HOME | ABOUT US | CLASSIFIED ADS | CONTACT US 
Friday July 25, 2014 10:04
 
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกรกิจ
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน


หน้าแรกสยามมีเดีย | ท่องไปใต้แสงตะวัน
เรื่องสั้นเรื่องแรกของไทย
โดย สยามมีเดีย นิวส์ 6 มกราคม 2549

โดย.....นภา

            เพื่อนเก่าคนหนึ่ง ส่งอีเมล์มาอวยพรปีใหม่ บอกมาว่าปีนี้เงียบเหงากว่าปีก่อน อากาศก็หนาวเย็น ต้องทำงานอยู่คนเดียวในต่างจังหวัด ในช่วงเวลาที่คนอื่นเขาหยุดพัก เพื่อฉลองกันอย่างมีความสุข เขาย้อนมานึกถึงตัวเองแล้วยิ้มเยาะในใจ ยังคงต้องตรากตรำไปอีกนานเท่าไรยังไม่รู้ เขาบอกว่าชีวิตบางคนที่มีแต่ความฝัน เป็นความฝันที่ไม่เคยเป็นจริงสักครั้ง ถึงแม้จะสู้มาชั่วชีวิต เพื่อสานฝันไปให้ถึงเป้าหมายอย่างไม่เคยย่อท้อ แต่หนทางคงไกลเหลือเกินสำหรับคนบางคน

       บ้านของเขาในวัยเด็กไม่ไกลจากสถานีอยู่ริมทางรถไฟ เคยอยากได้ของเล่นชิ้นหนึ่ง ซึ่งเคยเห็นเคยได้เล่นที่บ้านเพื่อน เป็นรถไฟเล็กๆที่เหมือนจริงมาก วิ่งไปตามรางจอดที่สถานีก็ได้ แล้วยังสับรางได้อีก ก็ได้แค่คิดในใจแต่ไม่บอกใครเพราะรู้อยู่ว่า ครอบครัวที่บ้านเราคงไม่มีกำลังซื้อ โตขึ้นอยากมีความรัก อุตส่าห์ทนุถนอมเหมือนปลูกดอกไม้รดน้ำพรวนดิน แต่คนที่รักเขาก็ไม่เลือก เขาไปเลือกคนอื่น
       มาถึงวัยทำงานก็ลุ่มๆ ดอนๆ เพื่อนรุ่นเดียวกันเขาก้าวหน้าไปไหนต่อไหน แต่เราก็ยังต๊อกต๋อยย่ำอยู่กับที่
       เขาเคยริอ่านทำธุรกิจ ก็มาซาบซึ้งกับคำที่ว่า “สัญญาสุภาพบุรุษ” อุตส่าห์อดออมมีน้อยอยู่แล้วต้องหมดตัว เพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ในสังคมของคนที่เขายกย่องแต่ผู้ชนะ
       เขาบอกว่าวันนี้ ได้ผ่านชีวิตมายาวนาน ความฝันหลายอย่างที่เคยตั้งไว้หายไปกลางทางบ้าง ที่เคยหวังไว้สูงลดเพดานลงมาเรื่อยๆ เหมือนสินค้าลดจนไร้ราคา เหมือนหุ้นตัวที่ตก จนเดี๋ยวนี้ แค่ฝันขอให้ได้ใช้ชีวิตธรรมดาอย่างชาวบ้านทั่วไป โดยไม่ต้องอดมื้อกินมื้อก็พอ แต่จะทำได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ ก็สู้ไปเรื่อยๆ สู้ไปไม่ใช่เพื่อสานฝันแต่สู้ด้วยความเคยชิน ให้รู้ว่าเขาก็เกิดมาเป็นนักสู้
       เพราะ เมื่อถึงวันนี้ แม้ฝันเป็นจริงจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อมันได้หมดความจำเป็น หมดความอยากได้ไปนานแล้ว เหมือนได้แต่งตัวสวยเมื่อร่างกายหมดสวย เหมือนมีเงิน เมื่อกินอาหารไม่ได้

