่สำคัญคือเมืองมะละกา และปัตตานี
ในอดีตอยุธยาได้พยายามแผ่อำนาจคุมปัตตานีและมะละกา ซึ่งอยุธยาทำได้สำเร็จในระดับหนึ่ง
แม้อยู่กับสยาม จนถึงสมัยธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ตอนต้น แต่มีผู้ปกครองของตัวเอง มีสุลต่าน มีกฎหมายและศาสนาของตัวเอง โดยเมืองหลวงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้านกิจการภายใน
เว้นแต่เรื่องการต่างประเทศเป็นครั้งคราว จึงอยู่กันได้อย่างสงบพอควร
มาถึงการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 ยกเลิกบรรดาเจ้าเมืองประเทศราชย์ทั้งหลาย แล้วรวมอำนาจที่ศูนย์กลาง โดยผู้ปกครองต้องตั้งมาจากมหาดไทย
โดยสุลต่านปัตตานีถูกจับไปกักขังที่ จ.พิษณุโลก อาจารย์ชาญวิทย์สรุปว่า ในแง่ของประวัติศาสตร์จึงเรียกได้ว่ามันมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ฝังอยู่
ผลของการปฏิรูปและการจัดการปกครองแบบเทศาภิบาล ที่ไปกระทบต่ออำนาจเก่า ของผู้นำท้องถิ่นที่เป็นเจ้าและสุลต่าน จนทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นมาต่อต้านกรุงเทพฯและมหาดไทย
รัฐปัตตานีที่เคยยิ่งใหญ่กลับถูกลดบทบาทเหลือเพียงจังหวัดเล็กๆ เท่านั้น
มาถึงสมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ผ่านข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ทหาร และตำรวจ ตรงนี้อาจารย์ชายวิทย์ คิดว่าเป็นการปกครองที่ขาดความเข้าใจวัฒนธรรม ประเพณี เชื้อชาติ ภาษาของปัตตานี ทำให้ปัญหามีมากขึ้น
แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะมีการพยายามเสนอหนทางแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สำคัญ คือ ข้อเสนอของฮายีสุหลง ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
โดยเสนอให้ใช้นโยบายประนีประนอมและมองให้เห็นถึงศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ทันทีที่เขาเสนอ กลับถูกมองว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดน
มีการรัฐประหารในปี พ.ศ.2490 ที่ฝ่ายทหารของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลผิน ชุณหะวัณ กลับมายึดอำนาจ ก็เปลี่ยนนโยบายการประนีประนอมในการปกครอง 3 จังหวัดภาคใต้ กลับมาใช้นโยบายที่เน้นความรุนแรง แล้วฮายีสุหลงก็ถูกอุ้ม
ทำให้การหาทางออกอย่างสันติไม่บังเกิดขึ้น ปัญหาจึงคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน
การฆ่ากันตายไม่เว้นแต่ละวัน การแข็งขืนอำนาจรัฐ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เราจึงมองว่า นโยบายสามจังหวัดภาคใต้ ควรได้รับการทบทวน
ทบทวนด้วยการยอมรับความจริงว่า ชาวมลายูปัตตานี เป็นอีกชนชาติหนึ่ง ที่ต้องการความเป็นอยู่ทางวัฒนธรรมที่เป็นของตนเอง
เราจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะให้มีการปกครองแบบพิเศษ
ดังเช่นที่ ฮายีสุหลง เคยเสนอ หรือข้อเสนอของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายรัฐมนตรี รวมทั้งข้อเสนอของอาจารย์ชาญวิทย์ แม้กระทั่ง ที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เคยเสนอไว้
ให้เขาได้เป็นในสิ่งที่เขาอยากเป็น ให้เขามีเสรีภาพในความเป็นมนุษย์ ดังที่เขาอยากมี สำคัญคือเขาควรได้อยู่อย่างมีความสุข บนแผ่นดินบ้านเกิดของเขา.
|