เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา IMMIGRATION&CUSTOMS ENFORCEMENT หรือ ICE ได้เข้ากวาดล้างจับกุมคนงานที่อยู่อย่างผิดกฎหมายของบริษัท SWIFT ซึ่งเป็นโรงงานผลิตและบรรจุเนื้อสัตว์ จำนวน 6 แห่ง และได้จับกุมคนงานที่ไม่มีเอกสารคือไม่มีสิทธิในการทำงานเป็นจำนวนถึง 1,200 คน
นายจ้างควรจะปกป้องตนเองโดยการกรอกฟอร์ม I-9 ซึ่งเป็นเอกสารที่ยืนยันว่าลูกจ้างมีสิทธิในการทำงาน ให้สมบูรณ์ทุกครั้งที่มีการว่าจ้างพนักงานใหม่ นอกจากนั้นจะต้องถ่ายเอกสารของลูกจ้างที่แสดงตัวบุคคล (Identity) เช่น ใบขับขี่ และเอกสารที่แสดงว่าบุคคลนั้นมีสิทธิทำงาน เช่น ใบอนุญาตทำงาน เป็นต้น
กฎหมายที่ลงโทษนายจ้าง (Employer Sanctions provisions)
กฎหมายได้กำหนดบทลงโทษสำหรับนายจ้างที่ว่าจ้างคนงานทั้งที่รู้ว่าบุคคลนั้นไม่มีสิทธิในการทำงาน
นายจ้างบางคนเข้าใจผิดคิดว่า ถ้าตนไม่รู้ว่าลูกจ้างอยู่อย่างไม่ถูกต้องและไม่มีสิทธิทำงาน ตนก็ไม่มีความผิด แต่ในความเป็นจริงนั้นกฎหมายได้ระบุว่านายจ้างจะต้องตรวจสอบว่าคนงานที่จะรับเข้าทำงานนั้นมีสิทธิทำงานหรือไม่ กฎหมายกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างกรอกฟอร์ม I-9 โดยวัตถุประสงค์สองประการ คือ 1.ให้นายจ้างช่วยเหลือรัฐบาลในการบังคับกฎหมายอิมมิเกรชั่น และ 2. แบบฟอร์ม I-9 นี้สามารถใช้เป็นหลักฐานในการเอาผิดนายจ้างที่มิได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้นถ้านายจ้างมิได้กรอกฟอร์มให้ถูกต้องสมบูรณ์และเก็บไว้เป็นหลักฐาน จะถือว่านายจ้างทำผิดกฎหมายถึงแม้ว่าลูกจ้างจะอยู่ถูกต้องและมีสิทธิทำงานก็ตาม
บทลงโทษ (Penalties)
นายจ้างที่ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวอาจมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ถ้านายจ้างรู้ว่าทำผิด แต่ก็ยังทำผิดซ้ำๆ อีก จะถูกปรับสูงถึง $3,000 ต่อคนงานที่ผิดกฎหมาย 1 คน และอาจถูกลงโทษจำคุกนานถึง 6 เดือน ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะไม่ค่อยได้ใช้บทลงโทษทางอาญาแก่นายจ้าง แต่ก็มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วที่คลีนิคแพทย์ที่ลอสแอนเจลิสถูกตั้งข้อหาในคดีอาญาว่ารับลูกจ้างเข้าทำงานทั้งที่รู้ว่าใบเขียวและใบโซเชียลของลูกจ้างนั้นเป็นของปลอม
การละเมิดกฎหมาย (Violations)
นายจ้างที่ว่าจ้างพนักงานโดยที่รู้ว่าบุคคลนั้นไม่มีสิทธิทำงาน จะมีความผิดถูกปรับตั้งแต่ $250 จนถึง $2,000 ต่อคนงานที่ผิดกฎหมาย 1 คนสำหรับการทำผิดครั้งแรก ถ้าทำผิดครั้งที่สองจะถูกปรับตั้งแต่ $2,000 จนถึง $5,000 ต่อคนงานที่ผิดกฎหมาย 1 คน และถ้าทำผิดครั้งต่อไปจะถูกปรับตั้งแต่ $3,000 จนถึง $10,000 ต่อคนงาน 1 คน
กฎหมายจะถือว่านายจ้างรู้ว่าคนงานไม่มีสิทธิทำงาน ถ้ามีเหตุการณ์ที่บ่งบอก ได้แก่การที่นายจ้างไม่กรอกฟอร์ม I-9 ให้สมบูรณ์หรือกรอกข้อมูลไม่ถูกต้อง หรือมีข้อมูลที่ชี้ให้นายจ้างเห็นว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิทำงาน รวมทั้งกรณีที่นายจ้างเลินเร่อ หรือละเลยไม่ตรวจสอบเอกสารของลูกจ้าง
ตัวอย่าง : นายจ้างรับคนงานเข้าทำงานเนื่องจากเพื่อนของตนได้แนะนำมา โดยมิได้กรอกฟอร์ม I-9 และมิได้ตรวจสอบเอกสารว่าบุคคลนั้นมีสิทธิทำงานหรือไม่ นายจ้างได้ละเมิดกฎหมายคือรับคนงานที่ไม่มีสิทธิทำงานโดยเลินเล่อไม่ตรวจสอบก่อน
