HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 11:12 น.
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
















หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องไปใต้แสงตะวัน
ยุบสภาฯก็ใช้ว่าจะหนีพ้น
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 3 มีนาคม 2549

โดย.....นภา

                นานมาแล้วมีคนเคยให้ข้อคิดว่าตนเคยเห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งก่อนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากที่ได้เป็นนายกฯแล้ว เขาตั้งข้อสังเกตว่า าท่าทีของท่านต่างไปจากเดิมมาก จนแอบหวั่นว่าความแตกต่างตรงนี้ จะเป็นตัวทำลายนายกฯ ในที่สุด
                ในการเลือกตั้งครั้งแรก ที่ใครๆ ภูมิใจนักหนาว่า พรรคไทยรักไทยชนะถล่มทลาย เพราะคนศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เขาไม่เชื่อ
                เขาว่ามาจากแรงโปรโมทต่างหาก เหมือนการโหมประชาสัมพันธ์ขายเครื่องดื่มชูกำลัง หรือขายผงซักฟอก ได้ประชาสัมพันธ์ถึงมวลชน เงินถึง ทุกอย่างก็แล่นฉิว
                ที่สำคัญช่วงนั้น นักการเมืองท้องถิ่นที่เสียงดีๆ เกือบทั่วประเทศถูกกวาดเข้าค่ายไทยรักไทย
                นักการเมืองพวกนั้นมาจาก ชาติไทย ประชาธิปัตย์ ความหวังใหม่ กิจสังคม ชาติพัฒนา ฯลฯ ไม่ได้สร้างคนใหม่ขึ้นมาเอง
                แม้แต่ร่างร้านก่อนรื้อทิ้ง ก็ยังใช้ยี่ห้อเทียนทอง
                หัวหน้ากลุ่มต่างๆ ช่วยกันสู้ศึกเลือกตั้ง จนได้ชัยชนะ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มองข้ามคนเหล่านั้น โดยเฉพาะ ส.ส.ที่นอกจากเรื่องเงินแล้ว เรื่องอื่นๆ แทบจะไม่ได้รับการเหลียวแล
                นายกฯ ไม่เคยสนใจระบบรัฐสภาฯ ที่บริหารประเทศเกือบห้าปี เข้าสภานับครั้งได้
                ต้องยอมรับว่า ช่วงที่ดำรงตำแหน่างใหม่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีอำนาจแบบสุดๆ ทั้งธุรกิจ การเงิน และอำนาจทางกองทัพ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมรุ่นจากโรงเรียนนายร้อย
                อำนาจที่ท่านเชื่อมัน ได้เข้าไปทำลายองค์กรต่างๆจนง่อยเปลี้ย ท่านเข้าไปแทรกแซงทุกจุด และสามารถควบคุมได้อย่างราบคาบ
                ในช่วงที่เถลิงอำนาจ ท่านจัดการโยกย้ายข้าราชการประจำ เอาเพื่อนร่วมรุ่น เอาญาติพี่น้องมาเสียบแทน รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ คนนี้ ใช้เงินอย่างมือเติบ ในขณะเดียวกันก็หาเสียงกับประชาชนด้วยนโยบาย ประชานิยม มุ่งให้ชาวบ้าน รับเงินมากกว่ามุ่งเน้นการทำงาน
                ใช้เงินอนาคต แปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่ช้อนหุ้นใหญ่ๆ ไว้ให้พวกพ้องบริวาร นักธุรกิจในบริษัทแถวหน้าในเครือ ต่างตักตวงผลประโยชน์ของชาติอย่างเมามัน
