|
โดย..จรินทร ทานัชฌาสัย..
คุณมีปัญหาเช่นนี้หรือไม่? หนี้สินของคุณเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของคุณ คุณพยายามจ่ายชำระหนี้สินแค่ยอดหนี้ก็ไม่ยอม ลดลง ในที่สุดคุณเริ่มรู้สึกว่าคุณไม่สามารถจ่ายชำระหนี้สินของคุณได้อีกต่อไป
จากสถิติที่ได้จากการสำรวจ ในปัจจุบันประมาณหนึ่งในสามของครอบครัวคนอเมริกันมีรายได้แค่เพียงพอจ่ายค่าใช้จ่าย ในแต่ละเดือน จากสถิติพบว่าคนอเมริกันมีหนี้สินทั้งหมดประมาณ 2.17 หมื่นล้านเหรียญในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมาคนอเมริกัน มีหนี้สินจากบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นถึง 81% ในขณะที่อัตรารายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 9% เท่านั้น
ในการจัดการเรื่องการเงิน อัตราส่วนของหนี้สินและรายได้ไม่ควรจะเกิน 36% หมายความว่าถ้าคุณมีรายได้ 100 หนี้สิน ของคุณไม่ควรจะเกิน 36 แต่โดยเฉลี่ยในปัจจุบันคนส่วนมากจะมีอัตราส่วนของหนี้สินและรายได้ประมาณ 70-80%
มีคนจำนวนมากที่รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน คนเหล่านี้อาศัยเงินล่วงหน้าจากบัตรเครดิตเพื่อนำมาจ่าย ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน จนในที่สุดก็ถึงจุดที่คุณใช้วงเงินเครดิตจนหมดและไม่สามารถเบิกเงินล่วงหน้าจากบัตรเครดิตได้อีก ต่อไป ณ จุดนี้ดอกเบี้ยและค่าปรับก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณไม่สามารถจะจ่ายชำระได้อีกต่อไป คนที่ตกอยู่ภาวะดังกล่าวจะวิตก กังวลและมีความทุกข์มาก เพราะจะถูกเจ้าหนี้รังควาญตามทวงหนี้
ในแต่ละปีบริษัทบัตรเครดิตจะส่งจดหมายเป็นล้านๆ ฉบับเพื่อเสนอให้วงเงินเครดิตโดยให้อนุมัติล่วงหน้า (Pre-approved) แต่ประชาชนทั่วไป รวมถึงนักเรียน-นักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้ คนแก่ที่ไม่ได้ทำงานแล้ว และคนที่ตกงานและคน ที่ไม่มีงานทำ โดยมิได้กลั่นกรองว่าคนเหล่านี้จะรับผิดชอบหนี้ได้หรือไม่ คนเหล่านี้เมื่อมีโอกาสได้ใช้เงินอย่างง่ายๆ ก็จะใช้ เงินเพลินจนหนี้สินพอกพูน บริษัทบัตรเครดิตจะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงมาก เช่น 29% เป็นต้น ทำให้คนที่เป็นหนี้ไม่สามารถ ผ่อนจ่ายชำระหนี้สินได้ มีคนจำนวนมากทำล้มละลาย ซึ่งก็ถือว่าเป็นความผิดของบริษัทบัตรเครดิตด้วย
คนที่มีปัญหาเรื่องหนี้สินควรจะทราบว่าตนมีทางออกอย่างไรได้บ้าง ประการแรกที่คนเหล่านี้ควรจะกระทำคือ ยุติการ สร้างหนี้เพิ่มขึ้น ถ้าคุณมีหนี้สินอยู่มากจนจ่ายชำระไม่ไหวแล้ว การสร้างหนี้เพิ่มขึ้น เช่นดึงเงินจากบัตรเครดิต หนึ่งเพื่อนำมา จ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตใบอื่นนั้น จะทำให้คุณยิ่งถลำลึกลงไป ซึ่งจะสร้างปัญหาให้คุณมากกว่าเดิม ประการที่สอง คนที่มี ปัญหาหนี้สินควรจะปรึกษาทนายความเพื่อให้ช่วยวิเคราะห์สถานการณ์และช่วยหาทางออกให้แก่คุณ การทำล้มละลายก็เป็น ทางออกอย่างหนึ่ง สำหรับคนที่มีหนี้สินจำนวนมากจนไม่สามารถจ่ายชำระได้
