|
โดย.....นภา
ดอกลมแล้ง ดอกงิ้ว ทองกวาว บานสะพรั่งอยู่กลางทุ่งหน้าแล้ง สีเหลือง สีแสดสดใส ท่ามกลางแสดแดดแผดจ้า บนท้องฟ้าไร้เมฆ ความร้อนแห้งแล้งปกคลุมไปทั่ว
ฟางหญ้าเหลืองแห้งกรอบ ระยับแดดเป็นระลอก
ชาวนา วัวควายต้องหลบใต้รมเงาต้นตะโก ต้นฉำฉา นั่นคือภาพในอดีตเมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว ยุคที่อีสาน ยังไม่เขียวเหมือนเดี๋ยว
ก็เพราะมีคนเล่าลือว่า บนความแห้งแล้งแห่งนี้เคยมีเมืองโบราณ ทีมชื่อชื่อเพราะพริ้งเหมือนในเทพนิยาย ว่าเมือง ฟ้าแดดสูงยาง
พวกเราหลายคนจึงนั่งรถโดยสารประจำทาง ต่อแล้วต่ออีกดั้นด้นมาจนถึง
รถเมล์ยุคที่เรียกว่ารถหัวจิ้งจกคันใหญ่ บรรทุกของสัมภาระบนหลังคา ตัวถังเป็นไม้ ทาสีฟ้าสีแดงสีเขียวฯลฯ ฉูดฉาด บางส่วนของตัวรถก็วาดเป็นรูปวิวธรรมชาติ บางส่วนเก็เอาแผ่นโลหะสีเงิน มาสลักเป็นรูปภาพ เป็นเทพนม เป็นพญานาค หรือลวดลายอื่นๆ
รถไม้ มีกระจกเลื่อนขึ้นข้างบน สำหรับรับลม แล้วมีกลอนสลักไว้ แต่ถ้าถูกทาสีหลายครั้ง กระจกหน้าต่างก็เลื่อนไม่ได้ บางบานเลื่อนได้แต่ไม่มีล็อก ก็ต้องใช้ไม้มาค้ำ
รถโยกเยกไปตามถนนลูกรังสีปูน มีผุ่นฟุ้งตลบเข้ามา กว่าจะถึงที่หมาย หัวหูผมเผ้าหน้าตา เสื้อผ้า ติดฝุ่นแดงไปหมด จนผู้โดยสารหน้าตาแดงๆ คล้ายกันแทบไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
เราดั้นด้นไปถึง บ้านก้อม ่ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ จนได้
เพราะความอยากเห็น ฟ้าแดดสูงยาง ที่เรานึกภาพไปถึงเมืองโบราณที่มีต้นยางสูงๆ อยู่ใต้แสงแดดที่แผดจ้า ซึ่งก็เป็นความเข้าใจที่ผิด
ที่นี่ก็เป็นแค่บ้นชนบทธรรมดา เพียงแต่มีค่าทางประวัติศาสตร์
คนท้องถิ่นเขาเรียก เมืองฟ้าแดดสูงยาง แต่ภาษาราชการเรียก ฟ้าแดดสงยาง ไม่มีสระอู ตามวรรณกรรมท้องถิ่น ซึ่งคงมีเวลาพิสูจน์หาความจริงกันว่า ชื่อใดที่ถูกต้อง กันแน่
เมืองฟ้าแดดสงยาง น่าจะอยู่ในยุคที่เรียกว่า อาณาจักร ทวาราวดี คือราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 หรือประมาณ 1,400 ปีล่วงมาแล้ว ดูตามรูปแบบของฝีมือช่าง ที่แต่ละยุคแต่ละสมัยออกแบบไม่เหมือนกัน
อยากจะเรียนว่านักสำรวจทางโบราณคดีของบ้านเมืองเราใช้ได้ทีเดียว พวกเขาบันทึกเรื่องของเมืองต่างๆ เอาไว้มากมาย ได้เห็นได้รู้จักนักโบราณคดีหลายคน นักโบราณคดีของไทยทำงานด้วยใจ ส่วนหนึ่งที่ทำ เพราะรักงานแขนงนี้ อีกส่วนเพราะรักในความเป็นรากเง่าของชนชาติ
ได้เห็นอุดมการณ์ของพวกเขา ถ้าเทียบกับนักการเมืองที่บอกว่ารักชาติ คนละเรื่องก็แล้วกัน
นักโบราณคดีได้ขุดแต่งสำรวจ เมื่อปี 2534 โดยกรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น พบกำแพงและคูเมืองเป็นวงรี มีคันดินล้อมรอบเป็นคูเมืองสองชั้น วัดโดยรอบมีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร
พื้นที่ภายในประมาณ 300-500 ไร่
ด้านกว้างประมาณกิโลเมตรเศษๆ (1,350 เมตร) ด้านยาวประมาณ 2 กิโลเมตร มีประตูเมือง ทั้ง 4 ทิศ อันนี้จากการสันนิษฐาน เพราะหลักฐานไม่ชัดเจน
เราไปเที่ยวในคราวนั้น ที่จำได้ ได้เห็นใบเสมามากมายมีการสำรวจในยุคต่อมาระบุว่ามีจำนวนถึง 130 ชิ้น ซึ่งนี่เอง คงเป็นที่มาของชื่อที่คนรุ่นหลังเรียกว่า เมืองเสมา อีกชื่อหนึ่งด้วย
จากข้อมูลของจังหวัดระบุว่า ในเมืองพบร่องรอยของศาสนสถานในเมืองถึง 14 แห่ง ทั้งในและนอกกำแพงเมือง ให้เห็นถึงความเป็นชุมชนใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ หากให้นึกภาพป่าคงเขียวไปทั้งป่า แม่น้ำคงใสสะอาด พืชพันธุ์ อาหารการกินคงสมบูรณ์
เมื่อก่อน คงสร้างบ้านเมืองด้วยไม้ ก็เลยผุพังไปตามกาล บางทีก้ถูกทำลายจากการรบพุ่งระหว่างเมือง ทำให้หลักฐานไม่ตกถึงคนรุ่นหลัง