                คงจำกันได้กรณี คุณหญิงจารุวรรณ กล้ายาง ทีซีเอ็กซ์ แปรรูป กฟผ. กองทุนหมู่บ้าน แอร์ฟอซวัน ดูแลจังหวัดไทยรักไทย ซี 130 ใช้ในงานวันเกิดครอบครัว เหมืองโปแทซ เหยียนปิน ปล่อยกู้รัฐบาลพม่า ลดภาษีธุรกิจดาวเทียม  เปลี่ยนระบบเก็บภาษีโทรคมนาคม ฯลฯ
                ทุกปัญหาที่ยังคาใจ ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน 
                แต่สิ่งต่างๆ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้ จนกระทั่งเกิดฟางเส้นสุดท้าย เมื่อตระกูลชินวัตร เทขายหุ้นให้ต่างชาติ ขายดาวเทียมนามพระราชทาน ขายเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ขายสายการบินต้นทุนต่ำ ที่เคยแย่งเส้นทางบินที่ทำเงิน ของการบินไทย ฯลฯ
                มีการผ่องถ่าย ซุกหุ้น ตั้งบริษัทไว้บนดินแดนที่มีการฟอกเงิน ฯลฯ
                นำทรัพย์สินที่ได้มาจากอำนาจรัฐ ไปขาย โดยไม่ต้องจ่ายภาษี
                กฎหมาย ช่างเอื้อประโยชน์ให้ผู้นำประเทศ โดยไม่เหลียวมองคนยากไร้
                นายกฯ คนนี้ปฎิเสธ การวิพากวิจารณ์ สื่อฯ ที่ดีในสายตานายกฯ คือองครักษ์ที่คอยนำเสนอข่าวในแง่ดีด้านเดียว
                รายการโทรทัศน์ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ต้องกลายเป็นมวยไร้เวที  เพราะถูกเขี่ยกระเด็น ไปจาก ทีวี ต้องสัญจรไปจัดรายการตามสวนสาธารณะ โดนข่มขู่บ้าง โดนระเบิดบ้าง แต่ก็ยิ่งทำให้การตรวจสอบ เข้มข้นขึ้น
                ทุกคำถาม ทุกข้อกล่าวหา รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯคนนี้ ไม่สามารถตอบได้ พลังประชาชนจึงเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และมารุนแรงที่สุดในเรื่องการซุก ขายหุ้น และข้อหาขายชาติโดยไม่เสียภาษี
                พลังประชาชนกลุ่มต่างๆ หนุน เรียกร้องจริยธรรมจากนายกฯ นักศึกษาล่ารายชื่อถอดถอน อาจารย์มหาวิทยาลัยเรียกร้องให้ลาออก แม้กระทั่งสมาชิกวุฒิสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คุณสมบัติความเป็นนายกฯ  ของ พ.ต.ท.ทักษิณ  แต่ก็ไม่ยอมรับเรื่องไว้พิจารณา  
ยิ่งส่อให้เห็นชัดเจนว่า ก็ไม่ตางกับเจ้าในศาลที่กินเครื่องเซ่น คนในศาลรัฐธรรมนูญกว่าครึ่ง ก็เป็นเด็กในคาถาของนายกฯ จึงเกิดกระแสสังคมตีกลับ ทำให้การเมืองภาคประชาชน รุนแรงขึ้นไปอีก
                จนนายกฯ ต้องตัดสินใจกลืนน้ำลายตัวเองด้วยการยุบสภาฯ แทนที่จะลาออก ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
                รายการเมืองไทยฯ ของ สนธิ-สโรชา ให้ความเห็นว่า
                “แต่ถึงแม้จะยุบสภาฯ ปัญหาก็ยังไม่ยุติ เพราะปัญหาอยู่ที่ตัวนายกฯที่คนเขาไม่ยอมรับ ไม่ได้อยู่ที่สภาฯ เพราะสภาฯไม่ได้มีความผิด นายกฯ อยากให้ประชาชนตัดสินใจ ประชาชนจะตัดสินใจอะไร เพราะว่าปัญหาของการยุบสภาครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาประชาชน ไม่ใช่ปัญหาสภา เป็นปัญหาที่นายกฯ หนีความผิดตัวเอง เพราะว่านายกฯ กำลังจะถูกประชาชนเช็กบิล”