มีคนจำนวนมากที่ไม่อยากทำล้มละลายเพราะมีความเข้าใจผิดๆ คิดว่า ถ้าทำล้มละลายแล้วจะเป็นคนไม่มีเครดิต และใน อนาคตจะไม่สามารถซื้อบ้านได้ ในความเป็นจริงนั้น คนที่ทำล้มละลายจะเป็นคนที่มีหนี้สินท่วมตัวจนไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ และจะเป็นคนที่เครดิตเสียอยู่แล้ว คนเหล่านี้จะขาดผ่อนจ่ายชำระหนี้ หรือมิฉะนั้นก็จ่ายชำระหนี้สายเกินกำหนด บางคนถูก ฟ้องร้อง บางคนถูกศาลตัดสินให้แพ้คดี บางคนถูกลีนบ้าน (lien) ดังนั้นการทำล้มละลายจะไม่ทำให้เครดิตที่เสียอยู่แล้วนั้น เสียหายมากไปกว่าเดิม ในทางตรงกันข้าม การทำล้มละลายจะทำให้ลูกหนี้มีจุดเริ่มต้นที่จะสามารถสร้างเครดิตได้ใหม่ นอกจากนั้นเจ้าหนี้มักจะยินดีที่จะทำธุรกิจกับคนที่ไม่มีหนี้สิน หรือหนี้สินถูกลบล้างหมดสิ้นไปแล้ว
ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน รายได้เฉลี่ยของคนทั่วไปเท่าเดิมหรือลดลง แต่รายจ่ายเช่นค่าน้ำมัน, อาหารและดอกเบี้ย สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนจำนวนมากมีปัญหาหนี้สิน คนที่มีบ้านจำนวนมากที่ไม่สามารถจ่ายค่าผ่อนบ้าน เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น การขายบ้าน short sale หรือการปล่อยให้ธนาคารยึดบ้านอาจจะทำให้ลูกหนี้ต้องประสบกับปัญหาเรื่องภาษีเงินได้ในอนาคต เพราะกฎหมายระบุว่าถ้าเจ้าหนี้ยกเลิกหนี้สินให้จะถือว่าเป็นรายได้ของลูกหนี้ซึ่งจะต้องเสียภาษี แต่กฎหมายให้การยกเว้นว่า การที่เจ้าหนี้ยกเลิกหนี้สินให้แก่ลูกหนี้ที่ทำล้มละลายนั้นจะไม่ถือเป็นรายได้ของลูกหนี้ และลูกหนี้ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ดังกล่าว
การทำล้มละลายสำหรับคนทั่วไปแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
ชาพเตอร์ 7 ลูกหนี้สามารถลบล้างหนี้สินให้หมดไปได้โดยไม่ต้องจ่ายชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ สำหรับคนที่มีรายได้ไม่ มากนัก และหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนแล้วไม่มีเงินเหลือเพื่อจ่ายชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ คนเหล่านี้ลบล้างหนี้สินทั้งหมดให้หมดสิ้นไปเพื่อสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ลูกหนี้สามารถเก็บทรัพย์สินของตน เช่น บ้าน, รถยนต์, เงินเกษียณบำนาญ และเงินฝากธนาคาร ถ้าทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เกินกว่าวงเงินที่กฎหมายกำหนดให้เก็บไว้ได้
ชาพเตอร์ 13 ลูกหนี้จะต้องนำเงินที่ตนมีเหลือในแต่ละเดือนเพื่อส่งให้ทรัสตี ทรัสตีจะนำเงินดังกล่าวไปแจกจ่ายชำระ ให้แก่เจ้าหนี้ตามสัดส่วน ชาพเตอร์ 13 เหมาะสำหรับคนที่มีบ้านแต่ขาดผ่อนชำระและต้องการหยุดยั้งการยึดบ้าน หรือสำหรับ ลูกหนี้ที่มีรายได้มากและในแต่ละเดือนมีเงินเหลือซึ่งจะสามารถจ่ายคืนให้แก่เจ้าหนี้
ตัวอย่างเช่น ลูกหนี้ตกงานและขาดผ่อนชำระค่าบ้านมา 4 เดือน และธนาคารกำลังจะยึดบ้านเพื่อนำออกขายทอดตลาด ถ้าในปัจจุบันลูกหนี้มีงานทำแล้ว และต้องการเก็บบ้านของตนไว้ ลูกหนี้ก็สามารถยื่นทำชาพเตอร์ 13 เพื่อขอผ่อนจ่ายจำนวน เงินที่ค้างธนาคารได้เป็นเวลา 3 ปี
ตัวอย่างเช่น ลูกหนี้มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย และมีเงินเหลือประมาณ $300 ต่อเดือน ถ้าลูกหนี้มีหนี้สินอยู่ $50,000 ถ้าลูกหนี้ทำชาพเตอร์ 13 ลูกหนี้จะจ่ายเพียง $300 ต่อเดือน พอครบ 5 ปี หลังจากที่จ่ายให้เจ้าหนี้เพียง $18,000 หนี้สินทั้งหมดที่เหลืออยู่อีก $32,000 ก็จะถูกลบล้างให้หมดไป
|