|
โดย.....นภา
ท่านผู้อ่านครับ ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน วันนี้เรามาพูดถึงสื่อมวลชนกันบ้างดีกว่า สื่อทีว่าก็คือพวกผมนี่แหละครับ
พวกหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ
สื่อก็เป็นคนธรรมดา มีทั้งที่น่าเชื่อถือ และเชื่อถือไม่ได้ บางพวกก็เบ่ง ทำตัวใหญ่โต บางพวกก็รีดไถ หากิน บางพวกก็ยึดอุดมการณ์และความถูกต้องเท่าชีวิต บางพวกหวังดี แต่ขาดความรู้และความรอบคอบ
บางพวกเหมือนมือปืนรับจ้าง ที่พร้อมจะเข้าข้างกลุ่มที่ให้ผลประโยชน์ พร้อมที่จะช่วยทำลายฝ่ายตรงข้าม หรือเข้าข้างกลุ่มที่มีชัยชนะ ฯลฯ
เพราะฉะนั้น การบริโภคสื่อฯ ก็ต้องฟังหูไว้หู อย่าเพิ่งเชื่อทันที โดยไม่ไตร่ตรอง
อย่างเช่นสื่อฯ บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เก่งที่สุดในบรรดานายกฯ ของประเทศไทยที่เคยมี
ผิดครับ ลองไปศึกษาดีๆ นายปรีดี พนมยงค์ เก่งกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มากมาย กฎหมาย กรอบกติกาต่างๆ ได้รากฐานมาจากอดีตนายกฯ ท่านนี้
จอมพล ป. พิบูลสงคราม แง่ดี ท่านก็ทำไว้มาก จอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ ข้อเสียมาก แต่ข้อดีก็ใช่ย่อย ท่านรู้จักเลือกคนดีเข้ามาทำงาน องค์กรที่เป็นประโยชน์มากมาย เกิดจากนายกฯ ท่านนี้
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายอานันท์ ปันยารชุณ ลองศึกษาผลงานของท่านดีๆ จะพบว่าไม่ธรรมดา
แล้วยังมีอีกหลายท่านที่เราไม่รู้จัก เคยศึกษางานของท่านเหล่านั้นหรือยัง
พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่ใช่คนเก่งที่สุด และไม่มีทางที่จะเก่งที่สุด นอกจากเพราะการโปรโมท
ก็อย่างที่บอก อย่าเพิ่งเชื่อผม
หรืออย่างเช่นที่สื่อฯ บอกว่า พวกชุมนุม เป็นพวกใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย ถามว่าผู้พูดศึกษากฎหมายหรือยัง การชุมนุมไม่ได้เป็นการใช้กฎหมู่ ตรงกันข้าม เป็นการกระทำภายใต้สิทธิของประชาชนที่ตราไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ
หรือที่สื่อฯ บอกว่า การชุมนุม จะทำให้ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน ถามว่า ต่างชาติขี้ขลาดขนาดนั้นจริงหรือ คนที่จะมาลงทุนข้ามชาติ เขาต้องมองการเมืองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เขาต้องมาทำวิจัยตลาดก่อน สิ่งที่เขาคำนึงคือ กำไรหรือขาดทุนต่างหาก
แล้วถามว่า ถ้าต่างชาติมาลงทุนก็ทำให้นายทุนด้วยกัน ที่จะได้ประโยชน์ จะไม่มาถึงพวกเราที่ทำมาหากิน อย่าไปห่วงแทนเขา
ลองทบทวนดูนะครับ ก็บอกแล้วอย่าเพิ่งเชื่อที่ผมเขียน
ไม่ใช่เฉพาะประชาชนหรอกครับที่มีหลายฝ่าย สื่อมวลชนก็มีหลายฝ่าย บางที่ต้องดูในภาพรวม แล้วมาชั่งน้ำหนักว่าควรจะเชื่อ หรือไม่เชื่อใคร
สื่อฯ ไม่เป็นกลางหรอกครับ แต่ต้องยืนข้างที่คิดว่าถูกต้อง
วันก่อน นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีท่านไปพูดที่จุฬาฯ ท่านบอกว่าสังคมไทย เวลาพูดถึงหลักการทุกคนใช้หลักการหมด แต่หลายครั้งทำด้วยความไม่เข้าใจถึงคำว่าหลักการที่แท้จริง
ท่านห่วงคนที่ใช้คำว่าเป็นกลางมากขึ้น โดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชน ซึ่งสื่อมวลชนมีหน้าที่หาความจริงและความถูกต้อง