       เรื่องที่ขึ้นต้นในช่วงปีใหม่วันนี้ ดูมันวังเวงชอบกล เพียงยกมาเพื่อบอกเล่า เป็นการส่งท้ายปีเก่า ให้ท่านผู้อ่านบางท่านที่ติดตามกันมาตลอดได้รู้ว่ารอบตัวเรานั้น อาจยังมีคนที่ “ล้มลุกคลุกคลาน” มากกว่าเรา ก็ขอส่งกำลังใจให้ทุกๆคนสู้ต่อไป ถ้าพลาดก็ เริ่มต้นใหม่ กับปีใหม่ที่มาถึงนี้
       อ่านจดหมายจากเพื่อน แล้วก็ลองเปิดอินเตอร์เน็ต คลิกไปที่ “กูเกิล” แล้วพิมพ์ชื่อเพื่อนที่ละคน เพื่อค้นหา ว่าคนอื่นๆเขากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง หลายต่อหลายคน ไม่มีข้อมูล แต่หลายคนเช่นกัน ที่มีชื่อและผลงานติดอยู่
       เพื่อนคนหนึ่งเป็นนักเขียน ก็แค่อยากรู้ ว่าเขามีผลงานอะไรบ้างหรือไม่ แต่เมื่อคลิกชื่อของเขา กลับไปเข้าในเวปไซท์ของสำนักพิมพ์ “ประพันธ์สาส์น” ก็เลยอ่านไปเรื่อยๆ เจอชื่อเขาอยู่ในนั้น ทั้งยังได้ความรู้เพิ่มเติม ในทางวรรณกรรม จึงอยากขอย่นย่อเอามาเล่าสู่กันฟัง เพราะผมเองก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้
       คงต้องขอบคุณเพื่อนคนนี้ ขอบคุณ และขออนุญาต สำนักพิมพ์ “ประพันธ์สาส์น” เอาไว้ด้วยที่ให้ความรู้
       เนื้อหาเขาพูดถึงกำเนิดและวิวัฒนาการเรื่องสั้นของไทย
       เขาว่าเรื่องสั้นของไทยน่าจะมีพัฒนาการมาจากงานเขียนประเภทนิทานแต่เดิม โดยเฉพาะนิทาน ที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ และ วารสาร รุ่นแรกๆ ของไทย เช่น หนังสือบางกอกรีคอร์ดเดอร์ ดรุโณวาท และวชิรญาณวิเศษ
       ขณะเดียวกันเรื่องสั้นของไทย ก็คงจะได้รับแบบอย่างการเขียนมาจากตะวันตกด้วย เรื่องสั้นของไทยจึงมีลักษณะบางประการแตกต่างไปจากนิทานของไทยแต่เดิม เช่น มีโครงเรื่อง เนื้อหา ฉาก บรรยากาศ บทสนทนา และตัวละครสมจริงต่างไปจากนิทานของไทย
       มีแก่นเรื่องที่สะท้อนปัญหาสังคม หรือแสดงความคิดของผู้แต่งที่กว้างขวางกว่าขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังเป็นการสื่อสารความคิดระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านโดยตรง
       สำหรับเรื่องสั้นเรื่องแรกของไทยนั้น สุดารัตน์ เสรีวัฒน์ ได้สรุปผลการวิจัยว่าคือเรื่อง "พระเปียให้ทานธรรม" ซึ่งลงพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ ปีที่ 2 ฉบับที่ 33 วันที่ 2 เดือน 7 แรม 8 ค่ำ ปีกุน นพศก 1249 (พ.ศ. 2430)
       เป็นเรื่องของพระรูปหนึ่งที่วัดระฆัง
       นอกจากนี้ยังมีผู้ให้แนวคิดว่า เรื่องสั้นเรื่องแรกของไทย คือ เรื่อง "นายจิตรกับนายใจสนทนากัน" ของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) ลงพิมพ์ในหนังสือดรุโณวาทราวปี พ.ศ.2417 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ผู้นี้นับว่าเป็น ผู้มีบทบาท เป็นอย่างมาก ในการสร้างสรรค์เรื่องบันเทิงคดีสมัยใหม่ และเรื่องสั้นยุคบุกเบิก แม้จะมีผู้คัดค้านว่าเรื่องนี้ไม่มีองค์ประกอบของเรื่องสั้นที่สมบูรณ์ก็ตาม
       ส่วนเรื่อง "สนุกนึก" พระนิพนธ์กรมหลวงพิพิตปรีชากร ที่ลงพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ เมื่อปี พ.ศ. 2427 ซึ่งแต่เดิมเคยถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแต่งเรื่องสั้นไทยนั้น ปัจจุบันกลับมีผู้แสดงความคิดโต้แย้งว่า เรื่องสนุกนึกน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแต่งนวนิยายไทย มากกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแต่งเรื่องสั้นไทย
