HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:04 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องไปใต้แสงตะวัน
สามจังหวัดภาคใต้
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 21 เมษายน 2549

โดย.....นภา

                2. ปัตตานี
ปัตตานี ไม่ได้อยู่ที่คำขวัญที่ว่า “บูดูสะอาด  หาดทรายสวย  รวยน้ำตก  นกเขาดี  ลูกหยีอร่อย  หอยแครงสด” แต่ปัตตานียังมีอีกหลายสิ่งในทางลึก ที่คนไทยทั้งประเทศควรรู้จัก และรู้ใจ
จังหวัดที่สวยงามแห่งนี้ เคยรุ่งเรืองมาแตในอดีต ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลจีนใต้ตอนล่างของอ่าวไทย มีแม่น้ำที่สำคัญ คือ แม่น้ำตานี และ  แม่น้ำสายบุรี
                มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ตำบลรูสะมิแล ในอำเภอเมือง เป็นสถานศึกษาที่สำคัญ
                มีมัสยิดเก่าแก่ชื่อ “กรือเซะ”ที่มีรูปแบบของสถาปัตยกรรมทางตะวันออกกลาง
และมีมัสยิดกลาง รูปทรงทัชมาฮาล อย่างที่กษัตริย์ ทาคาเชฮัน เคยสร้างไว้ 
มีหาดทรายสวยชื่อ หาดตะโละกาโปร์  มีแหลมโพธิ์  และมีมัสยิดดาโต๊ะ ศูนรวมจิตใจของชาวบ้าน ไว้ที่ที่ตำบลแหลมโพธิ์ แห่งนี้
มีหาดทรายสวยอีกหลายแห่ง  เช่นหาดชลาลัย   หาดมะรวด  หาดราชรักษ์  หาดแฆแฆ มีชายหาดบ้านปาตาตีมอ มีหมู่บ้านต่อเรือกอและชื่อ บ้านปะเสยะวอ
                ที่ยะรัง พบชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
เป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณชื่อ “ลังกาสุกะ” มีผังเมืองเป็นรูปวงรีขนาดใหญ่ เป็นเมืองที่มีการสร้างทับซ้อนกันถึง 3 เมือง ขยายตัวเชื่อมต่อกัน คือ เมืองโบราณบ้านวัด เมืองโบราณบ้านจาเละ และเมืองโบราณบ้านปราแว
และมีอีกหลายสิ่ง คือความเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น
ปัตตานีวันนี้ ยังมีปัญหาความไม่สงบ มีการลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐ ยิ่งนานวัน ความเข้าใจยิ่งห่างไกลไปทุกที
ได้มีโอกาสอ่านความเห็นของ อาจารย์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในมติชนนานหลายปีแล้ว  โดยท่านผู้นี้ได้มองปัญหา ชายแดนภาคใต้ ด้วยมุมมองของนักประวัติศาสตร์ 
ว่าเป็นบาดแผลที่ไม่เคยถูกเอ่ยถึง
เป็นเรื่องน่าสนใจมาก
อาจารย์มองว่า "การปกครองที่ขาดความเข้าใจวัฒนธรรม ประเพณี เชื้อชาติ ภาษาของปัตตานี รวมทั้ง 3 จังหวัดในภาคใต้ ทำให้ปัญหามีมากขึ้น ทั้งที่ปัญหาเก่าที่เคยเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์อยู่แล้ว มาเป็นปัญหาแบบข้าราชการไม่ดี ปัญหาการคอร์รัปชั่น การทอดทิ้งดินแดนเหล่านี้จนกลายเป็นปัญหาที่หมักหมม"
ในอดีตรัฐปัตตานี เคยเป็นอาณาจักรโบราณที่มีความเจริญอย่างมากในช่วงตอนต้นของสมัยอยุธยา โดยปกครองแบบรัฐสุลต่าน และถือเป็นเมืองท่าที่สำคัญโดยเฉพาะชายฝั่งทะเลตะวันออกของแหลมทอง
ในอดีตอยุธยาได้พยายามแผ่อำนาจคุมปัตตานี ขณะที่ปัตตานี ก็ดำรงตนบางครั้งเป็นอิสระ บางครั้งก็ยอมรับว่าตัวเองคือประเทศราชย์ของอยุธยา โดยการส่งดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง หรือที่เรียกว่า "บุหงามาศ" มาเป็นเครื่องบรรณาการ
แต่ก็มีผู้ปกครองของตัวเอง มีสุลต่าน มีกฎหมายและศาสนาของตัวเอง โดยเมืองหลวงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้านกิจการภายใน เว้นแต่เรื่องการต่างประเทศ