การเขียนจึงไม่ได้ดูว่าอะไรที่ต้องเป็นกลาง เพราะความถูกต้องและความไม่ถูกต้องไม่ต้องเลือกสายกลาง เพราะฉะนั้นเรื่องความจริง ความเท็จ ความถูกต้องและความไม่ชอบ ไม่มีหน้าที่เป็นกลาง ไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นพวกตกขอบ หมายความว่าเป็นการเอาตัวรอด
เพราะฉะนั้นสื่อต้องเลือกข้าง ในบริบทของสื่อที่ต้องยึดความจริง
ในสังคมนั้นสื่อฯ ดีๆ ทำงานเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ นอกจากไม่ได้สุขสบายแล้ว ตรงกันข้าม กลับถูกบีบคั้นอย่างหนัก บางคนมีคดีอยู่ในศาลไม่รู้กี่คดี เมื่อถึงคราวที่ต้องต่อสู้ ก็ต้องตามลำพัง
อย่างเช่นคดีของ สุภิญญา กลางณรงค์ และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่ถูกบริษัทชินคอร์ปฟ้อง ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
สุภิญญา กลางณรงค์ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.),โดยเมื่อวันที่ 16 ก.ค.2546 นสพ.ไทยโพสต์ ตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของ สุภิญญา ที่กล่าวถึงวาระครบรอบ 5 ปี การก่อตั้งพรรคไทยรักไทย
ซึ่งพาดพิงถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่รัฐบาลออกนโยบายเกื้อหนุนธุรกิจครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ถูกฟ้องตั้งแต่จำเลยที่ 1-5
แต่ต่อมา บริษัทชินคอร์ป เห็นท่าไม่ดี เคยส่งให้ทนายความยื่นข้อเสนอถอนฟ้อง
คราวนี้จำเลยไม่ยอม และร่วมกันแถลงการณ์แสดงจุดยืนและเงื่อนไขการถอนฟ้องคดีว่า ขอให้ ชินคอร์ป ยอมรับว่า เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่ คปส.มีสิทธิตรวจสอบ และมีเสรีภาพต่อการแสดงความคิดเห็น ซึ่งชินคอร์ปยอมรับได้ในการเคารพต่อการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป และขอให้ชินคอร์ปต้องแสดงเหตุผล การถอนฟ้องที่ชัดเจนต่อสาธารณะว่าเป็นเพราะเหตุใดแล้ว
ผลปรากฏว่า ชินคอร์ปไม่สามารถยอมรับเงื่อนไข จึงสู้กันต่อ
ก็เพิ่มาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม เป็นวันตัดสิน
ศาลวินิจฉัย จากข่าวว่า เอ็นจีโอประจาน 5 ปี ไทยรักไทย ชินคอร์ป รวย โดยศาลเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เอไอเอส บริษัท ชินเแชท และไอทีวี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ โดย นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นกรรมการบริษัท แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปให้เครือญาติถือครองก็ยังถือว่ามีการเชื่อมโยงอยู่ ส่วนที่จำเลยเคยศึกษาปัญหาในคดีนี้ อีกทั้งทำหน้าที่ใน คปส.
การที่จำเลยให้ข่าวจึงเป็นการให้ข้อมูลจากการวิจัย การศึกษา เพื่อประโยชน์สาธารณะโดยสุจริต มิได้ประสงค์เพื่อให้โจทก์ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง อันพึงกระทำได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 1 ติชมเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่จำเลยที่ 2-5 นำไปตีพิมพ์ เป็นข้อความ ไม่ได้มีการบิดเบือน ชี้ให้เห็นว่า กระทำไปโดยสุจริต ไม่ได้ใส่ความโจทก์
ศาลอาญา จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง
ครับ เป็นสื่อที่ดี ก็จะพบแต่อุปสรรค แต่ก็ยังดีที่สวรรค์ยังมีตา.
|