       ทั้งนี้เพราะเมื่อพิจารณาดูจากเนื้อเรื่องแล้วจะพบว่า เรื่องสนุกนึกน่าจะยังไม่จบลงอย่างสมบูรณ์ โดยที่ผู้แต่งได้บ่งบอกไว้ในตอนท้ายของเรื่องว่า "เรื่องนี้จะยังมีต่อไป"
       เรื่องสนุกนึกมีลักษณะเป็นบันเทิงคดีร้อยแก้วของตะวันตก ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับคนไทยสมัยนั้น ผู้อ่านส่วนใหญ่จึงพากันเข้าใจว่า เรื่องราวที่กรมหลวงพิพิตปรีชากรสมมุติขึ้นเป็นเนื้อเรื่อง คือเรื่องเล่าถึงภิกษุวักบวรนิเวศ 4 รูป สนทนากันอย่างสนุกสนานถึงเรื่องลาสิกขาบทออกไปเป็นฆราวาส โดยพระบางรูปคิดจะสึกไปรับราชการ บางรูปคิดจะสึกไปประกอบอาชีพค้าขาย และบางรูปคิดจะสึกไปมีครอบครัว นั้นเป็นเรื่องจริงจึงพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ ทำให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปวเรศวนิยาลงกรณ์ ซึ่งทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศในขณะนั้นทรงน้อยพระทัยมาก ด้วยสำคัญคิดว่ากรมหลวงพิพิตปรีชากรแต่งหนังสือประจานให้ร้ายวัดบวรนิเวศ เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงร้อนพระทัยและตำหนิติโทษกรมหลวงพิพิตปรีชากร แต่เมื่อสมเด็จฯ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงทราบก็กลับสงสารและถวายพระพรทูลขอพระราชทานโทษกรมหลวงพิพิตปรีชากร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงยอมยกโทษให้ และคงเป็นเพราะมีเหตุการณ์วุ่นวายดังกล่าวนี้เอง กรมหลวงพิชิตปรีชากรจึงไม่กล้านิพนธ์เรื่องสนุกนึกต่อไป
       ด้วยเหตุนี้ สุดารัตน์ เสรีวัฒน์ จึงมีความเห็นว่าเรื่องสนุกนึก น่าจะไม่ใช่เรื่องสั้นเรื่องแรกของไทย เพราะขาดแก่นเรื่องซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของเรื่องสั้น
       เรื่องสนุกนึกก็มีผลทำให้วงการนักเขียน นักอ่านตื่นตัวและหันมาให้ความสนใจกับบันเทิงคดีร้อยแก้ว แบบตะวันตกอย่างจริงจังมากขึ้น โดยในระยะแรกๆ ผู้เขียนนิยมใช้วิธีแปลจากภาษาต่างประเทศเช่น เรื่องเนติบัณฑิต เรื่องสู้ด้วยกลืนยาพิษ ฯลฯ ต่อมาจึงใช้วิธีคิดแต่งเป็นเรื่องตามแบบแผนวรรณกรรมตะวันตก แต่ใช้ฉาก ตัวละคร สำนวนภาษาและเนื้อเรื่องเป็นไทย เช่น เรื่องรักพี่เสียดายน้อง เรื่องสามรโจร เรื่องเนื้อคู่หนังคู่ เรื่องจะเป็นท่านสืบ เป็นต้น
       เรื่องสั้นซึ่งถือว่าเป็นยุคแรก ระหว่าง พ.ศ. 2430 - 2437 ซึ่งเป็นช่วงแรกของยุคนี้นั้น เรื่องสั้นมีโครงเรื่องง่าย ใช้วิธีการพรรณนาหรือบรรยายความไปเรื่อยๆ ยังไม่แยกบทสนทนาออกจากบทพรรณนาให้เห็นเด่นชัด เช่น ในเรื่อง ความโกรธของหญิงม่าย, ได้ทรัพย์ในดิน ฯลฯ
       แต่หลังจาก พ.ศ. 2438 มาแล้ว โครงเรื่องเริ่มมีลักษณะซับซ้อน ชวนให้อยากติดตาม มีบทสนทนาของตัวละคร และเริ่มใช้เครื่องหมายอัญญประกาศคร่อมข้อความที่เป็นคำพูดของตัวละคร เช่น เรื่องแว่นตา ของ แม่ลัดดา เรื่องวางยาเมีย ของ ร.อ.ท. พลอย พรปรีชา เป็นต้น
       เรื่องสั้นยุคนี้มิได้มุ่งให้คติสอนใจตามแบบนิทานอย่างเดียว หากแต่มุ่งใช้เป็นสื่อแสดงความคิด ของผู้แต่งไปยังผู้อ่าน ซึ่งรวมทั้งเป็นสื่อสะท้อนภาพและเสนอปัญหาสังคมด้วย เช่น เรื่องเกิดทันคู่สร้าง ของ แม่ลอง เรื่องแม่สื่อกระดาด ของ ขุนบัญญัติวรนาท เรื่องทำตามฝัน ของ น.ม.ส. เรื่องตายแล้วเกิดใหม่ ของ แม่อนงค์ และเรื่องราคาแห่งสร้อยคอเพชร ของนายซิม ฯลฯ
(อ่านต่อฉบับหน้า)

กลับด้านบน

 

HOME | ABOUT US | ADS | CONTACT US
Established since 1981
Copyright © 2000-2005 Siam Media News. All Rights Reserved.
webmaster@siammedia.org
 

View Stats