ในรายการดังกล่าว ยังนำคำพูดของนายกรัฐมนตรีในโอกาสต่างๆ ที่ผ่านมาว่า
29 กุมภาพันธ์ 2547 ใครฝันจะยุบสภา เอาไว้ชาติหน้าตอนสายๆ
                6 มีมีนาคม 2548 ไม่มีอะไรจำเป็นอย่างยิ่งยวด ไม่มีการยุบสภา
18 เมษายน 2548 “ผมไม่ใช่คนที่ต้องการชิงความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองด้วยการยุบสภาอยู่แล้ว หากยุบสภาแล้วจะทำให้ได้รับการเลือกตั้งมากขึ้น เราจะไม่ใช่ตรงนี้เด็ดขาด"
15 มิถุนายน 2548 หลังมีปัญหากับกลุ่มของ  นายเสนาะ  เทียนทอง  ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ  และหัวหน้ากลุ่มวังนำเย็น ว่า
"ถ้าใครอยากย้ายพรรคไม่ต้องวิตกเนื่องจากจะไม่มีการยุบสภา   ดังนั้นคำนวณวันได้เลย ก่อน 90 วันตามรัฐธรรมนูญกำหนด ถ้าใครจะย้ายออกก่อนหรือย้ายพรรคไม่เป็นไร เงินเดือนผมจ่ายให้ เพราะไม่ต้องการหักหลังใคร"
                22 พฤศจิกายน 2548 ”ไม่ต้องกลัวอะไร ผมไม่ยุบสภา ไม่ลาออกแน่ อย่าไปกังวลเรื่องการเมือง โอ๊ย ไม่มีอะไร มีเลือกตั้งเดือนเมษายน ปี 2552 30 พฤศจิกา ไม่มีแน่นอน จะยุบสภา จะลาออก อยู่ที่ผม”
25 ธันวาคม นายกฯ พบแท็กซี่ แจกรถ 10 คัน แจกบ้านเอื้ออาทร นายกฯ พูด “เพราะฉะนั้นคนยุบสภาก็ผม คนลาก็ผม ก็ผมไม่ยุบ ไม่ลา เอ็งด่าไปสิ อีก 3 ปีกว่า เจอกันใหม่”
30 ธันวาคม 2548 นายกฯพูดว่า "พรรคจะไม่หักหลังลูกพรรค ใครอยากจะออกจากพรรคก็บอกล่วงหน้ามา โอเค หรือยุบสภา หรือมีการเลือกตั้ง ผมจะบอกล่วงหน้า 90 วัน ทุกคนจะได้เตรียมตัวย้ายพรรคก่อน มันจะได้ไม่เป็นการหักหลังซึ่งกันและกัน"
4 กุมภาพันธ์ 2549 ผมไม่ลา ไม่ยุบ มีพระเจ้าอยู่หัวคนเดียวที่กระซิบ บอกได้
7 กุมภาพันธ์ 2549 "ถ้าผมลาออกหรือยุบสภา ก็เท่ากับทรยศต่อประชาชน"
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ต้องมาเป็นปัญหาเพราะข้อหา นายกฯ หมดความชอบธรรม-ขาดจริยธรรมทางการเมือง  จากพฤติกรรมการบริหารประเทศ  5 ปีที่ผ่านมา ที่ใช้อำนาจเยี่ยงเผด็จการ ใช้นโยบายประชานิยมครอบงำประชาชน  ทำลายกลไกการตรวจสอบ มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะฟางเส้นสุดท้ายที่หลายฝ่ายสุดจะทนได้  คือกรณี  ครอบครัว  "ชินวัตรและดามาพงศ์"  ขายหุ้น บ.ชิน คอร์ปอเรชั่น  จำกัด (มหาชน) จำนวน 73,300  ล้านบาท  ให้กลุ่มบริษัท เทเมเซกโฮลดิ้ง  จากประเทศสิงคโปร์ โดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว  ด้วยการอาศัยช่องว่างและความพิกลพิการของกฎหมาย 
เรื่องราวเหล่านี้ ไม่รอดพ้นสายตาประชาชน ขอเพียงให้กลุ่มพลังประชาชน กลุ่มพลังตรวจสอบ ที่เข้มแข็ง อำนาจใดๆ ก็ไม่สามารถทานได้
แม้นายกรัฐมนตรีที่รายล้อมด้วยข้าทาสบริวารคนนี้ก็ตาม โปรดอย่ากระพริบตา.

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats