|
โดย.....นภา
อันตราย บางครั้งก็อยู่ใกล้ตัว จนยากที่จะระวังได้อย่างทันท่วงที บางครั้งก็ไม่มีโอกาสรู้มาก่อนว่า สิ่งที่เห็นจำเจอยู่ทุกวันนั้นมันเป็นมหันตภัยถึงชีวิต โดยเฉพาะกับชาวชนบทบ้านไร่ปลายนาในบ้านเรา
เรารู้ๆกันว่า ของบางอย่างกินได้ เช่นหอยโข่ง กั้งทะเล เห็ด กลอย ฯลฯ แต่ต้องรู้จักกิน พลาดพลั้งทำให้เมาหรือถึงตาย เช่นหอยโข่ง กั้ง จะต้องดึงส่วนที่มีพิษออกเสียก่อน
เห็ด จะต้องรู้ว่าชนิดไหนกินได้ ชนิดไหนกินแล้วเจอพิษร้าย เห็นออกดอกสวยๆ หลังฝนตก พ่อบ้านเก็บมาให้เมียต้มเป็นอาหารเย็น จนเป็นข่าวคนตายยกครอบครัวเพราะกินเห็ดมาแล้ว
หรือ กลอย ที่เอามาเชื่อมหรือที่เขาเอามาขายตามท้องตลาด จะต้องรู้ว่ามีวิธีอย่างไรที่จะทำให้ สารที่ทำให้เมาหมดไปเสียก่อน
อย่างพวกเราที่ไม่รู้วิธี สู้ไม่กินเสียยังจะปลอดภัยกว่า
ยังมีของเล่นอีกชนิดหนึ่งของเด็กในชนบท ที่ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาหรือหลายชั่วอายุคน คนส่วนมากไม่เคยรู้ว่า มันมีพิษร้าย สิ่งนั้นยคือ เม็ดมะกล่ำตาหนู
ลูกมันเล็กๆ ขนาดโตกว่าเม็ดพริกไทยนิดหน่อย ผิวนอกเป็นมันสีแดงสลับดำสวยเหมือนลูกกวาด
จากข้อมูลทางวิชาการที่ค้นคว้าโดย คุณประกาศ ศรีสมบูรณ์ และคุณเมธาวี มัชฌันติกะ ระบุว่า เป็นไม้เลื้อยกิ่งย่อย มีใบเล็กๆ หลายใบเรียงกันเป็นรูปคล้ายขนนก มีใบย่อย 8-15 คู่ ขอบใบเรียบ ออกดอกเป็นช่อที่ซอกใบ กลีบดอกมีหลายสี เช่น ม่วง แดง ชมพู หรือขาว ผลเป็นฝักคล้ายถั่วลันเตา ภายในฝักจะมี 3-5 เมล็ด เมล็ดกลมรียาวขนาด 6-8 มิลลิเมตร มีเปลือกแข็ง สีแดงสดเป็นมัน มีสีดำตรงขั้วประมาณ 1 ใน 3 ของเมล็ด เมื่อฝักแก่จะมีสีน้ำตาล
พืชชนิดนี้มักพบในเขตอากาศร้อน เป็นพืชที่ขึ้นได้ทั่วไปบริเวณประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตร บริเวณทางตอนใต้ของจีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ตอนใต้ของแอฟริกา และประเทศไทย
มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ มะกล่ำเครือ กล่ำตาไก่ มะแค็ก ไม้ไฟ มะกล่ำแดง เกมกรอม ชะเอมเทศ ตากล่ำ และมะขามเถา
เนื่องจากเป็นพืชที่มีเมล็ดสีสันสวยงาม บางคนจึงนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ ทำให้จากประวัติที่พบมักเป็นเด็กที่นำไปใส่ปากด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
น.พ.ปราชญ์ บุญยวงศ์วิโรจน์ รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ส่วนที่เป็นพิษมากที่สุดของ มะกล่ำตาหนู คือเมล็ด หากกลืนทั้งเมล็ดจะไม่เป็นพิษ เนื่องจากเปลือกจะไม่ถูกย่อย ในกระเพาะอาหารและลำไส้ (ซึ่งไม่ควรเสี่ยง) แต่หากขบหรือเคี้ยวเมล็ดให้แตกและกลืนเข้าไป จะเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตทันที
เพราะภายในเมล็ดมะกล่ำตาหนูมีสารพิษหลายชนิด ที่รุนแรงที่สุด คือ สารเอบรินเอ-ดี เป็นสารกลุ่ม เลกทินออกฤทธิ์โดยตรงต่อเซลล์ของตับและไต และเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้เซลล์ตาย โดยสารเอบรินเอ-ดี เป็นโปรตีนที่เป็นพิษมาก แม้ได้รับสารพิษนี้เพียง 0.01 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือกินเพียง 1 เมล็ด ก็ทำให้เสียชีวิตได้
เสียดายนะครับ ที่ไม่มีรูปประกอบมาให้ชม แต่เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงรู้จัก
แพทย์ท่านนี้บอกอีกว่า หากสารพิษถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการผื่นคัน ถูกตาอาจทำให้ตาบอด เมื่อได้กินเข้าไปรอดยาก
ผู้ที่ได้รับพิษนี้ เริ่มแรกจะมีอาการของระบบทางเดินอาหารภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ได้แก่ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือด และช็อกจากการเสียเลือดได้
