|
โดย..จรินทร ทานัชฌาสัย..
การเรียกร้องให้ยุติการบุกจับคนงาน
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2008 กลุ่มผู้แทนของรัฐแคลิฟอร์เนียได้ทำหนังสือถึง Michael Chertoff แห่ง Department of Homeland Security เพื่อเรียกร้องขอให้ยุติการบุกจับคนงานรัฐแคลิฟอร์เนีย
จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2008 ICE ได้บุกเข้าจับคนงานต่างชาติที่ทำงานอย่างผิดกฎหมายที่ Micro Solution Enterprise ที่เมืองแวนนายส์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตหมึกสำหรับคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ต่างๆ
รายงานข่าวแจ้งว่าคนงานจะถูกแบ่งแยกตามหลักฐานด้านสถานภาพของตน คนงานทุกคนจะถูกกุมขังรวมถึงคนที่มีใบ เขียวและคนที่เป็นซิติเซนต์ เจ้าหน้าที่มิได้ปล่อยตัวคนที่มีใบเขียวและคนที่เป็นซิติเซนต์ จนกว่าหลังจากการซักปากคำแต่ละ คนจนแน่ชัดแล้ว ขบวนการปฏิบัติดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิตามกฎหมายของบุคคลเพราะ ICE ได้สรุปว่าคนงานทุกคนผิด กฎหมายเสียก่อนจนกว่าจะพิสูจน์ว่าตนมีใบเขียวหรือเป็นซิติเซนต์จึงจะถูกปล่อยตัว ซึ่งขัดกับกฎหมายหลักของประเทศที่ระบุ จะต้องถือว่าทุกคนบริสุทธิ์ จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าคนนั้นผิดจริง
นอกจากนั้น ICE ยังปฏิเสธมิให้คนงานที่ถูกจับสามารถมีทนายความของตนในขณะที่ตนถูกซักปากคำ ถึงแม้ว่าคนงาน เหล่านั้นจะเรียกร้องขอให้มีทนายความ จนกระทั่งกลุ่มทนายความต้องยื่นฟ้องต่อศาล ICE จึงอนุญาตให้คนงานมีทนายใน ขณะที่ถูก ICE ซักปากคำ
คนงานที่ผิดกฎหมายและถูกจับกุมมีจำนวนกว่า 130 คน คนงานหญิงที่มีท้อง หรือมีลูกอ่อน และคนงานที่มีปัญหาด้าน สุขภาพจะถูกปล่อยตัวให้กลับบ้านได้ แต่คนเหล่านี้จะถูกบังคับให้ใส่เครื่องอีเลคโทรนิคที่ข้อเท้า เพื่อเจ้าหน้าที่สามารถตรวจ สอบได้ตลอดเวลา คนเหล่านี้จะมีเคอฟิว โดยจะต้องอยู่บ้านในระหว่างเวลา 7 โมงเย็นจนถึง 7 โมงเช้า
คนงานที่ผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดีเพื่อทำการเนรเทศกลับประเทศบ้านเกิดของตน คนงานที่ถูกจับนี้เกือบครึ่งหนึ่ง เป็นพ่อหรือแม่ของเด็กที่เกิดในอเมริกา เด็กอเมริกันเหล่านี้จะต้องถูกบังคับให้เติบโตโดยแยกกับพ่อหรือแม่ที่จะถูกเนรเทศ
เจ้าเมืองแห่งนครลอสแอนเจลิสก็ได้แถลงข่าวเรียกร้องขอให้ ICE ยุติการบุกเข้าจับกุมคนงานในลอสแอนเจลิส โดย กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของเมืองลอสแอนเจลิส
หน้าที่และความรับผิดชอบของนายจ้าง
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2008 รัฐบาลได้ตีพิมพ์ประกาศร่างกฎหมาย NO-MATCH RULE เพื่อที่จะนำออกบังคับใช้ใน อนาคตสรุปได้ดังนี้
Department of Homeland Security (DHS) ได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อเป็นแนวทางให้แก่นายจ้างปฏิบัติเพื่อ หลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมาย ในกรณีที่นายจ้างได้รับจดหมายจากสำนักงานโซเชียลซีคิวริตี้ ซึ่งเรียกว่า No-Match Letter หรือที่ DHS เรียกว่า Notice of Suspect Document ซึ่งเป็นจดหมายที่แสดงความสงสัยเกี่ยวกับสิทธิในการ ทำงานของคนงาน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2007 DHS ได้ตีพิมพ์ร่างกฎหมายดังกล่าวแล้วครั้งหนึ่ง แต่ปรากฎว่าถูกศาลสั่ง ระงับการออกบังคับใช้เป็นการชั่วคราว
DHS ได้พยายามผลักดังเพื่อนำร่างกฎหมายนี้ออกบังคับใช้อีกครั้งหนึ่งโดยกล่าวว่า การว่าจ้างแรงงานของคนงาน ต่างชาติอย่างผิดกฎหมายในอเมริกานี้มีมาเป็นเวลานาน การเปรียบเทียบหมายเลขโซเชียลของคนงานที่ใช้เพื่อเข้าทำงาน กับหมายเลขโซเชียลที่กำหนดให้โดยสำนักงานโซเชียลซีคิวริตี้ สามารถบ่งบอกได้ว่าคนงานผู้นั้นมีสิทธิทำงานหรือไม่ ถ้า นายจ้างหยุดการว่าจ้างคนงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ก็จะช่วยยุติการลับลอบเข้าอเมริกาเพื่อหวังทำงาน ดังนั้นถ้ารัฐบาล สามารถมีระบบตรวจสอบการว่าจ้างแรงงานที่รัดกุมแล้ว ก็จะช่วยหยุดยั้งการว่าจ้างแรงงานของคนต่างชาติที่ผิดกฎหมายได้
ในแต่ละปีนายจ้างจะต้องส่งรายงานรายได้ของคนงาน (ฟอร์ม W.2) ให้แก่สำนักงานโซเชียลซีคิวริตี้ ข้อมูลดังกล่าว จะแสดงชื่อและหมายเลขโซเชียลของคนงาน ถ้าชื่อและหมายเลขโซเชียลไม่ตรงกับข้อมูลของสำนักงานโซเชียลซีคิวริตี้ สำนักงานก็จะส่งจดหมายให้แก่นายจ้างทราบว่าชื่อและหมายเลขโซเชียลของคนงานนั้นไม่ตรงกัน
การที่ชื่อและหมายเลขโซเชียลไม่ตรงกันนั้นอาจจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การพิมพ์หมายเลขผิดพลาด หรือ การที่คนงานเปลี่ยนชื่อ หรืออาจจะมีสาเหตุมาจากการที่คนงานไม่มีสิทธิทำงานจึงใช้หมายเลขโซเชียลปลอม หรือใช้ หมายเลขโซเชียลของคนอื่น
เมื่อนายจ้างได้รับจดหมาย N.Match Letter นายจ้างมีหน้าที่ที่จะต้องขอให้คนงานแสดงหลักฐานว่าหมายเลข โซเชียลของตนถูกต้อง และตนมีสิทธิในการทำงานอย่างถูกต้อง ถ้าคนงานไม่สามารถนำหลักฐานมาแสดง นายจ้างจะต้องยุติ การว่าจ้างคนงานผู้นั้น
DHS ได้เสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับนายจ้างเพื่อให้นายจ้างสามารถหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมาย DHS มีอำนาจใน การตรวจสอบและลงโทษนายจ้างที่เจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย โดยว่าจ้างคนงานทั้งๆ ที่รู้ว่าคนงานผู้นั้นไม่มีสิทธิทำงาน
|