หน้าที่ของนายจ้างในการตรวจสอบว่าคนงานมีสิทธิทำงานหรือไม่
ฟอร์ม I-9 เป็นเอกสารที่จะต้องกรอกและเซ็นต์ชื่อโดยนายจ้างและลูกจ้าง ทุกครั้งที่มีการว่าจ้างพนักงานใหม่ แบบฟอร์มแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่หนึ่ง ลูกจ้างจะต้องกอรกข้อมูลและเซ็นต์ชื่อในส่วนที่หนึ่งลูกจ้างจะต้องระบุว่าตนเป็นคนอเมริกัน หรือถือใบเขียวหรือมีใบอนุญาตทำงาน
ส่วนที่สอง จะต้องกรอกและเซ็นต์โดยนายจ้าง นายจ้างจะต้องขอให้ลูกจ้างแสดงเอกสารที่พิสูจน์ตัวบุคคล และเอกสารที่แสดงสิทธิในการทำงานด้านหลังของฟอร์ม I-9 จะมีรายการของเอกสารที่สามารถใช้เพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลและสิทธิในการทำงาน
รายการ A เป็นเอกสารที่พิสูจน์ทั้งตัวบุคคลและสิทธิในการทำงาน เช่น พาสปอร์ตอเมริกัน, ใบซิติเซนต์, ใบเขียว หรือใบอนุญาตทำงาน
รายการ B เป็นเอกสารที่พิสูจน์เฉพาะตัวบุคคล เช่น ใบขับขี่ หรือบัตรประจำตัวนักศึกษา เป็นต้น
รายการ C เป็นเอกสารที่แสดงสิทธิในการทำงาน เช่น ใบโซเชียลที่ไม่ได้ระบุว่าห้ามทำงาน หรือใบเกิดที่ออกโดยรัฐบาลอเมริกัน เป็นต้น
นายจ้างจะต้องรับเอกสารที่ลูกจ้างนำมาแสดง ถ้าเอกสารดังกล่าวระบุอยู่ในรายการด้านหลังฟอร์ม I-9 นายจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องขอเอกสารอย่างอื่นอีก นายจ้างไม่สามารถระบุขอเอกสารที่เฉพาะเจาะจงจากลูกจ้าง
ถ้าลูกจ้างแสดงเอกสารตามรายการ A ซึ่งพิสูจน์ทั้งตัวบุคคลและสิทธิในการทำงาน เช่น พาสปอร์ตอเมริกัน หรือใบเขียว นายจ้างจะไม่สิทธิขอดูเอกสารตามรายการ B หรือ C อีก แต่ถ้าลูกจ้างแสดงเอกสารตามรายการ B ลูกจ้างจะต้องให้เอกสารตามรายการ C แก่นายจ้างด้วย
นายจ้างมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารที่ลูกจ้างนำมาแสดง เพื่อพิจารณาว่าเป็นบัตรของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ และเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือไม่ แต่กฎหมายมิได้กำหนดว่านายจ้างจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพิสูจน์ความถูกต้องแท้จริงของบัตร ดังนั้นถ้าเอกสารนั้นมองดูถูกต้องแท้จริงก็เป็นที่ยอมรับได้
ส่วนที่สาม ใช้สำหรับนายจ้างกรอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ทันปัจจุบัน (Update) เช่นรับรองว่าใบทำงานของลูกจ้างได้รับการต่ออายุใหม่แล้ว เป็นต้น
การเก็บรักษาฟอร์ม I-9
นายจ้างจะต้องเก็บรักษาฟอร์ม I-9 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเป็นเวลา 3 ปีนับจากวันที่ลูกจ้างเริ่มทำงาน หรือ 1 ปีหลังจากลูกจ้างออกจากงานแล้ว นายจ้างจะต้องถ่ายเอกสารที่ลูกจ้างนำมาแสดงที่ใช้ประกอบกับข้อมูลในฟอร์ม I-9
กฎหมายห้ามแบ่งแยกกีดกันเชื้อชาติ/สีผิว Anti-Discrimination
นายจ้างมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายอิมมิเกรชั่นและตรวจสอบว่าลูกจ้างมีสิทธิทำงานหรือไม่ ในขณะเดียวกันนายจ้างก็ควรต้องระวัง อย่าทำผิดกฎหมายที่ห้ามแบ่งแยกกีดกันเชื้อชาติ/สีผิว
ดังนั้นนายจ้างควรใช้ความระมัดระวังในการตั้งคำถามเกี่ยวกับสถานะภาพและสิทธิในการทำงานของลูกจ้าง และใช้ความระมัดระวังในการให้เหตุผลเมื่อยุติการว่าจ้างพนักงานที่ทำงานอยู่ นายจ้างไม่ควรถามเกี่ยวกับอายุ, เชื้อชาติ เพราะถ้านายจ้างไม่รับบุคคลนั้นเข้าทำงานนายจ้างอาจถูกฟ้องในข้อหากีดกันอายุ, เชื้อชาติหรือสีผิวได้
|