ระยะต่อมาประมาณ 2-3 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการทางระบบอื่น เช่น ซึม กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย ใจสั่น มือสั่น ผิวหนังแดง ชัก ตับวาย ไตวาย อาการพิษของมะกล่ำตาหนู ความรุนแรงอาจเกิดมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น ขนาดที่รับประทาน สภาวะร่างกาย และอายุของผู้ได้รับพิษ
สำหรับตัวอย่างที่เป็นข่าวเศร้าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
"น้องอ้อน" ด.ญ.ประภัสสร วิสีปัท อายุ 8 ขวบ นักเรียนชั้นป.2 จากจังหวัดร้อยเอ็ด เธอเสียชีวิต เพราะเผลอกินเม็ดมะกล่ำตาหนูเข้าไป เพราะเห็นว่าสวยน่ากิน
วันเกิดเหตุในช่วงพักกลางวัน น้องอ้อนได้เดินไปเก็บมะกล่ำตาหนูที่ขึ้นอยู่หน้าบ้านกินไป 1 เม็ด พอตกค่ำกลับมาบ้านอาการจึงสำแดง น้องอ้อนมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ผู้ปกครองต้องรีบนำส่ง สถานีอนามัยแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จึงย้ายมาที่ ร.พ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งหมอก็รับไม่ไหวจึงให้ส่งไปโรงพยาบาล ที่มีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยกว่าอย่างรีบด่วน จึงมีการส่งต่อมารักษาที่ร.พ.ยโสธร
แพทย์พยายามช่วยชีวิต แต่ก็เกินกำลัง น้องอ้อนจากไปท่ามกลางความโศกเศร้าของพ่อแม่ญาติมิตร
ข้อมูล ยังระบุอีกว่า เมื่อปี 47 ด.ช.ชัยพล อยู่คง อายุ 6 ขวบ จากยโสธร ก็เสียชีวิตไปเพราะมะกล่ำตาหนู
เรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเปิดเผยว่า หลังจากได้รับรายงานว่ามีเด็กหญิงวัย 8 ขวบ เสียชีวิตหลังจากกินมะกล่ำตาหนูโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลังเข้ารักษาที่โรงพยาบาลยโสธรได้เพียง 3-4 ชั่วโมง สิ้นใจตาย ผลการสอบสวนโรคพบว่าเด็กที่เสียชีวิตรายนี้ กินเมล็ดมะกล่ำตาหนูเข้าไป 1 เม็ด ก่อนหน้านี้ 1 วัน โดยก่อนเสียชีวิตมีอาการอาเจียนรุนแรงหลายครั้งและอ่อนเพลียมาก มีอาการไตวายเฉียบพลันอาเจียนเป็นเลือด
ผู้ป่วยรายดังกล่าวเป็นอุทาหรณ์ที่ต้องประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบ เพื่อป้องกัน และใช้ประโยชน์จากมะกล่ำตาหนูให้ถูกต้อง
แต่ว่าแจ้งหรือยังก็ก็ไม่รู้ และเมื่อก่อนไปไหนมา ทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้
ในวงการแพทย์แผนไทยระบบุว่า ส่วนดีของมะกล่ำตาหนูก็มีบ้าง รากแห้งของมะกล่ำตาหนูมาต้มดื่มแก้ไอ แก้หวัด เจ็บคอ แก้หลอดลมอักเสบ ดีซ่าน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ และแก้เสียงแห้ง แต่ต้องใช้โดยหมอพื้นบ้านที่มีความรู้ความชำนาญเท่านั้น
นอกจากมะกล่ำตาหนูแล้ว พืชมีพิษที่อาจพบได้บ่อยและควรระมัดระวัง ได้แก่ เมล็ดของต้นสบู่ดำ เมล็ดของต้นแสลงใจ เมล็ดของต้นพิษลักษณ์ ที่ส่งผลร้ายต่อร่างกายได้เช่นกัน
นี่ก็ไม่มีรูป และผมเองก็ไม่รู้จักด้วย แต่จะสอบถามผู้รู้ ได้ความอย่างไรจะนำมาบอก
หรือถ้าท่านผู้อ่านมีรูป ก็ส่งมาดูกันนะครับ
มะกล่ำตาหนูเป็นพืชขึ้นง่าย มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย แทบจะเรียกว่าที่ไหนมีหญ้า ก็มีพืชชนิดนี้ จึงอยากฝากให้ท่านผู้อ่าน บอกต่อๆไปกับผู้ปกครองของลูกหลานที่บ้านเราให้ระวังให้รู้ถึงอันตราย อย่าเอามาเล่น หากพบต้นก็ถากถางเสีย อย่าเอารากมาทำยาแก้ไออยู่เลย ไปซื้อเอาสะดวกกว่า
ยาแก้ไอโยคี ชวนป๋วยปี่แปะโหล่ว ชวนป๋วยปี่แปะกอ น้ำดำตราเสือดาว คารโลฟอร์ด ตะขาบห้าตัว ฯลฯ มีให้เลือกเยอแยะ
ผู้เขียนเองอ่านเรื่องนี้แล้วยังตกใจ เพราะตอนเด็กๆ เก็บมาเล่นกับเพื่อนเป็นประจำ ดีที่ไม่เผลอ ลองชิม ไม่งันคงไม่รอดมาจนถึงวันนี้
ครับ ถ้าความดีของบทความนี้มี ขอยกให้ คุณประกาศ ศรีสมบูรณ์ และคุณเมธาวี มัชฌันติกะ สองท่านนี้ ที่เอาเรื่องราวมาเปิดเผย
ไม่งั้นก็คงยังไม่รู้
|