ที่พบมากและหลงเหลือมาจนปัจจุบันได้แก่ใบเสมาทำด้วยหินทราย ที่มีทั้งเป็นแท่งหินกลม เหลี่ยมและแผ่นศิลา ทั้งแบบแผ่นหินทรายเกลี้ยง แผ่นหินทรายมีทั้ง่ไม่มีลวดลาย ทั้งสลักลวดลาย เป็นเสมารูปกลีบบัว จำหลักเป็นลายสถูป ภาพสำคัญคือภาพจำหลักเรื่องราวพุทธประวัติ และมหานิบาติชาดกนอกจากนี้ยังพบจารึกตัวอักษรโบราณ
จากรูปสลักทำให้รู้ถึงลักษณะการแต่งกายของชาวเมือง ความเชื่อ นอกจากนี้ ยังพบเศษเครื่องปั้นดินเผา ยุคปลายบ้านเชียงอีกด้วย
เมืองเหล่านี้โยงใยกันได้อย่างไร เป็นสิ่งที่ท้าทายให้นักสำรวจรุ่นหลังได้ช่วยกันหาหลักฐาน
ข้าวของที่กระจัดกระจายได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ดินเผา ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา กล้องยาสูบดินเผา กล้องยาสูบชนิดเดียวกันแต่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ นอกจากนี้ยังพบโครงกระดูกคน ภายในบริเวณเมืองโบราณนี้ด้วย
เมืองฟ้าแดงสูงยางอยู่ระหว่างทางสายกาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด ห่างตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ ประมาณ 19 กิโลเมตร แล้วแยกขวามือเข้าทางโรงเรียนกมลาไสย ประมาณ 13 กิโลเมตร แยกขวามือเข้าไปทางลูกรังอีก 6 กิโลเมตร
สถาปัตยกรรมที่สำคัญที่พบในฟ้าแดดสูงยางคือพระธาตุยาคู อยู่กลางทุ่งนาทิศเหนือเป็นสถูปฐานเป็นรูป 8 เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง สร้างซ้อนกันเป็นลักษณะแบบมุข 4 ทิศ ความสูง 8 เมตร เชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ บรรจุอัฐิของพระเถระผู้ใหญ่ที่ชาวเมืองเคารพนับถือ เมืองนี้ทำลายกับการสู้รบกับเมืองเชียงโสม ที่ชนะสงคราม เมืองฟ้าแดดสูงยางได้ถูกทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ละเว้นไม่ได้ทำลายพระธาตุยาคู
ที่อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พบพระพุทธรูป 2 องค์สลักแบบทวารวดีบนหน้าผา ซึ่งชาวทวาราวดี ชอบที่จะทำไว้แบบนี้ (อย่างที่ผามออีแดง ใกล้เขาพระวิหารที่ศรีสะเกษ) อยู่บนเชิงเขาทางขึ้นองค์หนึ่ง อีกองค์อยู่บนเขา ภูปอ
พูดถึงกาฬสินธุ์ จังหวัดที่มีความหมายว่า เมืองน้ำดำ เป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวละว้ายุคกว่าพันปี
แต่มาในช่วง 200 ปีเศษๆ ไม่มีเมืองดังกล่าวแล้วมีแต่สภาพผืนป่าที่รกร้าง ในสมัยรัชกาลที่ 1 ชาวลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง นำโดยท้าวโสมพะมิต (ชื่อเดี่ยวกับชื่อแก่งในแม่น้ำโขง) ได้อพยพหลบภัยสงครามที่สู้รบกันเองระหว่างชนเผ่า มาพร้อมไพร่พล และมาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำปาว เรียกว่า "บ้านแก่งสำโรง"
ต่อมาเป็นชุมชนใหญ่ ในหลวงฯโปรดเกล้า ยกฐานะให้บ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมืองและพระราชทานนามว่า "เมืองกาฬสินธุ์" โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท้าวโสมพะมิตเป็น "พระยาชัยสุนทร" เป็นเจ้าเมือง ครองเมืองกาฬสินธุ์เป็นคนแรก
การเดินทางไปกาฬสินธุ์ ปัจจุบันนี้สะดวกมากระยะทางจากกรุงเทพฯ (เท่ากับลงใต้ไปชุมพร)ใช้เส้นทาง กรุงเทพฯ-สระบุรี เลี้วขวาเข้าโคราช ทางหลวงสาย 2 ซื่อโลดไปถึงบ้านไผ่ขอนแก่น ต่อสาย 23 และ 213 มหาสารคาม-กาฬสินธุ์
เดี๋ยวนี้สายอีสานขับรถง่าย ดูแผนที่ซึ่งมีขายเป็นเล่ม แล้วไปตามหมายเลข มีป้ายบอกตลอดสะดวก รับรองได้ว่าไม่หลง กาฬสินธุ์ ไม่มีรถไฟ หรือเครื่องบินที่บินตรง ต้องไปลงขอนแก่น แล้วต่อรถเมล์อีก 75 กิโลเมตรครับ
|