แต่พอถึงช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงในสมันรัตนโกสินทร์ คือการปฏิรูปการปกครองที่เรียกว่าเทศาภิบาล และมณฑล ประเด็นหลักคือการยกเลิกอิสระในการปกครองท้องถิ่นของตัวเอง ยกเลิกบรรดาเจ้าเมืองประเทศราชย์ทั้งหลาย คือเดิมเจ้าปัตตานีก็มีสุลต่าน แต่เราได้ยกเลิก แล้วรวมอำนาจที่ศูนย์กลาง โดยผู้ปกครองต้องตั้งมาจากมหาดไทย โดยสุลต่านปัตตานีถูกจับไปกักขังที่ จ.พิษณุโลก
"ในแง่ของประวัติศาสตร์จึงเรียกได้ว่ามันมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ฝังอยู่
ผลของการปฏิรูปและการจัดการปกครองแบบเทศาภิบาล ที่ไปกระทบต่ออำนาจเก่าของผู้นำท้องถิ่นที่เป็นเจ้า และสุลต่าน จนทำให้เกิดการรุกฮือขึ้นมาต่อต้านกรุงเทพฯ และมหาดไทย รัฐปัตตานีที่เคยยิ่งใหญ่กลับถูกลดบทบาทเหลือเพียงจังหวัดเล็กๆ เท่านั้น"
สมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผ่านข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ทหาร และตำรวจ ผมคิดว่าเป็นการปกครองที่ขาดความเข้าใจวัฒนธรรม ประเพณี เชื้อชาติ ภาษาของปัตตานี รวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ปัญหามีมากขึ้น ทั้งที่ปัญหาเก่าที่เคยเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์อยู่แล้ว กลับเพิ่มปัญหาที่ข้าราชการไม่ดี ปัญหาการคอร์รัปชั่น การทอดทิ้งดินแดนเหล่านี้จนกลายเป็นปัญหาหมักหมม
แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะมีการพยายามเสนอหนทางแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สำคัญ คือ ข้อเสนอของฮายีสุหลง ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
โดยเสนอให้ใช้นโยบายประนีประนอมและมองให้เห็นถึงศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมแต่ทันทีที่เขาเสนอ เรากลับมองว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดน ทั้งที่เราเป็นผู้เอาตราปีศาจแบ่งแยกดินแดนให้กับคนเหล่านั้น
รัฐบาลกลุ่มของ "ปรีดี พนมยงค์" ก็ร่วมเสนอในเรื่องดังกล่าว
แต่พอมีการรัฐประหารในปี พ.ศ.2490 ที่ฝ่ายทหารของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลผิน ชุณหะวัณ กลับมายึดอำนาจ ก็เปลี่ยนนโยบายการประนีประนอมในการปกครอง 3 จังหวัดภาคใต้ กลับมาใช้นโยบายสายเหยี่ยว
คือเน้นความรุนแรง แทนที่จะใช้สายพิราบ แล้วฮายูสุหลงก็ถูกอุ้ม ทำให้การหาทางออกอย่างสันติไม่บังเกิดขึ้น ปัญหาจึงคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน
ปัญหาที่มาจากอดีตทางประวัติศาสตร์ ปัญหาที่ผู้ปกครองจากกรุงเทพฯ ขาดความเข้าใจ
ขาดการปฏิบัติอย่างประนีประนอมกับคนที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมประเพณี ที่สุดแล้วคนเหล่านี้ที่ไม่ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมจากส่วนกลาง
จึงคิดว่าขบวนการการแบ่งแยกดินแดนหรือการปลดแอกตัวเองก็มีขึ้นมาใหม่
ทั้งที่ข้อหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนมันเริ่มด้วยการที่รัฐบาลในสมัยจอมพล ป. เป็นผู้ยัดเยียด ให้กับเขา แต่ตอนหลังมันชักกลายมาเป็นความจริงขึ้นมา คือเราเป็นผู้ไปสร้างปีศาจแบ่งแยกดินแดน แล้วปีศาจตัวนี้ก็กลับมาหลอนแล้ว นั่นคือสถานการณ์ในขณะนี้             คราวหน้าอีกตอน คงได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้.

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats